รถบ้านทั้งคันโยกไหวโคลงเคลงหลังคารถค่อย ๆ ยุบลงมา โครงเหล็กเสริมส่งเสียงกรีดร้อง คล้ายกับมันกำลังขาดใจ
ณัฐธัญพยายามคิดหาทางตอนนี้เหลือแต้มแค่ 1,100 แต้มเขานึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรไปสู้กับมัน ะเิก็ดูจะใช้กับมันไม่ได้ผลและถ้าใช้ในระยะประชิดขนาดนี้ รถของเขาคงแหลกก่อนที่ตัวมันจะแหลก
ลีโอนีแง้มกระจกรถที่เพิ่งปิดลงเล็กน้อยยื่นมือออกไป เหนี่ยวไก่ลั่น .44 แมกนัมจากในรถ เธอยิงสุ่ม ๆ แบบไม่เล็ง หวังให้โดนจุดสำคัญสักแห่ง
ทว่ามันกลับไม่สะทกสะท้านขาข้างหนึ่งของมันพุ่งตรงมาที่ข้อมือของเธอ ด้วยสัญชาตญาณเธอหดมือกลับอย่างรวดเร็ว ทำให้ขาที่เรียวแหลมของมันกระแทกใส่กระจกหน้าต่างแทน
โชคดีที่ณัฐธัญเปลี่ยนประตูหน้าต่างทั้งหมดเป็วัสดุกันะเิไม่อย่างนั้น ขาข้างนั้นคงทะลุกระจกเข้ามาเสียบศีรษะของลีโอนีและเขากลายเป็ลูกชิ้นไม้ละสองบาทไปแล้ว
ระหว่างที่เขากำลังเลื่อนหน้าจอเพื่อดูว่าในระบบมีอะไรพอแก้ปัญหาได้บ้างมีรถตู้คันหนึ่งวิ่งย้อนศรมาจากข้างหน้า บนหลังคารถตู้มีคนโผล่ขึ้นมาเพียงท่อนบนมีบ้องอะไรสักอย่างประทับบ่า พอลีโอนีเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี รีบะโ “หมอบลง..!”
วัตถุเรียวเล็กคล้ายหัวปลีพุ่งออกจากปลายบ้องนั้นทิ้งควันเป็ทางยาว มันเฉี่ยวผ่านตัวรถไปด้านหลัง
ตูม..!
เสียงดังสนั่นท้องฟ้าคลื่นช็อกเวฟกระแทกรถจนสั่นไหว สัตว์ประหลาดร้อยขาที่กำลังเกาะตัวรถดิ้นพราดอยู่บนถนนขาที่เกาะกุมรถไว้แน่นคลายออก
“เฮ้...ตรงนั้นน่ะ รีบขับออกมาเร็ว..!”
