จนจ้าวเจ๋อหยวนต้องเดินเข้ามาดึงตัวนางเข้ามากอดเพื่อปลอบประโลม
“หลิงหลิง เจ้ากำลังเข้าใจตัวข้าผิด ข้าขอให้เจ้าฟังข้าเสียก่อน”
จ้าวเจ๋อหยวนก่อนนางไว้แน่น เพื่อไม่ให้นางดิ้นถอยหนีจากเขา แล้วกระซิบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้นางฟัง
“หากเจ้าไม่เชื่อข้า เจ้าไปถามบิดาหรือชาวบ้านก็ได้” จ้าวเจ๋อหยวนเอ่ยเสียงเบา
“เหอะ แล้วเหตุใดตอนเกิดเรื่องท่านไม่บอกข้า หรือคิดว่าข้าไม่มีเหตุผลขนาดไม่ฟังท่านอย่างนั้นหรือ” ชิงหลิงเอ่ยถามอย่างน้อยใจ
“ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แต่ผู้ใดจะคิดว่าซูซินนางจะกล้าใส่ร้ายข้าเช่นนี้”
“ต่อให้เป็นเรื่องไม่สำคัญ ข้าก็ควรจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเอง ไม่ใช่ท่าน”
“ได้ ได้ เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบ ต่อไม่จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก เจ้าอย่าได้มีโทสะ ประเดี๋ยวลูกข้าจะโมโหร้ายเช่นมารดา” จ้าวเจ๋อหยวนเอ่ยเย้ากับนาง
“เหอะ ลูกข้าต่อให้ร้ายเช่นข้า แล้วท่านจะทำไม”
“ใช่ ใช่ ลูกเจ้าเหมือนเจ้า ดียิ่งนัก”
“เพ้ย ท่านกำลังยั่วโทสะข้าใช่หรือ”
จ้าวเจ๋อหยวนส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะทำอันใด เมื่อเห็นชิงหลิงนางงี่เง่าเช่นนี้
จ้าวเจ๋อหยวนก้มลงจุมพิตนาง เมื่อเห็นปากน้อยๆ ยังตัดพ้อเขาไม่เลิก
“หลิงหลิง อภัยให้ข้าได้หรือไม่ หากมีหนหน้า เจ้าสังหารข้าทิ้งได้เลย”
“ได้ ท่านพูดเองนะ” ชิงหลิงถลึงตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
จ้าวเจ๋อหยวนเหมือนได้รับการอภัยโทษ เขาพรมจูบไปทั่วใบหน้าของชิงหลิงอย่างรักใคร่ ทั้งยังก้มลงไปพูดกับลูกในท้องของนาง
ชิงหลิงนางมารู้เรื่องของตระกูลกัวในตอนเช้า เมื่อชาวบ้านมาทำงานที่เรือนของนาง นางก็อดจะเห็นใจซูซินไม่ได้ นางคงคิดว่าชีวิตตัวเองจะสุขสบายเป็นฮูหยินของคหบดีใหญ่ของเมือง
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าบุรุษที่บอกว่ารักนาง แม้นางจะทำเรื่องอับอายก็ยังยอมรับในตัวนางได้ แต่กลับเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อที่แต่งงานเพื่อปิดบังเรื่องของตนเท่านั้น
แล้วนี่ยังต้องหนีไปอยู่ที่อื่น เพื่อไม่ให้ครอบครัวถูกสังหารจากตระกูลหาน เพราะเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผยเสียแล้ว
หลังจากนั้นไม่กี่วันผลสอบของจ้าวเจ๋อหยวนก็ออก ตัวเขาสอบซิ่วไฉได้ลำดับที่ห้าสิบ ส่วนโจวเทียนนั้นสอบไม่ผ่าน
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะซิ่วไฉมีเปิดสอบอยู่ทุกปี อีกอย่างน้องชายของนางก็อายุเพียงสิบสี่หนาวเท่านั้น
ชิงหลิงจึงให้เสี่ยวโกวไปเรียนพร้อมกับโจวเทียนที่สำนักศึกษาด้วยเลย เพราะในตอนนี้เขาเริ่มจะอ่านตำราได้คล่องแล้วหลังจากที่เรียนกับจ้าวเจ๋อหยวนที่เรือนหลังจากเลิกทำงาน
จ้าวเยี่ยนเมื่อรู้ว่าตนจะมีน้อง ก็ดีใจยิ่งนัก เขาทำตัวเป็นพี่ชายทันที ทั้งยังขออาบน้ำและเข้านอนด้วยตนเอง เรื่องนี้สร้างความขบขันให้ชิงหลิงยิ่งนัก ที่เห็นบุตรชายทำตัวเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กน้อยเช่นนี้
