บทที่ 16 ความย้อนแย้งของกาลเวลา เขย่าขวัญคนทั้งสตูดิโอ
ภายในห้องประชุมผู้บริหาร ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง มุมมองที่มีต่อเจียงเจ๋อนั้นพุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ
ต้องเข้าใจก่อนว่าเหตุใดความย้อนแย้งถึงถูกเรียกว่าปฏิทรรศน์ นั่นเป็เพราะมันคือการนำเสนอสิ่งที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ ภายใต้ขอบเขตของตรรกะที่สมเหตุสมผล
ตัวอย่างเช่น ทำไม 1 + 1 ถึงไม่เท่ากับ 11 แบบนี้ไม่สามารถเรียกว่าความย้อนแย้งได้ เพราะตรรกะมันไม่สอดคล้องในตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นความย้อนแย้งเป็สิ่งที่ยากมากที่ใครสักคนจะคิดค้นขึ้นมาได้เอง!
เหล่าจ้าวหันไปมองทุกคนตรงหน้า "การนำเสนอความย้อนแย้งที่คิดขึ้นมาเองแบบนี้ นี่มันระดับศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาชัด ๆ!"
ครั้งนี้เหล่าจ้าวมั่นใจอย่างยิ่งว่าสถานีโทรทัศน์ของพวกเขาได้เจอเพชรเม็ดงามเข้าให้แล้ว ทุกคนในที่นั้นรวมถึงเหล่าเฉียนที่อยู่ในสายโทรศัพท์ต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องไลฟ์สดทางอินเทอร์เน็ตก็เต็มไปด้วยข้อความคอมเมนต์จำนวนมหาศาล
[คอมเมนต์ : ไม่รู้ทำไม ฉันกลับเชื่อว่าเขาจะสามารถนำเสนอปฏิทรรศน์ใหม่ ๆ ได้จริง ๆ]
[คอมเมนต์ : ปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำ ในเน็ตไม่มีจริง ๆ ด้วย ถ้าเขาอธิบายเหตุผลได้ต่อไปฉันจะติดตามรายการนี้แน่นอน!]
[คอมเมนต์ : +1]
เมื่อได้ยินค่าอารมณ์ที่ดังขึ้นข้างหูอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจียงเจ๋อยิ่งตระหนักว่า แม้โลกใบนี้จะอยู่ในยุคที่ปฏิทรรศน์เริ่มเป็ที่นิยมขึ้นมา แต่ก็ยังมีปฏิทรรศน์อีกจำนวนมากยังไม่ได้ถูกเปิดเผย
หาก้าดึงเรตติ้งรายการและเพิ่มชื่อเสียงของตัวเองในอนาคต บางทีเขาอาจจะนำเสนอปฏิทรรศน์ที่มีแค่ในชาติก่อนเป็ครั้งคราว พร้อมกับคำอธิบายให้ผู้ชมทางบ้าน นอกจากนี้เขายังสามารถนำเสนอเื่ลึกลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้มาช่วยเสริมให้รายการน่าสนใจยิ่งขึ้น
คำตอบของเจียงเจ๋อทำให้ผู้โชคดีทางบ้านคนที่สามถึงกับอึ้งไปเลย "ขอถามหน่อยค่ะ ปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำหมายความว่าอย่างไรกันแน่ บอกตามตรงว่าฉันเป็นักศึกษาคณะปรัชญาค่ะ"
เจียงเจ๋อยิ้มบาง ๆ แล้วเริ่มอธิบาย "ปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำหรือจะเรียกว่า 'ความย้อนแย้งของตัวตน' ก็ได้ครับ"
"มันหมายถึงการที่วัตถุชิ้นหนึ่งหรือข้อมูลชุดหนึ่งถูกส่งกลับไปยังอดีต ทำให้เกิดวงจรไม่สิ้นสุดที่วัตถุหรือข้อมูลนั้นไม่มีจุดกำเนิด เป็ความย้อนแย้งที่สิ่งนั้นดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องถูกสร้างขึ้นมา"
เมื่อคำอธิบายจบลง คนที่พอมีความรู้ก็ตาเป็ประกาย นี่คือความย้อนแย้งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริง ๆ แต่มันดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับแกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ อยู่บ้าง ราวกับว่าเป็ความย้อนแย้งทางกาลเวลาบางอย่าง
[คอมเมนต์ : ฉันไม่เคยได้ยินความย้อนแย้งนี้เลย]
[คอมเมนต์ : ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก ดูเหมือนความย้อนแย้งนี้จะเป็เื่กาลเวลาเหมือนกัน น่าสนใจดีนะ]
[คอมเมนต์ : ฉันฟังไม่รู้เื่ ให้พิธีกรช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม?]