เสียงโทรโข่งดังขึ้นจากรถตู้ที่อยู่ตรงหน้าไกลๆ ณัฐธัญไม่รอช้าเหยียบคันเร่งพารถพุ่งไปข้างหน้า เสียงล้อที่ยางแตกบดกับถนนดังครืด ๆ เขาไม่สนว่าอีกฝ่ายเชื่อถือได้หรือไม่แต่อย่างน้อยก็น่าจะเจรจาง่ายกว่าไอ้ตัวที่อยู่ข้างหลังแน่
พอณัฐธัญขับผ่านรถตู้ไปรถตู้ก็กลับรถตามไป
“ไอ้วอกขออีกดอก เอาให้โดนข้างลำตัวมันจัง ๆ ไปเลย” เสียงคนขับดังขึ้น
“จัดให้”
ชายร่างผอมที่โผล่มาบนหลังคาครึ่งตัวใส่ะุหัวปลีอีกครั้งพอเล็งจนมั่นใจ ก็เหนี่ยวไกยิงออกไป จรวดหัวปลีพุ่งตรงไปยังข้างลำตัวของตะขาบสีดำอย่างรวดเร็วเสียงะเิดังสนั่นรอบที่สอง คราวนี้ฝุ่นควันตลบอบอวลบดบังร่างกายใหญ่โตของมันจนมองไม่เห็น ไม่ทราบว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร
ในรถตู้มีคนนั่งอยู่หกคนผู้ชายห้าคนและผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายห้าคนสะพายอาวุธหนักวางไว้หน้าตัก ส่วนผู้หญิงแต่งตัวแตกต่างจากพวกราวกับไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน
รถทั้งสองคันขับตามกันไปบนท้องถนนจากนั้นประมาณสิบนาที ณัฐธัญก็จอดรถอย่างทุลักทุเล อีกฝ่ายก็อ้อมมาจอดข้างหน้า
ณัฐธัญกับลีโอนีลงจากรถอีกฝ่ายก็ลงจากรถเพียงสองคน เป็ผู้ชายและผู้หญิง
ผู้ชายเป็ชายหนุ่มหน้าตาเหมือนเพิ่งอายุยี่สิบ มีความมั่นอกมั่นใจ ส่วนผู้หญิงเป็สาวสวยผมสีขาวที่มวยผมขึ้นจะว่าสวยก็ไม่เชิง เพราะเธอมีใบหน้าขาวซีด ขอบตาคล้ำเล็กน้อย ทำหน้าซังกะตายหากดูแลตัวเองบ้างก็คงจะเป็คนที่สวยมากคนหนึ่ง
แต่เสื้อผ้าเธอออกจะแปลกไปสักหน่อยเพราะเธอสวมเสื้อกาวน์สีขาว
“สวัสดีครับผมณัฐธัญ ขอบคุณมากครับที่ช่วย” ณัฐธัญกล่าวขอบคุณพลางยื่นมือ เนื่องจากก่อนหน้านี้ลีโอนีบอกว่าการจับมือเป็การทักทายของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้
“สวัสดีนาธานผมอีเดน เป็รองหัวหน้ากลุ่มอินทรีสายฟ้า การช่วยเหลือผู้คนเป็หน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว”เอเดนยื่นมือเข้าไปจับทักทาย
ณัฐธัญไม่สนใจเื่ความผิดถูกของชื่อแล้ว
หญิงสาวชุดกาวน์แนะนำตัว “ฉันเทเรซ่าเป็นักวิจัยอณูชีววิทยา ตอนนี้ทำงานอยู่ในศูนย์วิจัยชั่วคราวของโซนแปดพวกคุณมาจากโซนเจ็ดเหรอ”
“พวกเรามาจากทะเลทรายกีโบกีน่ะ”ลีโอนีตอบแทน
ณัฐธัญครุ่นคิดศูนย์วิจัยชั่วคราว..? แสดงว่าเขตปลอดภัยน่าจะปลอดภัยจริง ๆ ถึงขนาดตั้งศูนย์วิจัยได้