ผ่านมาได้ไม่กี่เดือนท้องของชิงหลิงนางก็ใหญ่โตขึ้นจนไม่อาจจะเดินเหินทำงานได้คล่องเช่นเดิม
“หลิงเออร์ ท้องเจ้ามีเด็กคนเดียวแน่หรือ” ป้าฉิวเอ่ยถามอย่างกังวล
เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น เหตุใดท้องของนางจึงใหญ่โตเหมือนใกล้จะคลอดเช่นนี้
จ้าวเจ๋อหยวนเมื่อได้ยินสิ่งที่ป้าฉิวพูด เขาก็มองที่ท้องของชิงหลิงอย่างกังวล แล้วเดินออกจากเรือนไปที่บ้านของหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน
“แฝดหรือขอรับ” จ้าวเจ๋อหยวนเอ่ยถามหมออย่างตกใจ
ในหมู่บ้านนับว่าท้องของชิงหลิงเป็นท้องแรกที่ตั้งครรภ์ฝาแฝด
หลังจากนั้น เรื่องในเรือนทั้งหมดก็เป็นจ้าวเจ๋อหยวนที่จัดการด้วยตนเอง ชิงหลิงนางไม่ต้องทำสิ่งใดเลย นอกจากเดินตรวจงานในเรือนเล็กน้อยเท่านั้น
สองเดือนต่อมาจ้าวเจ๋อหยวนต้องเดินทางไปสอบจวี่เหรินที่สามปีจะจัดสอบหนึ่งครั้ง แต่เขาก็ไม่วางใจเรื่องของซูซินจึงคิดจะไม่เดินทางไปสอบ
“ท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ท่านแม่จะมานอนที่เรือนกับข้าด้วย อีกอย่างข้าอยากให้ท่านทำตามความตั้งใจเดิมของท่านด้วยเจ้าค่ะ”
ในเมื่อเขามีความฝันที่ต้องการเป็นขุนนาง นางจะไปห้ามความฝันของผู้อื่นได้อย่างไร
“พวกเจ้ารอพ่อกลับมาก่อน ค่อยออกมาเข้าใจหรือ”
ชิงหลิงนางหัวเราะลั่น เมื่อเห็นจ้าวเจ๋อหยวนก้มลงไปพูดกับบุตรในท้องของนางอย่างข่มขู่
“ใช่ ใช่ เด็กๆ ไม่กล้าออกมาก่อนท่านจะกลับมาแน่เจ้าค่ะ” นางอดจะหยอกเย้าเขาไม่ได้
เมื่อจ้าวเจ๋อหยวนออกเดินทาง ตระกูลโจวทั้งหมดก็มาพักอยู่ที่เรือนของชิงหลิง เพราะครั้งนี้จ้าวเจ๋อหยวนต้องเดินทางไปสอบนานนับเดือน
บุตรในท้องของชิงหลิงก็เหมือนจะรับรู้สิ่งที่จ้าวเจ๋อหยวนข่มขู่ไว้ พอวันที่จ้าวเจ๋อหยวนเดินทางกลับมาถึงเรือนชิงหลิงนางก็เจ็บท้องคลอดพอดี
ความวุ่นวายในเรือนก็เกิดขึ้น โจวเทียนต้องอยู่ดูแลจ้าวเยี่ยน อู๋หลางไปรับหมอในเมืองมาดูอาการของบุตรสาว
หมอตำแยในหมู่บ้านก็ถูกตามมาที่เรือนอย่างเร่งรีบ เสียงร้องของชิงหลิงดังออกมาจากห้อง จนทำให้เจ๋อหยวนที่เพิ่งเดินทางกลับมาวิ่งเข้ามาดูนางอย่างร้อนใจ
“หลิงหลิง เจ้าเป็นอันใดบ้าง” เขานั่งลงข้างเตียงนางแล้วลูบหัวนางเบาๆ
“เจ็บเจ้าค่ะ” ชิงหลิงกัดฟันแน่น
หูนางอื้อ ตาลายไปหมด จนไม่อาจจะรับฟังหรือสื่อสารกับผู้ใดได้ หมอเห็นท่าไม่ดี จึงได้ให้จงเยว่ช่วยประคองชิงหลิงให้ดื่มน้ำโสมที่ต้มเตรียมไว้แล้ว
กว่าชิงหลิงนางจะคลอดบุตรชายหญิงทั้งสองออกมาได้ ฟ้าก็สว่างเริ่มวันใหม่เสียแล้ว แต่ตัวนางกลับนอนนิ่งหมดสติไป
จ้าวเจ๋อหยวนร้องเรียกนางอย่างตื่นตระหนก จงเยว่กับอู๋หลางก็รีบเข้ามาดูบุตรสาวที่อยู่ในห้อง
ตอนที่นางคลอดจ้าวเยี่ยนนางไม่ได้มีอาการเช่นนี้ หมอที่รับมาจากเมืองตรวจดูชีพจรของนางก็ต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
เพราะนางเหมือนคนที่นอนหลับเพราะเหนื่อยล้าเท่านั้น ในเมื่อทำอันใดไม่ได้ทุกคนจึงได้ปล่อยให้นางนอนพักผ่อน เพื่อรอให้นางตื่นขึ้นมาเอง
อู๋หลางกับจงเยว่ต้องคอยดูหลานทั้งสองแทนจ้าวเจ๋อหยวนที่ตอนนี้เขานั่งเฝ้าชิงหลิงโดยไม่ขยับไปที่ใด