จวินหวงรู้สึกใจสะดุด รีบเข้าไปทดสอบลมหายใจของชายหนุ่มทันที
โชคดีที่ยังมีลมหายใจ เขายังมีชีวิตอยู่
จวินหวงถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก แต่ตอนนี้ก็ล่าช้ามิได้ที่นี่อาจมีคนมาได้ตลอดเวลา นางจำเป็ต้องออกจากที่นี่ก่อน
ชายหนุ่มได้รับาเ็สาหัส นางไม่กล้าพาไปไกลเกินไปในที่สุดก็พบถ้ำลับแห่งหนึ่งนางต้องสิ้นเปลืองแรงเก้าโคสองพยัคฆ์กว่าจะลากชายหนุ่มเข้ามาถึงในถ้ำได้
าแบนร่างกายของชายหนุ่มต้องเร่งจัดการใส่ยาทำแผลอย่างเร่งด่วนดีที่จวินหวงติดตามผู้เฒ่าซานกุ่ยมาหนึ่งเดือนได้อ่านตำราแพทย์และคัมภีร์พิษมาไม่น้อยและตอนที่จะออกมาผู้เฒ่าซานกุ่ยยังเตรียมสมุนไพรไว้ให้นางห่อใหญ่ดังนั้นการทำแผลจึงไม่ใช่เื่ยุ่งยากเลย
เพียงไม่นานก็จัดการกับาแบนร่างกายท่อนบนของชายหนุ่มเสร็จเรียบร้อยจวินหวงมองต้นขาที่มีโลหิตไหลซึมออกมาของชายหนุ่ม ใบหน้างดงามก็แดงเรื่อขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้
าแบนร่างกายท่อนล่างของชายหนุ่มอยู่ในตำแหน่งที่น่าอึดอัดใจยิ่งนักแต่ถ้าไม่จัดการให้เรียบร้อยก็จะเป็อันตรายมากจวินหวงใบหน้าแดงก่ำลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงหนึ่ง"ขอโทษด้วย" นางสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งมือสั่นระริกเอื้อมเข้าไปยังร่างกายท่อนล่างของชายหนุ่ม
ทันทีที่จวินหวงัักับกางเกงของชายหนุ่มมือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมายึดกุมมือของจวินหวงไว้โดยฉับพลันไม่อาจรู้ได้ว่าหนานสวินฟื้นขึ้นมาั้แ่เมื่อไร อีกมือหนึ่งของเขารัดคอของจวินหวงเอาไว้แ่า"เ้าเป็ใคร?"
"เ้า... เ้าปล่อยข้านะ...." จวินหวงหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติหนานสวินแววตาอำมหิต สีหน้าเรียบเฉยเ็า
มือที่ถูกหนานสวินยึดกุมเอาไว้ราวกับถูกหักคอถูกหนานสวินบีบรัดจนลมหายใจภายในปอดลดน้อยลงทุกทีเรี่ยวแรงขัดขืนต่อสู้ของจวินหวงค่อยๆ ถอยลงทุกขณะแม้กระทั่งคำพูดก็แทบจะเอ่ยออกมาไม่ได้
ในขณะที่จวินหวงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตายจากการหายใจไม่ออกทันใดนั้นกำลังแข็งแกร่งที่ควบคุมตนเองอยู่ก็พลันคลายออกดูเหมือนว่าหนานสวินจะฟื้นขึ้นมากะทันหัน แต่แล้วจู่ๆ ก็หมดสติลงไปอีก
จวินหวงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สมองไร้การตอบสนองไปชั่วขณะหนึ่ง
ในชั่วพริบตาที่เพิ่งผ่านไปนั้นนางรู้สึกเหมือนว่ากำลังเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชจริงๆ ตอนที่นางอยู่บนหน้าผาถูกกองกำลังติดตามล้อมเอาไว้ทุกด้านนางยังไม่รู้สึกสิ้นหวังเช่นตอนที่นางกำลังจะขาดลมหายใจเวลานั้นเลย
นี่คือบุรุษที่ลึกล้ำสุดประมาณ นางไม่อาจต่อต้านเขาไว้ได้เลย