“โอ้โฮ..! พวกคุณมาจากทะเลทรายกีโบกีเหรอรอดจากพายุมหันตภัยนั่นได้ยังไงเนี่ย..!?” เอเดนตาเป็ประกายใบหน้าฉายแววตื่นเต้น
ลีโอนีไม่ตอบมองใบหน้าของเอเดน ราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่าง
“เราเข้าป่าก่อนพายุจะมาน่ะ”ณัฐธัญเป็ฝ่ายตอบ
“อย่างนี้นี่เอง”เอเดนพยักหน้า “รถพวกคุณดูสภาพย่ำแย่แล้วนะ ขึ้นรถพวกเราสิ”
ณัฐธัญเหลือบดูรถตู้ของอีกฝ่ายเป็รถตู้ที่แต่งแบบพิเศษ ทั้งคันเสริมด้วยแผ่นเหล็ก ตามหน้าต่างก็มีแผ่นเหล็กยาวๆ ติดไว้ เหลือเพียงช่องเล็ก ๆ ไว้ให้มองลอดหรือสอดปากกระบอกปืนออกไป นอตตรงล้อเป็หนามแหลมคมดูหลุดออกมาจากวันสิ้นโลกจริง ๆ
“ไม่เป็ไรครับเขตปลอดภัยโซนแปดน่าจะอยู่ข้างหน้าไม่ไกลใช่ไหม”
“ไม่ไกลน่ะไม่ไกล แต่รถคุณไหวเหรอ”เอเดนเหลือบมองรถบ้านของเขา หลังคาบุบยุบลงมาเกือบครึ่ง ด้านท้ายบิดเบี้ยวจนแหว่งยางทั้งสี่แตกยับเยิน
“ให้พวกเราช่วยลากไหม แต่คิดค่าบริการนะ”เอเดนพูดเสนอแนะ
ณัฐธัญมีระบบอยู่แล้ว ใช้แค่ร้อยแต้มก็ซ่อมให้กลับมาสภาพสมบูรณ์ได้กำลังจะบอกปฏิเสธ แต่ลีโอนีพูดแทรกขึ้น “เอาสิรบกวนพวกคุณด้วยแล้วกัน แล้วค่าบริการรับเป็อะไรล่ะ”
ณัฐธัญขมวดคิ้ว กำลังจะทักท้วง แต่ลีโอนีกระตุกแขนเขาให้เข้ามาใกล้พลางกระซิบว่า “อย่าบอกนะว่านายจะใช้พลังโชว์พวกนั้นน่ะพลังของนายมันจุดเด่นเกินไป อย่าใช้ให้คนอื่นเห็นพร่ำเพรื่อ”
พอได้ยินแบบนี้ ณัฐธัญค่อยเข้าใจ ลืมพิจารณาถึงข้อนี้ไปอีกฝ่ายอัธยาศัยดี ใช่ว่าเจตนาดี และต่อให้เจตนาดี ก็อาจพูดหลุดปากให้คนอื่นฟังด้วยความหวังดี
เขาพยักหน้าตกลง บ่งบอกว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอ
เอเดนยิ้มแป้น กล่าวว่า “น้ำมัน อาหาร อาวุธ มีอะไรก็เอามาได้หมด เฮ้พวก เตรียมโซ่..!”
“เดี๋ยวสิ..! แล้วตัวอย่างงานวิจัยฉันล่ะ..?!” เทเรซ่าร้องะโขึ้นมา
เอเดนเดินขึ้นรถตู้แล้วโบกมือ “งานวิจัยของคุณมันไม่ได้ผลลัพธ์เร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว”
“ชิ” เทเรซ่าเดาะลิ้น สีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน แล้วตามเอเดนขึ้นรถตู้
ณัฐธัญมองดู แล้วหันมาถามลีโอนีที่ยืนอยู่ข้างๆ “เราผิดหรือเปล่า”
ลีโอนียักไหล่แล้วเดินขึ้นรถบ้าน “ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนใจหรอก”
หลังจากทั้งสองคนขึ้นรถ ในรถตู้ก็มีชายหัวโล้นเดินออกมาพร้อมกับโซ่เส้นใหญ่เขาคล้องโซ่กับท้ายรถตู้ แล้วนำปลายโซ่อีกด้านมาคล้องหน้ารถบ้านของณัฐธัญ เมื่อกระตุกโซ่ดูว่าแน่นแล้วก็แวะหันมายิ้มยิงฟันพร้อมยกนิ้วโป้งให้ ก่อนจะเดินกลับขึ้นรถตู้ไป
