บทที่ 33 จากห้าร้อยตำลึง ขายไปแค่ห้าสิบตำลึง (รีไรต์)
“ข้าจะไม่ใช่คนในตระกูลฉินได้อย่างไร ข้าเป็สามีของฉินชุนอวิ๋น ตอนแรกที่แต่งเข้าตระกูล ข้าก็ได้ลงชื่อในหนังสือลำดับวงศ์ตระกูลแล้ว”
ผู้าุโสามแค่นเสียงเย็น “คำพูดนั้นไม่ผิด แต่หลังจากฉินชุนอวิ๋นจากไปไม่ถึงหนึ่งเดือน เ้าก็แต่งงานใหม่ ถือว่าเ้าไม่ใช่คนในตระกูลฉินอีกต่อไปแล้ว”
“ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรอง เ้าไม่มีสิทธิ์รับมรดกเหล่านี้”
ผู้าุโสามกล่าวอย่างไม่เกรงใจเขาเลยแม้แต่น้อย ในใจเขาไม่ชอบหยางผิงมาั้แ่แรก ตอนที่ฉินชุนอวิ๋นจะแต่งงานกับหยางผิง เขาก็เคยคัดค้านมาก่อน
“ได้ ในเมื่อพวกท่านไม่นึกถึงเยื่อใยเก่า ๆ งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว จะให้พวกข้าย้ายออกก็ได้ แต่ต้องคิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อน”
“พวกโจรอันธพาลเหล่านี้บุกเข้ามาทำร้ายพวกข้า ต้องชดใช้ค่ารักษาและค่าเสียเวลาให้พวกข้าด้วย สองร้อยตำลึงยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ!”
“ยังมีพืชผลในไร่นา ผลไม้บนูเา พวกข้าตรากตรำดูแลมาหลายปี ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขอแค่จ่ายเงินมาสี่ร้อยตำลึง พวกข้าก็จะไปทันที!”
หยางผิงเห็นว่าผู้าุโสามไม่นึกถึงความสัมพันธ์เก่าแม้แต่น้อย จึงเปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราด
นี่เป็แผนที่พวกเขาคิดไว้ั้แ่เมื่อคืนแล้ว หากแม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ ไม่มาก็ยังดี แต่หากมาก่อเื่ จะต้องทำให้พวกนางกระอักเืกลับไป
“ใช่! จ่ายเงินมา แล้วพวกข้าจะย้ายออกเดี๋ยวนี้เลย!”
เฉียนเหมยก้าวเข้ามาอย่างองอาจ แล้วยื่นมือไปตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน
ดูจากเสื้อผ้าของขอทานพวกนี้แล้ว น่าจะเดินทางมาจากชายแดนโดยการขอทานมาตลอดทาง คงไม่มีเงินถึงสี่ร้อยตำลึงแน่
ต่อให้พวกนั้นมีเงินสี่ร้อยตำลึง พวกเขาก็ไม่ขาดทุน
สี่ร้อยตำลึงสามารถซื้อบ้านหลังงามในอำเภอได้สบาย เหตุใดต้องมาทนลำบากอยู่ในดินแดนห่างไกลความเจริญเช่นนี้ด้วย
“โอ้โห สี่ร้อยตำลึง ไม่ใช่สี่ร้อยอีแปะนะ หยางผิงนี่ช่างกล้านัก เงินทั้งหมดในหมู่บ้านของพวกเรารวมกันยังไม่ถึงสี่ร้อยตำลึงเลย”
ชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง พอได้ยินหยางผิงเรียกเงินสี่ร้อยตำลึงก็ถึงกับผงะ
“หยางผิงนี่ช่างละโมบนัก ไม่กลัวท้องแตกตายหรือไง ถึงกล้าเรียกตั้งสี่ร้อยตำลึงเชียว” ชาวบ้านอีกคนเยาะเย้ย
“นั่นสิ ดูพวกเขา หน้าตาแจ่มใส ไม่เห็นเหมือนคนเจ็บตรงไหน แต่กลับเรียกเงินตั้งสี่ร้อยตำลึง ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ!”
