ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มีร่างสูงโปร่งยืนถือถ้วยชาส่วนมืออีกข้างไขว้หลังไว้ ยืนหันหลังดูวิวแม่น้ำอย่างงามสง่า แต่แล้วกลับมีเสียงใครคนหนึ่งเดิมเข้ามาขัดจังหวะบรรยากาศอันเงียบสงบตรงหน้า โรงเตี๊ยมที่ไหนๆ ก็ต่างมีวิวเช่นนี้เหมือนกันหมด แต่ต่างกันที่การจัดสรร
“เ้ามาช้า” เสียงทุ่มกล่าวออกมาอย่างไม่ได้โมโหเลยสักนิดขณะที่หันหน้ากลับมา
“ขออภัยเ้าสำนักวารีหยก บังเอิญเกิดเื่น่าสนุกนิดหน่อยระหว่างทาง” ชายหนุ่มตรงหน้าคือเ้าสำนักเพลิงอัคคีเย่วซือ และคือคนที่ได้ช่วยซูเชี่ยวไว้เมื่อสักครู่
“เื่น่าสนุกอะไร” ลี่หยางถามออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนักและนั่งลงบนเบาะรองนั่งที่โต๊ะอาหาร พลางรินชาให้เย่วซือเ้าสำนักเพลิงอัคคี
“เื่สนุกข้าย่อมเก็บไว้คนเดียว” เย่วซื่อแกล้งตอบแหย่ลี่หยางด้วยไม่กลัวฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาก็เป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลี่หยางไม่ได้โมโหแต่ส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เ้ามีอันใดเหตุใดไม่ส่งจดหมายมา แต่กลับนัดพบข้า” เย่วซือถามจุดหมายที่ลี่หยางนัดพบเขาในวันนี้ทันที จากนั้นลี่หยางก็เริ่มเล่าเื่ราวของคนร้ายที่ลักลอบเข้ามาและพยายามใส่ร้ายสำนักเพลิงอัคคีให้ฟัง
เพล้ง!
เสียงแก้วชาในมือของเย่วซือเ้าสำนักเพลิงอัคคีแตกละเอียดทันทีที่ลี่หยางเล่าจบ แต่มือของเขากลับไม่มีร่องรอยของการได้รับาเ็เลยแม้แต่น้อย
“เ้าใจเย็นเถอะ ข้าให้คนของข้าตามสืบเื่นี้แล้ว” ลี่หยางพูดพลางยกชาขึ้นดื่ม เย่วซือเพียงส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เื่ของสำนักข้าไม่รบกวนเ้า หากมีอะไรเพิ่มให้เ้าฝากคนมาบอกข้าด้วย”
เย่วซือพูดด้วยเสียงเข้มทันทียังโมโหเื่ที่ได้ฟังสักครู่ไม่หาย ลี่หยางเพียงยิ้มและส่ายหน้าให้กับความใจร้อนของสหายตรงหน้า เย่วซือมักเป็คนใจร้อนอยู่เสมอจะโทษเขาไม่ได้ทีเดียว เพราะเขามีกำลังภายในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับข้าแต่เป็ธาตุไฟ แต่การใจร้อนของเขาก็ไม่เคยส่งผลกระทบต่อข้าแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเฉลียวฉลาด และมากไปด้วยแผนการไม่ด้อยกว่าข้าเลย ภายนอกเขายังดูเป็ชายอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา ทั้งเย่วซือและลี่หยางพูดคุยเื่การคัดเลือกผู้นำทั้ง 5 สำนักไปประมาณครึ่งชั่วยาม ก็เป็ยามอิ๋นแล้ว จึงได้คิดที่จะแยกย้ายกันกลับ แต่ก่อนที่เย่วซือเ้าสำนักเพลิงอัคคีจะก้าวเท้าออกจากห้อง
“อ้อ เื่สนุกที่ข้าบอกก็คือเื่นี้” เย่วซือวางป้ายเหล็กที่เขียนว่า สำนักวารีหยก ซูเชี่ยว ลงที่โต๊ะจากนั้นยิ้มที่มุมปากเเละเดินออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี ลี่หยางที่กำลังจะยกชาขึ้นจรดที่ปาก เห็นป้ายที่เขียนว่าซูเชี่ยวก็วางถ้ายชาลงทันที
“เหอะ! พึ่งได้มาก็ทำหาย ข้าจะดูว่าเ้าจะเข้าสำนักอย่างไร” ลี่หยางพึมพำกับตัวเองขณะที่นำป้ายขึ้นมาเก็บไว้ที่แขนเสื้อและลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะกลับสำนัก
.