ไม่นานนัก รถตู้ก็ลากรถบ้านของณัฐธัญ ล้อที่ยางแตกหมุนเสียดสีไปกับถนนจนดังครืดๆ อีกครั้ง ทำให้รถบ้านสั่นอย่างกับวิ่งบนถนนลูกรัง
ณัฐธัญเพียงนั่งเฉย ๆ มองดูทิวทัศน์ที่ผ่านไปโดยที่ไม่ได้ขับเองรู้สึกว่าสะดวกสบายดีเหมือนกัน
แล้วเขาก็บังเกิดความคิดแวบเข้ามา ในเมื่อระบบมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างนั้นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติก็คงมีเหมือนกันนะสิ
เขากดดูในระบบ พบว่ามันมีอยู่จริง ๆ แต่ต้องติดตั้งหลายอย่างเพื่อสนับสนุนเกื้อกูลอย่างเช่น ต้องมีดาวเทียมของตัวเอง มีตัวรับสัญญาณ มีจีพีเอส มีเอไอ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ไม่ใช่แต้มน้อยๆ เขาจึงเก็บความคิดกลับเข้ากรุไปก่อน
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ณัฐธัญก็เริ่มมองเห็นเมืองไม่สิ มันเหมือนกับหมู่บ้านในชนบทมากกว่า ตึกที่สูงที่สุดสูงเพียงสี่ชั้น และมีอยู่แค่สี่ตึกนอกนั้นก็เป็บ้านชั้นเดียวหรือบ้านสองชั้น
รอบเมืองมีตู้คอนเทนเนอร์สีน้ำเงินแดงเรียงรายสลับกันมีรั้วลวดหนามล้อมไว้อีกที ตรงถนนเว้นเป็ทางเข้า มีคนเฝ้าทางเข้าอยู่สองคน และอยู่บนตู้คอนเทนเนอร์อีกสามสี่คนแน่นอนว่าทุกคนถือปืน
“โอ้โฮ ยับเยินเลยเว้ยเฮ้ย”
“ฝีมือไอ้ทมิฬนั่นแหงๆ รอดมาได้นี่ถือว่าเฮงจริง ๆ”
ณัฐธัญได้ยินเสียงะโจากคนเฝ้าประตูสะดุดใจบางอย่าง ไอ้ตะขาบนั่นมีชื่อด้วยเรอะ
เอเดนจอดรถตู้ ดูเหมือนกำลังคุยอะไรบางอย่างกับคนเฝ้าประตูจากนั้นคนเฝ้าประตูก็ทำสัญญาณมือราวกับให้เข้าไปได้
เมืองนี้มีถนนสี่เลนตัดผ่านกลางเมือง ส่วนถนนแยกย่อยหรือตรอกซอยเป็ถนนสองเลนเมื่อเข้ามาจะเห็นลานโล่งเป็อันดับแรก มีเต็นท์นอนหรือรถเต็มไปหมด ผู้คนอยู่กันเยอะแยะมากมายส่วนใหญ่เป็เด็ก ผู้หญิง และคนแก่ คาดว่าน่าจะเป็ผู้อพยพมาจากโซนเจ็ดเมื่อรถบ้านถูกลากผ่านไป หลายคนก็หันมามองด้วยความสงสัย แต่บางคนก็ไม่สนใจ
พอขับเข้าไปอีกหน่อย จึงเริ่มมีบ้านและผู้คนมากขึ้นมีรถเข็นขายอาหารอย่างหนู กิ้งก่า หรือกระทั่งแมลง แต่อาจเป็เพราะไม่มีน้ำมันทำอาหารส่วนใหญ่จึงมีแต่เมนูปิ้งย่างอย่างเดียว
นอกจากนั้นยังมีร้านเหล้าบาร์ร้านรับซ่อมอุปกรณ์จิปาถะ หรือกระทั่งร้านขายอาวุธ