“ที่นาแค่สามสิบหมู่ แต่กลับเรียกเงินตั้งสี่ร้อยตำลึง คิดจะหลอกใครกัน”
“ชาวบ้านอย่างพวกเรา ทำนาสามสิบหมู่ รวมค่าแรง ค่าเมล็ดพันธุ์แล้ว อย่างมากก็ได้แค่ยี่สิบตำลึงเท่านั้น”
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็กล่าวตำหนิหยางผิงว่าโลภมากเกินไป
‘ท่านย่าเก่งจังเลย ท่านรู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองได้เปรียบมากที่สุด’
ฉินเยาเยานอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง พ่นน้ำลายพลางมองท่านย่าด้วยแววตาชื่นชม
แท้จริงแล้ว แม่เฒ่าฉินสามารถไปหาผู้าุโสาม เพื่อขอหนังสือรับรองสิทธิ์ แล้วไล่พวกเขาออกไปได้เลย
ทว่านางกลับไม่ทำเช่นนั้น นางจงใจก่อเื่ใหญ่โตเช่นนี้ ก็เพื่อเรียกชาวบ้านทั้งหมู่บ้านให้มาดู
การกระทำเช่นนี้ของนางย่อมมีจุดประสงค์ แม้ว่าปกติแล้วภรรยาต้องแต่งเข้าบ้านสามี แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนรู้ดีว่าสามีเป็ฝ่ายแต่งเข้าบ้านภรรยา
ส่วนคนรุ่นหลังนั้นไม่ทราบในเื่นี้ หากไม่เชิญชาวบ้านให้มารับรู้ความจริง ในภายภาคหน้า หากพวกเราย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ คงถูกพวกชาวบ้านเข้าใจผิด แล้วรังเกียจ
เมื่อเป็เช่นนี้ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็เข้าใจเื่ราวทั้งหมด แล้วชาวบ้านก็จะไม่รังเกียจพวกเราอีก
“จะคิดบัญชีงั้นหรือ เช่นนั้นก็มาคิดกันเถิด บังเอิญชาวบ้านและผู้าุโสามอยู่กันพร้อมหน้า พวกเรามาคิดบัญชีกันให้แจ่มแจ้งต่อหน้าทุกคนไปเลย”
แม่เฒ่าฉินสีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีทีท่าใกับเงินสี่ร้อยตำลึงแม้แต่น้อย
เพราะโสมหนึ่งราก นางยังขายได้หนึ่งพันตำลึงเลย
“เช่นนั้นก็รีบเอาเงินมาเถอะ พอได้เงินแล้วพวกข้าจะรีบไปทันที”
เฉียนเหมยคิดว่าแม่เฒ่าฉินกลัว จึงยื่นมือมาเรียกเงินทันที หากได้เงินมา นางก็จะสามารถไปซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ดีในตัวอำเภอได้ และยังช่วยหาภรรยาที่ดีให้กับเปียวเอ๋อร์ลูกชายของนางได้อีกด้วย
“เหล่าเอ้อร์ เ้าไปดูที่ห้องตะวันออกสิว่ามีคนอาศัยอยู่หรือไม่ แล้วก็ดูด้วยว่ายังมีหีบเครื่องประดับอยู่หรือเปล่า เ้าคงจำหีบนั้นได้”
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างใจเย็น “ในเมื่อจะคิดบัญชีกัน ก็ต้องตรวจสอบบางอย่างให้แน่ใจเสียก่อน”
ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำแล้วเดินไปที่ห้องทางฝั่งตะวันออก
“ท่านแม่ มีคนอยู่ แต่ไม่เห็นหีบนั้นเลย”
ไม่นานฉินเหล่าเอ้อร์ก็กลับมา พูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เขาย่อมรู้ว่าหีบเครื่องประดับที่มารดาของเขาพูดถึงนั้นคือหีบใด มันเป็ของขวัญที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่เพื่อแสดงความรัก ท่านแม่จึงหวงแหนมันมาก
เมื่อตอนที่เขายังเด็ก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาปีนขึ้นไปบนโต๊ะเพื่อดูว่ามันคือสิ่งใด ผลคือเขาตกลงมาและหน้าผากถลอก ทำให้ท่านแม่โกรธจนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี วันนั้นนางจึงเก็บหีบไปเสีย
ต่อมาครอบครัวของพวกเขาเดินทางไปชายแดนเพื่อตามหาญาติของท่านพ่อ หนทางยาวไกล ไม่สะดวกที่จะนำหีบนั้นติดตัวไปด้วย จึงทิ้งมันไว้ที่นี่