จวินหวงลอบคิดอยู่เงียบๆ ในส่วนลึกของหัวใจแต่หลังจากนั้นนางก็ไม่มีความคิดอื่นใดอีก นอกจากรีบใส่ยาให้หนานสวินโดยเร็ว
กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย ก็ใช้เวลาเนิ่นนานจวบจนใกล้พลบค่ำจวินหวงมองดูหนานสวินที่ยังคงสลบไสลไม่ฟื้นหลังจากชั่งใจอยู่สักพักก็ตัดสินใจออกไปหาอาหารก่อน
จวินหวงค่อยๆ พลิกย่างกระต่ายป่าที่นางจับกลับมาได้เนื้อกระต่ายเหลืองกรอบ กลิ่นเนื้อหอมโชยไปทั่ว ยวนยั่วให้ผู้คนน้ำลายสออยากอาหารขึ้นมาได้
สติรับรู้ของหนานสวินยังลางเลือนอยู่ เมื่อได้กลิ่นหอมโชยมาหัวคิ้วก็ค่อยๆ ขมวดเข้าหากันทีละน้อย วินาทีถัดมาเขาก็ลืมตาขึ้นแววตาดุร้ายสว่างวาบขึ้นในดวงตา
ที่นี่ไม่ใช่สนามรบแต่เป็ถ้ำแห่งหนึ่ง ในถ้ำนอกจากเขาแล้วก็มีเพียงบุรุษอาภรณ์สีขาวที่หันหลังให้เขาอยู่
"เ้าเป็ใคร?" หนานสวินมองหลังของจวินหวงด้วยความระแวงน้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า
"ท่านฟื้นแล้ว?" จวินหวงหันมามองเมื่อเห็นหนานสวินดูไม่เป็อะไร ก็ฉีกเนื้อกระต่ายในมือชิ้นหนึ่งโยนให้หนานสวิน"กินอะไรสักหน่อยสิ เ้าสลบไปเกือบทั้งวันแล้ว"
หนานสวินเพิ่งจะมองเห็นใบหน้าของจวินหวงเขาไม่คิดว่าบุรุษผู้นั้นจะงดงามถึงเพียงนี้ สีหน้าเขาดูตะลึงงันไปเล็กน้อย
"เ้าช่วยข้าไว้?" หนานสวินได้สติกลับมาหรี่ตามองไปที่จวินหวงแม้ว่าจะเป็ประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงกลับค่อนข้างแน่ชัดว่าเป็เช่นนั้น
แม้ว่าจะสลบอยู่ตลอด แต่ความทรงจำ่สั้นๆของเขาในขณะที่ฟื้นขึ้นมายังคงมีอยู่ เขาจำได้ก่อนหน้านี้มีคนเข้าใกล้เขาเขาจึงบีบคอคนผู้นั้นในขณะที่กำลังสะลึมสะลือเขาจำได้เพียงว่าคนผู้นั้นมีดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เหมือนกับคนที่อยู่ต่อหน้าผู้นี้
"หนานสวินเทพาแห่งเป่ยฉีได้ยินคำร่ำลือมาว่าท่านออกศึกคราไหนไม่เคยพ่ายแพ้แล้วเหตุใดครานี้จึงตกอยู่ในสภาพอันน่าเวทนาเยี่ยงนี้ได้?" จวินหวงไม่ตอบ แต่กลับใช้วาจากระทบกระเทียบ
ก่อนที่นางจะออกจากูเานางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็แบบบุรุษเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางในตอนนี้ก็ยังแต่งเป็บุรุษอยู่ จึงไม่แปลกที่หนานสวินจะดูไม่ออก
"เ้ามีประสงค์อันใด?" ใบหน้าของหนานสวินอึมครึมขึ้นมาทันทีแววตาสังหารสว่างวาบ
บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ารู้จักเขา คนผู้นั้นช่วยเขาไว้ย่อมมีเป้าหมายรอเจรจากับเขาอยู่
"หากข้าจะสังหารท่านก็ลงมือไปนานแล้วว่าไหม?” จวินหวงเห็นไอสังหารในก้นบึ้งดวงตาของหนานสวินอย่างชัดเจนก็กลอกตาขาวมองบนไปรอบหนึ่ง "เล่ามาสิ แท้จริงแล้วเกิดเหตุอันใดขึ้นท่านเข้ามาในเขตแดนเป่ยฉีแล้ว จะมาเจ็บหนักปางตายเช่นนี้ได้อย่างไร?"