ส่วนผู้คนตามข้างทางก็มีไม่น้อยหลายคนมุงดูคนเล่นหมากรุกกัน หลายคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็จูนวิทยุหาคลื่นเล่นบางคนก็ตั้งวงดีดกีตาร์หรือเป่าฮาร์โมนิกา หากไม่นับว่านี่คือวันสิ้นโลกคงเป็ชีวิตประจำวันที่มีความสุขวันหนึ่ง
เมื่อเลยไปหน่อยณัฐธัญก็สังเกตเห็นตรอกซอยหนึ่ง เป็ตรอกซอยเล็ก ๆ ขนาดเท่าถนนเลนเดียวมีกำแพงปิดเป็ช่อง ๆ คล้ายที่จอดรถในกำแพงนั้นมีบทเพลงร้องประสานเสียงของทั้งบุรุษสตรีส่วนด้านหน้ากำแพงที่เป็ทางเข้าก็มีเหล่าสตรีใส่ชุดวับ ๆ แวม ๆ มากมายบางคนก็นั่งไม่เรียบร้อย บางคนก็เปิดหน้าอกให้ดูอย่างโจ๋งครึ่มบางคนก็ถือวิสาสะเข้ามาควงแขน ่อายุมีั้แ่ดูเหมือนสิบสี่จนถึงห้าสิบ
ณัฐธัญเห็นแล้วก็ทอดถอนใจทั้งหดหู่และเห็นใจ คนที่ปรับตัวเข้ากับโลกนี้ได้ก็จะอยู่รอดคนที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตาย แต่ถ้าดูจากสภาพแวดล้อมโดยรวมแล้วเขาคิดว่าโลกนี้ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เขตปลอดภัยเปรียบเสมือนสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจึงไม่มีใครทำอะไรอุกอาจ เพราะแค่เอาชีวิตให้รอดได้ในแต่ละวันก็ยากลำบากพอแล้ว
ทว่าเขาสังเกตอยู่อย่างหนึ่งสิ่งที่ใช้ซื้อขายส่วนใหญ่คืออาหารกระป๋อง อาวุธ น้ำมัน หรือเสื้อผ้าแต่ไม่เห็นมีใครซื้อขายด้วยน้ำเปล่าเลย
“ไหนว่าน้ำดื่มในโลกนี้ขาดแคลนไงทำไมไม่เห็นใครใช้น้ำซื้อขายกันเลย” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย
ลีโอนีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า“ก็เพราะมันขาดแคลนไง ถึงไม่มีใครคิดจะขาย”
ณัฐธัญพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามต่ออีกว่า “แล้วก่อนหน้านี้พวกเธอหาน้ำจากไหนดื่ม”
“ก่อนหน้านี้ก็หาขโมยตามห้างหรือซูเปอร์มาเก็ตมากักตุนพอถูกจับเป็ทาสก็มีน้ำแจก แต่วันหนึ่งได้กินแค่ห้าร้อยมิลลิลิตรต้องพึ่งน้ำฝนเพิ่มเติม”
ณัฐธัญหันไปมองเธอแล้วคว้าเอวคอดกิ่วของเธอเข้ามากอด
ลีโอนีดิ้นขัดขืนเล็กน้อยพร้อมพูดขึ้นว่า “ทำอะไรน่ะ ฉันไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้นายมาปลอบหรอกนะเื่มันผ่านไปแล้ว”
“เปล่าฉันไม่ได้ปลอบเธอ ฉันแค่ขอใช้เธอปลอบใจตัวเองอยู่” ณัฐธัญกล่าวเบา ๆ
พอลีโอนีได้ฟังดังนั้นก็เลิกดิ้นแล้วค่อย ๆ เอนศีรษะซบไหล่ของเขา
พอพ้นบริเวณที่คล้ายตลาดแลกเปลี่ยนก็เป็หมู่บ้านที่มีเพียงไม่กี่คนอยู่ แถวนี้เงียบสงบมาก ไม่มีเสียงดังจอแจเหมือนเมื่อครู่ณัฐธัญสังเกตเห็นว่าข้างหน้ามีตึกคล้ายอพาร์ทเม้นท์สูงสี่ชั้นดูจากขนาดแล้วชั้นหนึ่งน่าจะมีแค่สามสี่ห้อง ข้าง ๆตึกมีโกดังขนาดใหญ่เปิดกว้างคาไว้ มีคนห้าหกคนอาวุธครบมือยืนเฝ้าโกดังแต่งตัวคล้ายกับเอเดน มันใหญ่จนคิดว่าน่าจะเก็บเครื่องบินได้ทั้งลำแล้วรถตู้ก็ขับพาเขามาที่ด้านหลังโกดัง บริเวณนี้มีแต่ซากรถเก่า ๆที่ดูเหมือนใช้งานไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่เหลือแต่โครงรถ ไม่มีเครื่องยนต์สงสัยว่าคงถูกแยกส่วนไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า
พอรถจอด ณัฐธัญกับลีโอนีลงจากรถอีกฝ่ายก็ลงจากรถทั้งหมด มีด้วยกันหกคน ชายหัวโล้นคนเดิมมาถอดโซ่ที่คล้องไว้ออก
เอเดนเดินมาหา“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฐานที่มั่นของกลุ่มอินทรีสายฟ้า ผมเสียใจที่ต้องพูดว่ารถของคุณหนักเป็บ้าเลยดังนั้นขอคิดค่าบริการเพิ่มห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จะเป็อาหารกระป๋อง 6 กระป๋องหรือน้ำมัน 4แกลลอนก็ได้ หรือถ้าคุณเสนออะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่มูลค่าต้องเทียบเท่ากัน”
ณัฐธัญพยักหน้าเขาไม่รู้ว่าราคานี้ถูกหรือแพงเพราะสำหรับเขาสิ่งที่ขาดแคลนน้อยที่สุดคืออาหารและน้ำ ต่อให้กินทิ้งกินขว้างก็ยังมีเหลือเฟือแต่แน่นอน เขาไม่ใช่คนกินทิ้งกินขว้าง จึงหันไปมองหน้าลีโอนี
ลีโอนีพยักหน้าให้ดูเหมือนราคาจะพอรับได้ เขาจึงขึ้นไปบนรถกดที่หน้าระบบซื้อเนื้อเสือร้องไห้มาหนึ่งกิโลกรัม เขาเลือกให้มันเป็แบบแช่แข็งเพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่สงสัย
พอเห็นณัฐธัญลงจากรถลีโอนีมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ทันที
ณัฐธัญถือเนื้อเสือร้องไห้ที่ห่อหุ้มพลาสติกอย่างดีส่งให้เอเดนพลางกล่าวว่า “เนื้อวัวส่วนบริสเก็ตหนึ่งกิโลกรัมแบบแช่แข็งคุ้มค่าไหม”
พอเอเดนเห็นก็ตาลุกวาวอีกห้าคนที่มาด้วยกันก็มองด้วยสายตาเปล่งประกายแม้แต่เทเรซ่าที่ชอบทำหน้าเบื่อโลกก็ไม่เว้นพวกเขาไม่ได้เห็นเนื้อแช่แข็งแบบนี้มานานมากแล้ว
เอเดนร้องออกมา“เฮ้ย นี่คุณไปเอามาจากไหนเนี่ย ผมว่าซูเปอร์มาเก็ตแถวนี้น่าจะโดนปล้นไปหมดแล้วนะแถมนี่มันเทียบเท่ากับอาหารกระป๋องตั้งสี่สิบห้าสิบกระป๋อง คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม คิดดีแล้วเหรอที่จะยกให้พวกเรา”
“คุณช่วยชีวิตพวกเราถือว่าคุ้มค่าแล้วล่ะ ผมไม่เคยตีค่าชีวิตตัวเองต่ำ ถ้าผมไม่รอดก็ไม่ได้กินเนื้อนั่นอยู่ดี และนี่ก็ถือว่าเป็ของขวัญแสดงน้ำใจ” ณัฐธัญกล่าว
เอเดนเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง แล้วกล่าวว่า “ได้ ผมจะรับไว้แล้วกัน พวกคุณจะพักแถวนี้ก็ได้ที่นี่คือเขตของเรา ไม่ต้องกลัวใครจะมาทำอันตราย แล้วเดี๋ยวผมจะให้ช่างมาดูสภาพรถของคุณให้ถ้าซ่อมได้ก็จะซ่อมให้ฟรีไม่คิดค่าบริการ”
“ไม่ต้องหรอกเื่รถผมซ่อมเองจะสะดวกกว่า ขอบคุณครับ” ณัฐธัญกล่าวปฏิเสธตรง ๆ เพราะเขามีระบบอยู่แล้วไม่จำเป็ต้องพึ่งคนซ่อม
เอเดนอุทานดัง ‘ออ’ เขาเหลือบดูรถบ้านของณัฐธัญเห็นว่ายังมีผู้หญิงอีกสองคนอยู่บนรถ แถมยังเป็สาวสวย ถึงอีกคนจะหน้าตาคุ้นๆ แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก ยิ้มมุมปากพลางกล่าว“คุณนี่ครบเครื่องดีจริง ๆ ทั้งหน้าตาดีใจกว้าง ทำงานได้จิปาถะ มิน่าล่ะถึงเนื้อหอม”
พอได้รับเนื้อมาจากณัฐธัญเอเดนโยนประคองเบา ๆ ด้วยมือข้างเดียวราวกับกะน้ำหนัก “โอเค เดี๋ยวผมจะไปบอกพี่ชายผมให้มาขอบคุณอีกครั้งจะได้ทำความรู้จักกันไว้ด้วย”
ณัฐธัญขมวดคิ้ว“พี่ชาย..?”
“ออ ลืมบอกไปพี่ชายผมคือหัวหน้ากลุ่มอินทรีสายฟ้า ตอนนี้ไปทำธุระอยู่ ถ้ากลับมาแล้วจะให้มาหาคุณที่นี่”
เอเดนกล่าวแล้วหันไปหาเทเรซ่า
“คุณเทเรซ่าต้องขอโทษด้วยที่รอบวันของวันนี้หมดแล้ว ไว้วันหน้าถ้ามีคิว ผมจะตามไปคุ้มกันคุณอีกแล้วกันส่วนเื่ค่าจ้างวันนี้ผมจะคืนให้” แล้วเดินจากไปพร้อมกับผู้ชายอีกสี่คน
เทเรซ่าไม่พูดอะไร
ลีโอนีกระซิบกับณัฐธัญว่า“นายนี่ชอบทำตัวเด่นจริง ๆ”
“คนมันเด่นไม่ช้าก็เร็วยังไงก็ต้องเด่น” เขายักไหล่ ก่อนจะกล่าวว่า “แล้วที่เธอไม่ห้ามแสดงว่าคิดอะไรอยู่ในใจแล้วสิ”
ลีโอนีส่ายศีรษะ ยิ้มกล่าว “ก็แค่คาดเดานิดๆ หน่อย ๆ”
ทั้งคู่คุยกระซิบกระซาบกันแต่แล้วก็สังเกตว่าเทเรซ่ายังไม่ไปไหน แถมยังเดินมาหาพวกเขา
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ณัฐธัญสงสัย
เทเรซ่ามองหน้าเขา แล้วก็มองลีโอนีราวกับพิจารณาอะไรบางอย่าง ค่อยกล่าวว่า “คุณใจกว้างดีนะ ถ้าฉันขอน้ำเปล่าด้วย คุณจะให้หรือเปล่า”
ณัฐธัญกับลีโอนีมองหน้ากันเขากล่าวว่า “ถ้าขวดเดียวก็พอให้ได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องมีอะไรมาแลก”
เขาเองก็อยากช่วยเหลือผู้คนแต่อย่างที่ลีโอนีบอก เด่นเกินไปจะเป็ภัย ถึงตอนนี้เขาจะเริ่มทำตัวเด่นแล้วก็เถอะ
เทเรซ่าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“งั้นฉันขอจ่ายด้วยร่างกาย”