ด้านซูเชี่ยวหลังจากกลับมาจากตรอกซอยที่เธอโดนทำร้ายก็ใช้เวลากว่า 2 เค่อเพื่อมายังจุดนัดหมายที่นัดกับเจียอี่ไว้
“ข้านึกว่าเ้าหลงแล้วซะอีก” เจียอี่บ่นให้ซูเชี่ยวอย่างไม่จริงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมาเลยเวลาที่นัดกันไว้ถึง 1 เค่อ
“ขออภัย ข้าหลงทางนิดหน่อย” หญิงสาวตอบอย่างรู้สึกผิด โดยไม่คิดที่จะเล่าเื่ที่เกิดวันนี้ให้เจียอี่ฟัง ทุกอย่างเกิดขึ้นกับเธอมากมายเต็มไปหมด จนนางก็ยังตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน
“ข้าว่าแล้วเชียว” เจียอี่พูดขึ้น ขากลับซูเชี่ยวและเจียอี่เลือกเช่ารถม้าให้มาส่งที่หน้าสำนักแทนการเดินกลับ เพราะนี้ก็เย็นมากแล้วถ้าหากเดินกลับคงถึงมืดค่ำ และพวกเธอเองก็ซื้อของกลับมากมาย ทั้งสองใช้เวลา 1 เค่อก็ถึงหน้าประตูทางเข้าสำนัก ซูเชี่ยวล้วงแขนเสื้อเพื่อจะยื่นป้ายให้ผู้คุ้มกันที่ตรวจการเข้าออกแต่กลับหาไม่เจอ
“เเย่แล้ว” ซูเชี่ยวพูดขึ้นและพยายามหาว่าป้ายอยู่ที่ใด
“แย่อะไรหรือ” เจียอี่ถามด้วยความสงสัย แต่เธอก็พอเดาได้จากท่าทางของซูเชี่ยวที่กำลังล้วงหาของอยู่
“ป้ายของข้าหายไป” ซูเชี่ยวตอบออกไปด้วยความลนลาน
“หากไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูพูดขึ้น
“แต่นางมากับข้า เมื่อเช้าเ้าก็เห็นป้ายนาง ให้นางเข้าไปกับข้าเถอะนี้จะมืดค่ำแล้ว” เจียอี่พูดแทนซูเชี่ยว
“ไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูยังยืนยันคำเดิม เจียอี่กำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่ถูกซูเชี่ยวห้ามไว้
“เ้าเข้าไปเถอะ เอาของเข้าไปเก็บไว้ด้วย แล้วรบกวนเ้าไปบอกท่านรองเ้าสำนักว่าข้าทำป้ายหาย ให้มาช่วย” ซูเชี่ยวพูดกับเจียอี่ด้วยความใจเย็น เจียอี่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก การทำป้ายเข้าออกสำนักหายต้องถูกลงโทษจากเ้าสำนัก เธอนำของที่ซื้อมาและส่งสายตาบอกซูเชี่ยวว่าให้รอนางทีนี่เดี๋ยวนางรีบมา จากนั้นรีบเดินเข้าไปในสำนักรีบนำของไปเก็บ และตรงดิ่งไปให้รองเ้าสำนัก
“เ้าว่าอะไรนะรองเ้าสำนักจะกลับมาพรุ่งนี้งั้นหรือ” เจียอี่พูดขึ้นเมื่อนางถามจางิผู้ช่วยรองเ้าสำนักเฟยซิ่น ว่าอยู่หรือไม่
“เ้าค่อยมาใหม่พรุ่งนี้” จางิตอบเสียงเรียบ และเดินออกไป เจียอี่เดินวนอยู่หน้าห้องของนางอย่างใช้ความคิด ท่านรองเ้าสำนักก็ไม่อยู่ส่วนท่านเ้าสำนักก็ยังไม่กลับ นางไม่สามารถไปขอความช่วยเหลือใครได้อีกเลย เพราะเื่ป้ายเข้าออกสำนักถือเป็เื่ใหญ่ มีแค่ได้รับการรับรองจาก 2 ผู้มีอำนาจสูงสุดในสำนักเท่านั้นถึงเข้ามาได้ ตอนนี้เธอทำได้แค่รอ
.
ทางด้านซูเชี่ยวได้แต่ยืนเดินไปมา และกอดตัวเองอยู่หน้าสำนักเพราะนี้ก็ปลายยามเฉินแล้ว ทำให้อากาศโดยรอบเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นเจียอี่พารองเ้าสำนักออกมาสักที ขณะนั้นเองเธอได้เห็นรถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาจอดบริเวณหน้าสำนักใกล้ๆเธอ ไม่ใช่รถม้าของใครแต่เป็เ้าสำนักวารีหยกลี่หยางนั้นเอง ผู้คุ้มกันหน้าประตูรับป้ายมาตรวจและส่งคืนให้คนบังคับรถม้า
“เอ่อ คือว่า” ผู้คุ้มกันหน้าประตูส่งเสียงเหมือนมีอะไรแต่ไม่กล้าพูด
“มีอะไรก็ว่ามา” เสียงทุ้มของลี่หยางดังออกมาจากด้านในรถม้า
“แม่นางซูเชี่ยวบอกว่าทำป้ายหายไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ขอรับ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะเขาก็สงสารหญิงสาวที่ยืนตากลมหนาวอยู่หน้าประตูเหมือนกัน ขนาดเขาเป็ชายและทำหน้าที่นี้มานานจนชินยังรู้สึกหนาว เธอจะไปทนได้อย่างไร
“ไม่มีป้ายก็ไม่มีสิทธิ์เข้า” ลี่หยางพูดออกมาเสียงดังจากในรถม้า ทำให้ซูเชี่ยวที่สีหน้าเริ่มดีขึ้นเมื่อเห็นรถม้าเขา ตอนนี้กลับสีหน้าหมดอาลัยตายอยากทันที “หึ! ใจดำชะมัด” ซูเขี่ยวได้แต่ด่าเขาในใจ รถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาภายในสำนัก ลี่หยางลงจากรถม้าและเดินตรงเข้าตำหนักวารีหยกทันที เขาเดินตรงเข้าไปนั้งที่โต๊ะสำหรับสะสางงานต่างๆ เเละมองป้ายเหล็กที่สลักชื่อว่า สำนักวารีหยก ซูเชี่ยว
“ใครอยู่ด้านนอกเข้ามาหน่อย” เขาพูดเสียงดัง เซี่ยวกังผู้ช่วยเขาที่อยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ขอรับเ้าสำนัก” เซี่ยวกังพูดออกมาเมื่อมาถึง
“เฟยซิ่นจะกลับมาตอนไหน”
“พรุ่งนี้ขอรับเ้าสำนัก” หลังจากสิ้นเสียงของเซี่ยวกัง ลี่หยางเงียบไปไม่ได้ถามอะไรอีก จึงทำให้เซี่ยวกังเกาหัวคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดอย่างงั้นเหรอ ลี่หยางเพียงโบกมือให้เซี่ยวกังออกไปเท่านั้น
ลี่หยางสะสางงานตรงหน้าประมาณ 1 ชั่วยามแต่แล้วเขาก็รู้สึกมีลมแรงพัดมากระทบที่ตัวเขา ทำให้เขาเงยหน้ามองไปที่หน้าต่างด้านหลังพบว่าหิมะเริ่มตกลงมา เพราะตอนนี้ก็เริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว เขาลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดที่หน้าต่างและยื่นมือออกไปััหิมะที่ค่อยๆ ตกลงมา เขายืนมองบรรยากาศข้างหน้าไม่นานก็กลับมานั้งที่โต๊ะเพื่อสะสางงานต่อให้จบ แต่สายตาเหลือบไปเห็นป้ายที่วางอยู่บนโต๊ะที่เขียนว่า สำนักวารีหยก ซูเชียว ชายหนุ่มนิ่งอยู่สักครู่ก็เก็บป้ายนั้นเข้าแขนเสื้อ ลุกขึ้นและเดินไปหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำมาคลุมร่างกาย และเดินออกมาจากตำหนักหยกขาว
เซี่ยวกังที่ยืนอยู่ด้านหน้ากำลังจะร้องทักว่าไปไหนก็ยังไม่ทันได้พูดอะไร ลี่หยางก็เดินเลยออกมาแล้วเขาทำได้เสียงวิ่งตามหลัง แต่กลับได้ยินเสียงเข้มพูดขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องตามมา” จากนั้นเดินห่างเขาออกไป ลี่หยางเดินมุ่งหน้ามาที่ประตูหน้าสำนักใช้เวลาครึ่งเค่อก็ถึง ทันทีที่มาถึงเขาเห็นหญิงสาวที่ยังคงนั่งหนาวเอามือถูกัน สีหน้านางแดงก่ำเพราะอากาศหนาว ผู้คุ้มกันประตูที่เห็นเ้าสำนักจึงรีบวิ่งออกมาคารวะ แต่ลี่หยางกลับไม่ได้สนใจเขาเดินตรงไปหาซูเชี่ยวที่กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ ซูเชี่ยวที่ได้ยินฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้จึงเงยหน้าขึ้นมอง เพราะอากาศหนาวทำให้เธอหูอื้อกว่าจะได้ยืนเสียงลี่หยางก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว ซูเชี่ยวทันทีที่เห็นลี่หยางก็รีบลุกขึ้น เพราะนั่งอยู่นานจึงเซเล็กน้อย ลี่หยางที่เห็นอย่างนั้นจึงยื่นมือไปช่วยจับไว้
“ระวังหน่อย” เขาพูดเสียงเข้ม และปล่อยทันที จากนั้นถอดเสื้อคลุมออกและยื่นให้ซูเชี่ยว และนำป้ายออกมายื่นให้ผู้คุ้มกันประตู จากนั้นซูเชี่ยวและลี่หยางก็ไม่ได้พูดคุยกันระหว่างที่เดินกลับด้วยกัน ลี่หยางคิดในใจว่า “ทำแบบนี้นางคงไม่คิดเกินเลยเข้าข้างตัวเองหรอกนะ” ส่วนซูเชี่ยวที่เห็นการกระทำของลี่หยางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงรับเสื้อคลุมมาคลุมตัวไว้ ระหว่างที่เดินกลับก็คิดว่าป้ายของนางไปอยู่ที่เขาได้อย่างไร เขาเอามาจากไหนกัน เมื่อถึงทางแยกไปตำหนักหยกขาว ซูเชี่ยวที่เดินตามหลังมาไม่ได้มองทางทำให้ชนหลังของร่างสูงที่เดินนำหน้า "จะหยุดก็ไม่บอกกัน" ซูเชี่ยวคิดในใจ และเธอกำลังจะถอดเสื้อคลุมให้ลี่หยางคืนแต่กลับห้ามไว้
“เ้าใส่ไว้เถอะ และอย่าคิดเกินเลยว่าข้าจะชอบเ้าล่ะ” ลี่หยางพูดเสร็จก็เดินกลับตำหนักหยกขาวโดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหญิงสาวแม้แต่น้อย ซูเชี่ยวที่ได้ยินก็งงงวย อะไรของเขาผีเข้าผีออก จากนั้นกระชับเสื้อคลุมและเดินกลับที่พักของตัวเอง ทันทีที่มาถึงเธอเห็นเจียอี่นั่งสปงกอยู่หน้าห้องเธอ
“เจียอี่” ซูเชี่ยวสะกิดหญิงสาวให้รู้สึกตัว เจียอี่ที่เห็นซูเชี่ยวก็รู้สึกโล่งใจ
“เ้ากลับมาได้สักที จางิบอกว่ารองเ้าสำนักไม่อยู่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร” เจียอี่ร่ายยาวจนแทบลืมหายใจ
“ไม่เป็ไร ข้าก็กลับมาได้แล้วไง แต่พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าต้องโดนลงโทษอะไรอีกที่ทำป้ายหาย” ซูเชี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“แล้วเข้ามาได้อย่างไร เอ๊ะนี้เสื้อคลุมเ้าสำนักนิ่” เจียอี่พูดขณะสังเกตซูเชี่ยว
“เ้าสำนักกลับมาพอดี ข้าจึงเข้ามาได้ เ้าไปพักผ่อนเถอะข้าก็จะพักผ่อนเช่นเดียวกัน” ซูเชี่ยวี้เีตอบคำถามเจียอี่จึงพูดตัดบท เจียอี่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่อยากรบกวนซูเชี่ยวเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้า จึงเเยกย้ายกัน ซูเชี่ยวเข้ามาในห้องก็ตรงดิ่งไปที่เตียงทันที และพยายามคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ทั้งเื่พลังที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นกับตัวเธอ และป้ายอนุญาตเข้าออกทำไมถึงไปอยู่กับลี่หยางได้ ซูเชี่ยวนอนคิดได้ไม่นานก็หลับไปเนื่องจากเหนื่อยล้าเอามากๆ จึงทำให้เธอนอนหลับไปทั้งสภาพแบบนั้น
—————-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
เป็อย่างไรกันบ้างทุกคนนน พระเอกเราตอนแรกทำเป็เข้มสุดท้ายก็ต้องไปช่วยนางเอกเราอยู่ดี
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคน ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????