"ท่านพี่ ที่นาเปลี่ยนชื่อไม่ได้ หลินอวี่ไม่ยอมให้เงิน แล้วงานแต่งของเ้าสามจะตกลงกันได้อย่างไร?"
เฉินฟางจวี๋ที่เหนื่อยจากการอาละวาดทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ขาหักพลางเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยด้วยความแค้นเคืองว่า "เ้าเด็กเวรหลินอวี่นั่น ต้องอิจฉาที่เ้าสามใกล้จะสอบได้เป็ถงเซิงแน่ ๆ ถึงได้ตั้งใจกลั่นแกล้งครอบครัวเรา จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!"
เฉินฟางจวี๋ผู้ไม่เคยย้อนมองความผิดตนเองยิ่งพูดก็ยิ่งปักใจเชื่อเช่นนั้น เมื่อนึกถึงว่าวันนี้ได้นัดหมายกับครอบครัวที่จะดองเพื่อมาดูที่นา แต่สุดท้ายกลับต้องหาข้ออ้างเลื่อนวันออกไป ก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันทีจนอยากจะบุกไปบ้านหลินอวี่เสียเดี๋ยวนี้ เพื่อชิงเงินและโฉนดที่นามาให้หมด
หลินซีเฟิงเมื่อนึกถึงตอนที่หลินอวี่ปฏิเสธความช่วยเหลือของเขาต่อหน้าผู้คน ทั้งยังจงใจเยาะเย้ยว่าบ้านของเขาชอบหยิบฉวยของผู้อื่น ก็รู้สึกเกลียดชังหลินอวี่อย่างยิ่งเช่นกัน
เพียงแต่คำพูดของปู่ห้าทำให้เขากังวล หากเขาจงใจขัดขวางหลินอวี่อย่างออกนอกหน้า ตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านของเขาก็คงถึงจุดจบ จึงทำได้เพียงปลอบโยนภรรยาของตนก่อน
"ภรรยา! หลินอวี่ตอนนี้เป็ที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน เ้าอย่าไปปะทะกับเขาตรง ๆ เื่นี้ต้องวางแผนให้รอบคอบ"
"ยังจะรอบคอบอะไรอีก? เมื่อครู่ทางบ้านเศรษฐีเฉินเพิ่งส่งคนมาถามว่าจะมาดูบ้านดูนาได้เมื่อไหร่ เื่นี้เลื่อนไม่ได้แล้วนะ"
ลูกสาวสายอนุของเศรษฐีเฉินถึงวัยที่ต้องเสียภาษีคนโสดแล้ว จึงต้องรีบหาคู่ครอง หากครั้งนี้ตกลงกับเ้าสามของบ้านเขาไม่ได้ อีกไม่นานคงจะไปเจรจาสู่ขอที่บ้านอื่น หลินซีเฟิงรู้ซึ้งถึงเื่นี้ดี เขายืนพิงเสาประตูพลางคิดว่าหรือควรนำเงินในบ้านไปซื้อที่นาสักสองหมู่เพื่อรักษาหน้าตาไว้ก่อนดี
แต่หลังจากซื้อที่นาแล้ว ยังต้องมีสินสอด และการแต่งภรรยาก็ต้องใช้เงินอีกก้อนหนึ่ง นอกจากนี้เดือนหน้าเ้าสามต้องสอบ หากสอบได้เป็ถงเซิงแล้ว ยังต้องใช้เงินจัดการเพื่อให้ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาดี ๆ อีก...
"ถ้าเ้าอวี่ยังยอมรับว่าข้าเป็อาคงจะดี จะได้ขอยืมเงินเขาได้"
คำพูดที่หลุดปากออกมาของหลินซีเฟิง ทำเอาเฉินฟางจวี๋ลุกพรวดคว้าเก้าอี้ขาหักตัวนั้นขึ้นมาฟาดลงบนพื้นข้างตัวเขาเสียงดังสนั่น
"ยืมกับผีอะไร! เงินของเขามันควรจะเอามาปรนนิบัติพวกเราต่างหาก!"
เก้าอี้ถูกฟาดจนแตกละเอียด พื้นดินเป็หลุมใหญ่ ทำเอาหลินซีเฟิงใจนไม่กล้าหายใจแรง ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าเอ่ยเื่คืนดีกับหลินอวี่อีก สามีภรรยาจ้องตากัน พยายามเค้นสมองคิดว่าจะหาเงินมาจากที่ใดได้บ้าง จนกระทั่งประตูบ้านถูกผลักเปิดออกดัง "โครม!" ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งโหยง
"พี่สาม พี่สะใภ้สาม หลินอวี่หลานชายบ้านท่านตีเ้าชิงจู้บ้านข้าจนกระอักเื เื่นี้พวกท่านจะจัดการหรือไม่?!"
แม่ชิงจู้ถืออ้อยป่าสองก้าน ชี้หน้าสามีภรรยาคู่นั้นอย่างดุเดือด ทำให้พวกเขาต้องรีบคว้าตัวนางเข้ามา และสอบถามว่าเกิดเื่อะไรขึ้น เมื่อทราบว่าหลินอวี่ไปหาเื่สือชิงจู้อีกครั้ง แถมยังตีจนอีกฝ่ายลุกจากเตียงไม่ได้ เฉินฟางจวี๋ก็เกิดแผนชั่วร้ายขึ้นมาทันที นางจับมือแม่ชิงจู้แล้วพูดเติมไฟลงไป
"แม่ชิงจู้ หลินอวี่มันปีกกล้าขาแข็ง ไม่เห็นหัวข้ากับพี่สามที่เป็ญาติแล้ว เื่เลวที่มันทำ พวกเราจัดการไม่ได้หรอก แต่ว่า… เ้าวางใจเถอะ หากชิงจู้้าแก้แค้น พวกเราไม่มีทางเข้าข้างหลินอวี่แน่นอน"
แม่ชิงจู้ยังกังวลว่าหลินซีเฟิงจะดูแลหลานชายที่กำลังรุ่งเรือง และใช้อำนาจของผู้นำหมู่บ้านกดเื่ที่ลูกชายถูกตีเอาไว้ เมื่อได้ยินเฉินฟางจวี๋บอกว่าตัดขาดกับหลินอวี่ และนึกถึงข่าวลือในหมู่บ้านเื่อาหลานผิดใจกัน นางจึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้น
"ในเมื่อพี่สะใภ้สามไม่จัดการเช่นนั้นข้าจะไปเรียกค่าเสียหายจากหลินอวี่เดี๋ยวนี้ เพื่อเอามาเป็ค่ารักษาอาการาเ็ให้ลูกข้า!"
การที่เลี้ยงลูกให้เป็อันธพาลอย่างสือชิงจู้ได้ แม่ชิงจู้เองก็ไม่ใช่คนเรียบร้อยนัก เฉินฟางจวี๋ยังคงยุยงต่อไป บอกว่าหลินอวี่หาเงินได้มหาศาลจะเรียกเพียงเล็กน้อยไม่ได้เด็ดขาด แม่ชิงจู้ที่ตอนเช้าไม่มีข้าวกินจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงจนถึงเที่ยง พอได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็ประกายด้วยความโลภ
เดิมทีตั้งใจจะไปขอข้าวสารไม่กี่จินมาต้มโจ๊กให้ลูกกินให้อิ่มท้องไม่กี่มื้อ แต่ตอนนี้อยากได้เงินหลายตำลึงเพื่อให้อิ่มท้องไปทั้งปี นางรีบวิ่งไปทางทิศตะวันตกทันที โดยไม่ได้เอาอ้อยป่าที่จะเอาไปแลกเงินไปด้วยเลย
หลินซีเฟิงรอจนอีกฝ่ายวิ่งลับตาไป จึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ภรรยา คนในหมู่บ้านหลายคนทำงานให้บ้านหลินอวี่ แถมคนที่ตีคนยังเป็อาสี่ของเ้าชิงจู้ด้วย เงินนี้คงเรียกยาก"
"เรียกไม่ได้ยิ่งดี รอให้เ้าชิงจู้ลุกจากเตียงได้เมื่อไหร่ มันไม่มีทางปล่อยหลินอวี่ไว้แน่"
เฉินฟางจวี๋เท้าสะเอวแล้วแค่นเสียงอย่างภูมิใจ
"พวกเราต้องให้เ้าชิงจู้ไปก่อเื่ที่โรงเคี่ยวน้ำตาลของหลินอวี่ ทางที่ดีที่สุดคือทำให้หลินอวี่ต้องชดใช้เงินให้หอสุราชิงเจียงจนต้องขึ้นศาล เมื่อเขาต้องโทษติดคุกที่นาในหมู่บ้านย่อมต้องตกมาอยู่ในมือพวกเราให้ปลูกต่อไม่ใช่หรือ?"
"นามสกุลหลินเหมือนกัน เฉินเจียวเหนียงกับหยางเวยคงไม่สามารถมีลูกได้ในเร็ววัน ปลูกไปปลูกมา ที่ดินนี้ก็ต้องตกเป็ของเ้าสามบ้านเราอยู่ดี"
ขอเพียงหลินอวี่เกิดเื่ ภรรยาจากต่างถิ่นอย่างเฉินเจียวเหนียงและหยางเวย จะกล้าต่อกรกับเขาที่เป็ผู้นำหมู่บ้านได้อย่างไร? หลินซีเฟิงเมื่อคิดถึงผลประโยชน์นี้ ก็ตื่นเต้นจนกอดเฉินฟางจวี๋แล้วหอมฟอดใหญ่ ภรรยาของเขานี่ช่างมีแผนชั่วได้มากมายจริง ๆ !
"เ้าชิงจู้ดื่มเหล้าจนสมองไม่แจ่มใส มันจะสู้หลินอวี่ได้หรือ?"
หลินซีเฟิงไม่ได้ดูถูกเ้าชิงจู้ แต่เป็เพราะไอ้ขี้เมาคนนี้เป็เหมือนโคลนที่ไม่มีวันพยุงขึ้นกำแพงได้ เฉินฟางจวี๋กลอกตาแล้วยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
"เขามีแผนไม่ได้ แต่ข้ามีได้! ท่านพี่อุตส่าห์หวังดีเตือนหลินอวี่เื่โจรขโมย เ้าหนูสือซานไม่ได้บอกว่าจะใช้สุนัขล่าเนื้อเฝ้าบ้านเป็ผู้คุ้มกันประจำตระกูลหรอกหรือ?"
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลินซีเฟิงอยากจะตบหน้าตัวเองจริง ๆ หากรู้ว่าต้องป่วนเื่หาเงินของหลินอวี่ เขาไม่ควรปากมากไปเตือน ไม่เช่นนั้นเ้าชิงจู้คงอาศัยคืนที่เดือนมืดลมแรง หาพรรคพวกแอบเข้าบ้านไปขโมยของของหลินอวี่ได้ง่ายกว่านี้ แต่เฉินฟางจวี๋ไม่ได้ตำหนิเขาเลย ตรงกันข้าม รอยยิ้มของนางกลับกว้างขึ้น
"เ้าหนูสือซานเต็มใจออกหน้าแทนหลินอวี่ ครั้งนี้จะทำให้บ้านพี่ใหญ่ได้รู้ว่าการสอดรู้สอดเห็นเหมือนสุนัขไล่จับหนูนั้นเป็อย่างไร"
"ภรรยา รีบบอกมาเร็วว่าต้องทำอย่างไร?"
หลินซีเฟิงอยากรู้จนทนไม่ไหว เขาย่อตัวลงให้ภรรยากระซิบข้างหู ตั้งใจฟังเฉินฟางจวี๋โอ้อวดแผนการอย่างจดจ่อ
...
เนื่องจากเป็วันแรกที่เริ่มจุดไฟทำงาน เื่ราวต่าง ๆ จึงวุ่นวายและโกลาหล เพื่อให้ได้จำนวนน้ำตาลตามกำหนดส่ง หลินอวี่จึงเลี้ยงอาหารกลางวันหนึ่งมื้อ เขาขูดเศษน้ำตาลแข็งออกจากหม้อ หุงข้าวสวยห้าหม้อใหญ่ ผัดผักป่าหนึ่งหม้อด้วยตัวเอง และฆ่าแม่ไก่แก่ที่แม่ของสือซานส่งมาเพื่อตุ๋นน้ำแกงเนื้อสองหม้อใหญ่
"เ้าอวี่ ข้ารู้ว่าเ้าเรียนเก่งมาั้แ่เด็ก แต่ไม่นึกเลยว่าเ้าจะเรียนวิชาทำอาหารจากพ่อเ้าด้วย หอมจนข้าแทบจะน้ำลายสอ"
ทุกคนต่างพากันชื่นชมหลินอวี่อีกรอบ เหล่าสะใภ้ใหม่หลายคน ยิ่งส่งสายตาอิจฉาไปยังเฉินเจียวเหนียงและหยางเวยที่ไม่ได้แตะต้องงานครัวเลยแม้แต่น้อย หากรู้ว่าคนปัญญาอ่อนแห่งหมู่บ้านสือหลินจะเก่งกาจขนาดนี้ ตอนนั้นพวกนางควรเลือกแต่งงานกับหลินอวี่ ถ้าเป็เช่นนั้น พวกนางคงได้กินเนื้อทุกมื้อ!
แต่ตอนนี้แต่งงานเป็ภรรยาคนอื่นแล้ว ไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้ พวกนางจึงเปลี่ยนความอิจฉาเป็ความอยากอาหาร และตักข้าวเพิ่มอีกสองชาม
"ทุกท่านค่อย ๆ ทานเถิด ทานให้อิ่มแล้วพักผ่อนให้ย่อยก่อนค่อยทำงานต่อ ไม่ต้องรีบร้อน"
ในสายตาของหลินอวี่ นี่เป็เพียงอาหารกลางวันธรรมดา ๆ แต่ในสายตาคนอื่นมันเหมือนวันตรุษจีน พวกเขาทานจนเกลี้ยงชาม ไม่เหลือแม้แต่น้ำมันหยดเดียว บางบ้านที่ฐานะยากจน แอบซ่อนเนื้อไม่กี่ชิ้นเพื่อนำกลับไปให้ลูกที่บ้านทาน เื่นี้หลินอวี่ทำเป็แสร้งมองไม่เห็น และเมื่อถึงเวลาเลิกงานตอนเย็น เขาได้แบ่งเศษน้ำตาลที่ขูดออกมาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
จนกระทั่งน้ำตาลทรายแดงชุดสุดท้ายเย็นลงและบรรจุลงในโถดินเผา หลินอวี่จึงรั้งสือซานที่กำลังจะกลับบ้านไว้
"พี่ซาน รบกวนท่านหาแผ่นไม้ ช่วยข้าทำเตียงเดี่ยวหนึ่งหลังวางไว้ในห้องโถง ข้าจะใช้คืนนี้เลย"
ในบ้านมีห้องหลักที่หันหน้าไปทางทิศใต้สองห้อง ส่วนห้องปีกที่เหลือผุพังจนแทบจะร่วงหล่น จึงต้องให้เสี่ยวเวยทนลำบากอยู่ในห้องโถงไปก่อนไม่กี่วัน รอให้เขาจัดการส่งน้ำตาลชุดแรกให้เสร็จก่อน แล้วค่อยสร้างห้องใหม่เพิ่มอีกสองสามห้อง
สือซานคิดว่า ต่อให้จะทำเตียงเล็กให้เด็ก ก็ไม่จำเป็ต้องรีบทำคืนนี้
"เ้าอวี่ บ้านเ้ามีกันสามคน นอนเตียงเดียวไม่พอหรือ เหตุใดจึงต้องทำเตียงเพิ่มอีกอัน?"