ใน่แรก ท่านแม่มักจะพูดถึงหีบใบนั้นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ท่านพูดถึง พวกเหล่าพี่น้องมักคิดในใจว่าสักวันหนึ่งจะนำมันกลับมาให้ท่าน
ต่อมาเมื่อท่านพ่อจากไป พวกเขากลัวว่าท่านแม่จะเศร้าโศกเสียใจ จึงไม่กล้านำหีบนั้นกลับมา ไม่คิดว่าจะกลายเป็ผลประโยชน์ของคนเลว
แม่เฒ่าฉินตอบรับว่า “พวกเ้าทุกคนรู้ดีว่าบ้านหลังนี้ข้ามีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ข้ายังมีที่นาสิบห้าหมู่ และที่บนเขาห้าหมู่ ส่วนของน้องสาวข้าไม่คิดแล้ว”
“นับั้แ่ปีที่น้องสาวข้าจากไปจนถึงวันนี้ ครบสิบปีพอดี พวกเ้าก็ทำนามาสิบปีแล้ว”
“บ้านหลังนี้คิดค่าเช่าปีละยี่สิบตำลึง สิบปีก็เป็สองร้อยตำลึง”
“ที่นาสิบห้าหมู่ คิดค่าเช่าปีละยี่สิบตำลึงเช่นกัน สิบปีก็สองร้อยตำลึง”
“ยังมีที่บนเขาอีกห้าหมู่ คิดปีละสิบตำลึง สิบปีก็หนึ่งร้อยตำลึง”
“นอกจากนี้ หีบเครื่องประดับที่ข้าเก็บไว้ในบ้านก็คิดเป็เงินห้าร้อยตำลึง”
“สองร้อยบวกสองร้อย บวกหนึ่งร้อย บวกห้าร้อย หักออกสี่ร้อย พวกเ้ายังติดหนี้ข้าอีกหกร้อยตำลึง รีบจ่ายเงินมาซะ”
“ผู้าุโสาม หัวหน้าหมู่บ้าน ราคาที่ข้าคิดยุติธรรมแล้วหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินไม่สนใจสีหน้าเขียวคล้ำของหยางผิงและเฉียนเหมย นางหันไปพูดกับผู้าุโสามและฉินฟู่หลิน
“ยุติธรรมแล้ว”
“ที่นาสิบห้าหมู่นั้นเป็นาดี ปล่อยเช่าหนึ่งหมู่อย่างน้อยก็ได้สามตำลึง เฉียนเหมย พวกเ้าได้กำไรมากแล้ว”
ฉินเยาเยาก็พ่นน้ำลายออกมา นางกำลังใช้วิธีของทารกเพื่อให้กำลังใจท่านย่าของนาง
ท่านย่าของนางช่างเก่งกาจเหลือเกิน เพียงคนเดียวก็สามารถทำให้พวกนั้นพ่ายแพ้ราบคาบ
“หีบเครื่องประดับอันใดกัน ข้าไม่เคยเห็น พวกเ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ” หยางผิงะโขึ้น
หีบเครื่องประดับนั่น เขาขายไปนานแล้ว ได้เงินมาตั้งห้าสิบกว่าตำลึง
“อย่ามาบอกว่าเ้าไม่เคยเห็น หีบเครื่องประดับของข้า คนรุ่นเก่าในหมู่บ้านล้วนรู้ดี เ้าปฏิเสธไม่ได้หรอก”
“หีบเครื่องประดับอันใดกัน ถึงกลับเรียกเงินตั้งห้าร้อยตำลึง” ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ รีบอธิบายให้เขาฟัง “เ้าไม่รู้หรือ หีบเครื่องประดับของตระกูลฉินนั้น ทำจากไม้หวงฮวาหลีถึงห้าชั้น ตัวหีบเองก็มีราคาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็ของพระราชทานจากราชสำนักอีกด้วย”
“ครั้งหนึ่ง ฉินเซียงสามีของฉินชุนหลานเคยช่วยชีวิตท่านอ๋องที่เสด็จผ่านมาเอาไว้ ท่านอ๋องตั้งใจจะพระราชทานเงินให้ แต่ฉินเซียงทูลขอหีบเครื่องประดับเพื่อมอบให้แก่คู่หมั้น เป็ของแทนใจ ท่านอ๋องจึงพระราชทานหีบไม้หวงฮวาหลีให้”
“บนหีบนั้น สลักเป็รูปเด็กน้อยไว้ถึงเก้าสิบเก้าคน หมายถึงให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ครั้งนั้น หลังจากที่ฉินชุนหลานให้กำเนิดลูกชายสี่คนภายในเจ็ดปี ผู้ใดในหมู่บ้านที่จะแต่งงาน ก็มักจะขอยืมหีบเครื่องประดับนี้ไปวางใต้หัวเตียง เพื่อขอพรให้ได้ลูก ดังนั้นคนรุ่นเก่าจึงรู้จักสมบัติชิ้นนี้กันดี ห้าร้อยตำลึงนับว่าถูกมากแล้ว”
“ห้าร้อยตำลึงงั้นหรือ?! ข้าขายไปแค่ห้าสิบตำลึงเอง!”