หนานสวินเพ่งมองจวินหวงอย่างพิจารณา ใบหน้าเรียบเฉยไม่มีการแสดงออกใดๆแม้เพียงส่วนเสี้ยว ราวกับกำลังประเมินความน่าเชื่อถือในวาจาของจวินหวงอยู่
"ในกองทัพมีไส้ศึก พวกเราถูกซุ่มโจมตี"เขาอธิบายมาประโยคหนึ่งแบบกลืนพุทราเข้าไปทั้งลูกโดยไม่เคี้ยว[1] แต่ไม่ได้สาธยายรายละเอียดว่าใครเป็ไส้ศึกและไม่ได้เล่าว่าเพราะเหตุใดจึงถูกซุ่มโจมตี
แต่จวินหวงตรวจสอบข้อสมมติฐานของตนเองจากคำบอกเล่าของหนานสวินแล้วก็ลอบถอนใจแล้วมองไปที่ดวงตาของหนานสวินด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะเอ่ยวาจาออกมา
"ทำไมหรือ?" หนานสวินขมวดคิ้วสายตาของจวินหวงจ้องมองเขาจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายไปทั่วร่าง
"ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่" จวินหวงไตร่ตรองก่อนจะตั้งคำถาม"ว่าเพราะเหตุใดตอนที่ท่านอยู่ในซีเชว่จึงไม่พบการถูกโจมตีแต่เมื่อเข้าสู่เขตแดนเป่ยฉีแล้ว ถึงถูกซุ่มโจมตีได้?"
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หนานสวินช่วยจัดงานศพให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ของนางสำหรับนางแล้วหนานสวินเป็ผู้มีพระคุณนางไม่อาจทำเป็มองไม่เห็นสถานการณ์อันตรายที่อาจเกิดกับหนานสวินได้
"อ้อ? ทำไมล่ะ?" ท่าทางของหนานสวินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก้นบึ้งของหัวใจกลับดิ่งลึกลงไป
ตั้งคำถามแบบนี้ออกมาได้คนที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้จะต้องมีคำตอบในใจอยู่แล้วอย่างแน่นอนบุรุษที่ดูอ้อนแอ้นบอบบางผู้นี้แท้จริงมีเป้าหมายใดกันแน่
"ขุนพลหนานยกทัพจับศึกมานานหลายปี ไม่เคยพ่ายแพ้สักครั้งถ้วนสี่คาบสมุทรเพียงศัตรูสดับเสียงลมที่ท่านก้าวไปถึง ต่างหวาดกลัวจนหัวหดไม่กล้าสู้ในแคว้นเป่ยฉีชื่อเสียงเกรียงไกรเหนือกว่าราชนิกุล" จวินหวงกัดฟันพูด"หอกคมโล่แกร่งท่านขุนพลล้วนแสดงออกมาหมด แต่ท่านขุนพลจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์ฮ่องเต้จะสามารถทนต่อขุนนางที่มีอำนาจสูงข่มนายเช่นท่านได้?
"แล้วอย่างไรเล่า?" หนานสวินมองจวินหวงด้วยสายตาเยือกเย็น"ข้าหนานสวินเกิดเป็ข้าราชบริพารแห่งเป่ยฉีย่อมต้องปกปักคุ้มครองเป่ยฉีให้เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขตลอดไป"
"ท่าน!" จวินหวงไม่คิดว่าตนเองพูดมาถึงขั้นนี้แล้วหนานสวินจะยังคงเป็ท่อนไม้ทื่อๆ ไม่เปลี่ยน ก็ขัดเคืองใจจนพูดไม่ออก
ซีเชว่ล่มสลาย ตงอู๋ลี้ภัย หนานมู่ไม่สนใจเื่ราวโลกภายนอกผู้ที่จะซุ่มโจมตีกองทัพหนานในเขตแดนเป่ยฉีได้ ก็มีเพียงแค่เป่ยฉีเท่านั้น
หนานสวินแม้ว่าจะเป็แม่ทัพแห่งเป่ยฉี แต่รบทัพจับศึกมานานหลายปีชื่อเสียงของหนานสวินในใจของปวงชนชาวเป่ยฉีได้บดบังราชวงศ์เป่ยฉีมานานแล้ว แล้วฮ่องเต้จะไม่ทรงเห็นหนานสวินเป็หนามตำตาอย่างนั้นหรือ? การดักซุ่มโจมตีครั้งนี้พิสูจน์ชัดแล้วว่าราชวงศ์เป่ยฉี้ากำจัดหนานสวิน
เดิมทีจวินหวงคิดจะเตือนหนานสวินให้ระวังฮ่องเต้แห่งเป่ยฉีแต่นางก็ไม่รู้ว่าหนานสวินจะกระจ่างใจทุกอย่างแต่แกล้งทำเป็เลอะเลือนหรือไม่จึงทำเป็ไม่อนาทรร้อนใจเช่นนี้ได้
คนสองคนในถ้ำไม่ได้สนทนากันอีก ความเงียบงันครอบคลุมไปชั่วขณะ
......................................................................................................
[1] กลืนพุทราทั้งลูกโดยไม่เคี้ยว หมายถึงการศึกษาโดยไม่พินิจพิเคราะห์แยกแยะมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน