เช้าวันนี้เป็นวันแรกในรอบหลายวันที่นักรบนั้นรีบออกจากบ้านแต่เช้า ทำให้ปารมีนั้นต้องไปโรงเรียนพร้อมกับจอมทัพโดยมีคนขับรถคนเดิมที่เคยรับส่งจอมทัพอยู่เป็นปกติขับไปส่ง เนื่องจากต้องการไปปรึกษาหารือกับกวินเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานกับเรื่องซองเอกสารหลักฐานที่ปารมีมอบให้เขา
“ฉันว่าเราคงต้องวางแผนให้ดีกว่านี้แล้วล่ะ และถ้าพวกมันถึงขนาดกล้าบุกเข้าไปค้นอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายอย่างนี้ละก็ อีกหน่อยพวกมันต้องทำมากกว่านี้แน่”
กวินเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานจากนักรบ เขาก็เริ่มกังวลมากขึ้น เพราะอีกฝ่ายนั้นเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก และดูเหมือนว่าแค่เรื่องทุจริตในบริษัทมันเริ่มลุกลามใหญ่โตขึ้นและเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่ายซะแล้ว ซึ่งถ้าแค่พวกเขานั้นคงยากที่จะจัดการเรื่องนี้เพียงลำพัง
“อืม— ฉันก็ว่างั้น ตอนนี้ฉันให้ปามพักที่บ้านฉันก่อน แล้วค่อยหาวิธีที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”
นักรบเอ่ยเสียงขรึม ฝ่ามือทั้งสองประสานกันเบื้องหน้าทำสีหน้าครุ่นคิด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม เมื่อนึกถึงอันตรายที่มันอาจจะเกิดขึ้นกับปารมี
“สงสัยเราคงต้องใช้ตัวช่วย...”
อยู่ ๆ กวินก็เอ่ยขึ้นมา ทำให้นักรบเลิกคิ้วถามเพื่อนรัก
“นายลองขอให้คุณน้าช่วยดีมั้ย....”
หลังจากได้คำตอบจากกวิน นักรบก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อกวินพูดถึงแม่เขา จริงอยู่ที่ถ้าเอ่ยปากขอให้แม่เขาช่วยนนั้น เรื่องนี้จะง่ายขึ้นกว่าเดิม ทว่าเขานั้นไม่อยากจะให้แม่ของตัวเองมาเสี่ยงอันตราย ดังนั้นเรื่องนี้เขาจึงคิดว่าจะจัดการกันเอง
กวินที่เห็นเพื่อนของตนเงียบ ก็เข้าใจว่านักรบนั้นกำลังกังวลอะไรอยู่
“ฉันรู้ว่านายกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่เสือ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่แค่เราสองคนจะจัดการได้ง่าย ๆ ถ้าอยากจะให้เรื่องมันจบเร็วจริง เราคงต้องมีแบ็ค...และฉันว่าคุณน้าเนี่ยเหมาะสมที่สุดแล้ว อีกอย่างฉันก็ว่าจะไปขอร้องพ่อฉันเหมือนกัน....เฮ้อ— ให้ตายเถอะ!! ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะบากหน้าไปขอร้องตาแก่นั่นหรอกนะเนี่ย”
เมื่อฟังเหตุผลของกวินแล้ว นักรบก็ได้แต่ถอนหายใจและยอมทำตามที่กวินได้เสนอมา ถ้าปล่อยให้มันยืดเยื้อต่อไปละก็ เขาไม่รู้ว่าวันข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะว่าไปเขาก็เริ่มเหนื่อยที่จะคอยเลี้ยงพวกไดโนเสาร์งูพิษพวกนั้นเต็มทนแล้ว สงสัยคงต้องปิดประตูแล้วจัดการทำความสะอาดซะแล้ว
“เฮ้อ— ถ้างั้นก็ตามนี้ ....ฉันว่าเราคงต้องทำความสะอาดกันจริง ๆ จัง ๆ แล้ว....ทางนั้นเปิดศึกมาเสียขนาดนี้ เราคงจะอยู่เฉย ๆ ต่อไปไม่ได้แล้ว”
นักรบเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับส่งสายตาไปให้กวินอย่างรู้กัน ซึ่งกวินเองนั้นก็เข้าใจทันทีว่านักรบนั้นต้องการจะสื่ออะไร เขาจึงยกยิ้มตอบกลับมา
“ก็ดีเหมือนกัน....ถ้างั้นก็รุกฆาตเลยละกัน”
พูดจบกวินก็ลุกขึ้นและกำลังจะเตรียมตัวเดินออกไป แต่ก็ชะงักเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้
“ว่าแต่— ซองนั้นนายจะทำยังไงต่อ”
“ฉันจะเป็นคนเก็บมันเอาไว้เอง”
“งั้นเหรอ...โอเค ถ้านายพูดแบบนี้แล้วฉันก็หายห่วง”
ว่าแล้วกวินก็เดินออกไปทันที ทิ้งไว้ให้นักรบนั้นนั่งจมอยู่กับความคิดในหัวอยู่คนเดียวในห้อง
----------------------
ณ ห้องของผู้บริหารคนหนึ่ง
“เอาไงดีคุณชัยวัฒน์ ดูเหมือนว่ามันจะรู้ตัวแล้ว จากสายที่ส่งไปบอกว่าพวกมันออกจากคอนโดแล้วก็หายไปเลยไม่กลับเข้ามาอีกเลย....”
เศรษฐาเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน ทำให้ชัยวัฒน์ที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นั้นร้อนใจไปด้วย เมื่อวานนี้เขาส่งคนไปค้นห้องของปารมีเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างตามที่ท่านนายพลสั่ง แต่ก็ดูเหมือนจะคว้าน้ำเหลว เพราะคนของเขาไม่พบอะไรเลย อีกทั้งยังทำให้อีกฝ่ายนั้นไหวตัวทันเสียด้วย มันยิ่งทำให้เขานั้นกังวลร้อนใจเป็นอย่างมาก
“ใจเย็นน่า— ท่านนายพลบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านจัดการไปเรียบร้อยแล้ว ....อีกไม่นายยัยนั่นก็คงจะไม่อยู่บนโลกนี้เป็นหนามยอกอกพวกเราแล้ว”
ชัยวัฒน์เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือทำเหมือนใจเย็นต่างหากเพราะเอานั้นก็อดที่จะกลัวไม่ได้ ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มไปกันใหญ่เสียแล้ว แค่ความโลภของเขาที่มันบังตากลับต้องมาพัวพันกับผู้มีอิทธิพล ผู้มีสีระดับต้น ๆ ของประเทศ และดูเหมือนว่าถ้าพวกเขาทำอะไรพลาดไปละก็ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีจุดจบเหมือนกับปารมีที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ก็เป็นได้
“จริงเหรอ!!แล้วท่านนายพลจะทำยังไงกับยัยนั่นล่ะ”
พิเชษฐ์ที่เป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดเอ่ยถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่ชื้นใจขึ้นเล็กน้อย
“ฉันจะไปรู้เรอะ!! รู้แต่ว่าคงเป็นวิธีที่พวกเราไม่คาดคิดเอาไว้แน่ ๆ”
ชัยวัฒน์เอ่ยขึ้นมือที่มีรอยเหี่ยวย่นตามอายุนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อที่เปียกชุ่มเพราะความกังวล ลึก ๆ ในใจนั้นเขาก็รู้ดีว่าพวกเขานั้นก็เป็นแค่เบี้ยเบี้ยหนึ่งที่ถูกใช้เท่านั้น และไม่รู้ว่าจะถูกโล๊ะทิ้งเมื่อไหร่ ตรงจุดนี้นั้นเขาเองรู้ดีที่สุด
-----------------------
หลายวันมานี้เธอสังเกตว่านักรบนั้นดูจะยุ่ง ๆ มากกว่าเดิมนัก เพราะเขานั้นไม่ได้มารับจอมทัพเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งจอมทัพยังเล่าให้เธอฟังอีกว่า น้าของเขานั้นมักจะออกจากบ้านไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทุกวัน ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้มาจนเกือบสองอาทิตย์แล้ว
ส่วนเธอตอนนี้เธอไม่อยากจะอยู่เป็นภาระให้นักรบที่บ้านของเขา จึงขอออกมาเช่าคอนโดใหม่อยู่แทน ตอนแรกที่นักรบได้ยินนั้นเขาก็คัดค้านหัวชนฝา เธอต้องเกลี่ยกล่อมอยู่นานกว่าเขาจะยอม ซึ่งมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ทำให้เธอนั้นต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว นั่นคือ...
เธอต้องรายงานเขาทุกวันเช้าเย็นว่าไปไหน และกลับหรือยัง อีกทั้งทุกคืนวันศุกร์และเสาร์เธอต้องให้เขามาค้างที่คอนโดของเธอด้วย เพราะเขานั้นเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเธอ ดังนั้นคอนโดที่เธอย้ายมาอยู่ใหม่นั้นจึงเป็นคอนโดที่กว้างกว่าเดิมมีสองห้องนอน ซึ่งแน่นอนนักรบนั้นเป็นคนออกปากออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นี่เธอเป็นนักโทษของเขาหรือไงกันนะ—
แม้จะบ่นอย่างนั้น แต่นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องรับเงื่อนไขนั้น
“อาจารย์ปารมี— อาจารย์ปารมี!!!”
เสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้น ทำให้ปารมีนั้นถึงกับสะดุ้งและหลุดออกจากห้วงความคิดของเธอในทันที และพบว่าเหล่าอาจารย์ในห้องประชุมนั้นกำลังมองมาที่เธอเป็นตาเดียว เพราะตอนนี้เธอนั้นกำลังอยู่ในห้องประชุมโดยมี ผอ. เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้
“ค่ะ— คะ....เรียกดิฉันเหรอคะ”
ปารมีเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อน ๆ เล็กน้อย บอกตามตรงเลยว่าเธอไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเนื้อหาในการประชุมเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ— คุณนี่นะ ตอนนี้อยู่ในห้วงประชุมอยู่คุณไม่ควรเหม่อลอยอย่างนี้นะ อาจารย์ปารมี”
คำตำหนิจาก ผอ. ทำให้เธอเริ่มหน้าม้านเล็กน้อย เพราะมันก็จริงของ ผอ.
“ขอโทษค่ะ— ไม่ทราบว่า ผอ. มีอะไรถึงเรียกดิฉันเหรอคะ”
“ผมอยากจะทราบว่าค่ายแนะแนวที่จะจัดเดือนหน้าหลังสอบกลางภาคน่ะเป็นยังไงบ้าง ถึงไหนแล้ว”
“อ๋อ— ค่ะตอนนี้ปามทำหนังสือไปขออนุญาตใช้พื้นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ เหลือรอทางเจ้าของพื้นที่ตอบรับกลับมา ส่วนแผนกิจกรรม และขั้นตอนการดำเนินการทำเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ปารมีตอบอย่างฉะฉาน ซึ่งมันทำให้ ผอ. ที่มีสีหน้าไม่พอใจก่อนหน้านี้คลายลงได้
“งั้นเหรอ— ถ้างั้นผมวานฝากต่อด้วย ผมขอมอบหมายให้อาจารย์ที่ประจำชั้น ม.5 และ ม.6 ทุกห้องช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้ด้วย แล้วก็ผมขอมอบหมายให้อาจารย์วศินช่วยในเรื่องเกี่ยวกับระเบียบความปลอดภัยตลอดที่จัดกิจกรรมนี้ด้วย...”
เสียงตอบรับของผู้ที่ถูกเอ่ยชื่อดังขึ้นเบา ๆ จากนั้น ผอ. ก็เปลี่ยนหัวข้อการประชุมใหม่ ส่วนเธอนั้นเมื่อได้ยินคำสั่งของ ผอ. เมื่อครู่เธอก็หันขวับไปทางวศินทันที ซึ่งดูเหมือนว่าวศินนั้นจะรู้ตัวจึงหันมายิ้มทะเล้นตามแบบฉบับของเขาให้กับปารมี ทำเอาปารมีถึงกับคันเท้ายิก ๆ
เฮ้อ— ขออย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ปารมีถอนหายใจ จากนั้นก็หันไปสนใจการประชุมแทน โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่ของใครบางคนกำลังมองมาที่เธออยู่ คู่หนึ่งมองมาที่เธออย่างไม่ชอบใจ ส่วนอีกคู่หนึ่งนั้นกลับไม่สะท้อนถึงอารมณ์ใด ๆ ทว่ากลับลุ่มลึกจนยากแท้ที่จะหยั่งถึง
โปรดติดตามตอนต่อไป