ในห้วงมิติแรกเริ่มแห่งห้วงนิรันดร์ ที่ซึ่งดวงดาวนับล้านลอยวนราวเม็ดฝุ่นในสายลมนิรันดร์ จวินเหรินนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่แผ่กระจายไปทุกทิศทาง
ประกายแสงสีม่วงที่หลิงหว่านเซียนมอบให้ยังคงหมุนวนในจิติญญาของเขา ช้า ๆ แต่หนักแน่นราวูเาลูกั์ที่กดทับหัวใจ
หลิงหว่านเซียนยืนห่างออกไปหลายสิบจั้ง มองดูศิษย์คนใหม่ด้วยสายตาที่ทั้งสงบนิ่งและลึกซึ้ง นางไม่เข้าใกล้มากเกินไป ปล่อยให้เขาต่อสู้กับตัวเองเพียงลำพัง
'ขั้นแรก... เมล็ดดาว จุดประกายนิรันดร์... ข้าต้องละทิ้งความยึดติดพื้นฐาน ความแค้น... ความกลัว...'
จวินเหรินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามจินตนาการถึงความว่างเปล่า แต่ภาพเหตุการณ์ในหอคอยัเก้าชั้นพลันผุดขึ้นราวคมมีดกรีดหัวใจ
ภาพบิดาและมารดาที่ถูกกลืนกินด้วยพลังมืดมิด ภาพพี่สาวที่ยอมสละปราณทั้งหมดเพื่อส่งเขามาที่นี่ ภาพใบหน้าทรยศของอาจารย์หลี่ และรอยยิ้มเ็าของเทียนกุยจื่อกับหงหลันเซียนจื่อ
'พวกมัน... ข้าจะไม่ลืม! ข้าจะแก้แค้นให้ได้!'
ประกายแสงสีม่วงสั่นไหวรุนแรง ก่อนจะดับวูบลง จวินเหรินกระอักเืออกมา ร่างกายเซถลาไปด้านหลัง
นี่คือความล้มเหลวครั้งที่สามในรอบสามวัน การทะลวงขั้นที่หนึ่งแสนยากลำบากยิ่งนัก โทสะและความแค้นที่ฝังรากลึกในใจราวต้นไม้โบราณที่หยั่งรากลงสู่พื้นดิน ทำให้เขาไม่อาจละทิ้งได้อย่างแท้จริง
เขากำหมัดแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
"เหตุใด... มันจึงยากเย็นเพียงนี้? หากข้าละทิ้งความแค้น แล้วข้าจะมีเหตุผลใดในการมีชีวิตอยู่ต่อไป?"
หลิงหว่านเซียนยังคงยืนนิ่ง ไม่ตอบคำถามของเขา นางรู้ดีว่า การฝึกวิถีเทวะนิรันดร์ต้องมาจากภายในจิติญญาของผู้ฝึกเอง มิใช่คำสอนจากภายนอก
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าเบาราวกลีบดอกไม้ร่วงดังขึ้นจากด้านข้าง
สตรีรูปงามในชุดเกราะบางเบาที่ทำจากเกล็ดัแสงก้าวเข้ามาใกล้ ผมสีม่วงอ่อนยาวสลวยพลิ้วไหวราวสายน้ำจันทรา ใบหน้างดงามราวเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ แต่ดวงตาคู่นั้นฉายแววเ็าและระแวดระวัง
นางคือหลานฉิงอวี่ หนึ่งในลูกศิษย์หลายคนของหลิงหว่านเซียน ผู้ที่ได้รับการฝึกวิถีเทวะนิรันดร์มานานหลายร้อยปี
หลานฉิงอวี่ก้มศีรษะให้หลิงหว่านเซียนอย่างสุภาพนอบน้อม ก่อนจะหันมองจวินเหรินด้วยสายตาเ็า
"ท่านอาจารย์... ศิษย์ผู้นี้คือผู้ใด? เหตุใดจึงมาฝึกที่นี่?"
หลิงหว่านเซียนยิ้มบาง ๆ มือข้างหนึ่งสะบัดเบา ๆ สร้างประกายดาวลอยวนรอบหลานฉิงอวี่
"อวี่เอ๋อร์ เขาคือจวินเหริน ผู้ที่ถูกเลือกโดยหยกัฟ้าคืนชีพ เ้าจงช่วยดูแลเขาให้ดี ข้าจะไปตรวจตราห้วงพหุจักรวาลสักครู่"
หลิงหว่านเซียนหันหลังจากไป ร่างกายค่อย ๆ เลือนหายไปในห้วงมิติ ทิ้งให้จวินเหรินและหลานฉิงอวี่อยู่กันตามลำพัง
จวินเหรินมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ นางงดงามยิ่งนัก แต่แววตานั้นกลับเ็าราวน้ำแข็งในฤดูหนาว
"แม่นาง... ท่านคือศิษย์ของท่านอาจารย์หลิงหว่านเซียนหรือ?"
หลานฉิงอวี่พยักหน้าเบา ๆ สีหน้ายังคงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความสุภาพที่ห่างเหิน
"ใช่แล้ว ข้าคือหลานฉิงอวี่ หนึ่งในลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ หากเ้า้าคำชี้แนะในวิถีเทวะนิรันดร์ ข้าจะช่วยเท่าที่ทำได้ แต่จงจำไว้... วิถีนี้มิใช่สิ่งที่ใครจะฝึกได้ง่าย ๆ"
ในใจของหลานฉิงอวี่กลับครุ่นคิดถึงแผนการบางอย่างที่ซ่อนเร้นมานาน ราวกับดอกบัวที่บานในความมืด ความโศกเศร้าที่แฝงอยู่ในดวงตานั้น มิได้เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ แต่จากความลับที่รอวันเปิดเผย
จวินเหรินลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่จิติญญายังคงมุ่งมั่น
"ขอบคุณแม่นางหลาน ข้าจะพยายามต่อไป... แม้จะล้มเหลวอีกกี่ครั้งก็ตาม"
หลานฉิงอวี่มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งเ็าและระแวดระวัง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้จวินเหรินกลับไปนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
แต่ภาพย้อนเหตุการณ์ยังคงกัดกินใจเขาไม่หยุดหย่อน ทำให้การทะลวงขั้นที่หนึ่งยังคงเป็เพียงความฝันที่ริบหรี่
ขณะเดียวกัน ในห้วงพหุจักรวาลภายนอก เทียนกุยจื่อกำลังใกล้เข้ามาที่ขอบมิติแรกเริ่ม ร่องรอยของหยกัฟ้าคืนชีพนำทางพวกมันเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น