นักศึกษาปรัชญาผู้โชคดีทางบ้านถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ดูเหมือนจะเป็ความย้อนแย้งประเภทเดียวกับแกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ ที่ข้อมูลหรือวัตถุชุดหนึ่งกลับไปยังอดีต ทำให้บนเส้นเวลาไม่มีวัตถุชนิดนี้อยู่ แต่มันยังดูคลุมเครืออยู่นิดหน่อยรบกวนคุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมคะ ไม่ต้องเฉลยปฏิทรรศน์นี้ก็ได้ ฉันกับผู้ชมคนอื่น ๆ แค่อยากฟังให้หายสงสัยค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงเจ๋อพยักหน้าเบา ๆ "แน่นอนครับ ผมจะแบ่งเป็สองแบบ แบบที่หนึ่งคือความย้อนแย้งของตัวตน และอีกแบบคือความย้อนแย้งจากบุคคลที่สาม"
ผู้ชมที่เดิมทีตั้งใจจะปิดโทรทัศน์ ในตอนนี้ความรู้สึกเบื่อหน่ายหายวับไปทันที ต่างรีบขยับเข้าไปใกล้หน้าจอเพื่อฟังคำอธิบายอย่างตั้งใจ
"แบบที่ 1 ความย้อนแย้งของตัวตน… เป็ที่ทราบกันดีว่า 'แฮมเล็ต' เป็หนังสือที่เขียนโดย วิลเลียม เชกสเปียร์ ชาวประเทศอังกฤษในปี 1599 เราจะไม่ถกเถียงว่ามันเป็หนังสือประเภทไหนแต่เราจะสมมติความเป็ไปได้หนึ่งอย่าง"
"ในปี 2024 เสี่ยวิซื้อหนังสือ 'แฮมเล็ต' ฉบับภาษาอังกฤษล้วนจากร้านหนังสือมุมถนนในเมืองจิงตู จากนั้นเมื่อเดินออกจากร้าน เขาก็ทะลุมิติกลับไปยังยุคเรเนซองส์ในอดีตทันที"
"เสี่ยวิตามหาแฮมเล็ต ลบวันที่และชื่อออกล่วงหน้า แล้วส่งหนังสือเล่มนี้ให้กับวิลเลียม เชกสเปียร์ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง"
"หลังจากวิลเลียม เชกสเปียร์ได้รับหนังสือและอ่านจนจบ เขาก็อุทานว่า 'อะเมซิ่ง!' เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจและนำหนังสือเล่มนี้ไปสั่งพิมพ์จำนวนมาก"
"หนังสือแฮมเล็ตเล่มนี้ เมื่อเวลาผ่านไปก็ประสบความสำเร็จจนกลายเป็หนึ่งในหนังสือที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุคปัจจุบัน!"
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เจียงเจ๋อยิ้มบาง ๆ และตั้งคำถามย้อนกลับ "ดังนั้นคำถามคือ.. เดิมทีแฮมเล็ตเขียนโดยวิลเลียม เชกสเปียร์ แต่ในระหว่างนั้นเสี่ยวิได้นำหนังสือของผู้เขียนต้นฉบับเล่มนี้กลับไปยังปี 1599 เพื่อมอบให้เชกสเปียร์ แล้วความย้อนแย้งก็เกิดขึ้น"
"หนังสือเล่มนี้ตกลงว่าเสี่ยวิเป็คนเขียน หรือวิลเลียม เชกสเปียร์เป็คนเขียนกันแน่?"
"เสี่ยวิเขียนเหรอ? ไม่ใช่ เสี่ยวิแค่ซื้อหนังสือจากร้านหนังสือแล้วนำกลับไปมอบให้วิลเลียม เชกสเปียร์ ในอดีตเท่านั้นเอง!"
"แล้ววิลเลียม เชกสเปียร์ เขียนเหรอ? ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่นะ เพราะวิลเลียม เชกสเปียร์ ลอกเลียนแบบมาจากหนังสือที่เสี่ยวิมอบให้เขานี่นา!"
"ถ้าอย่างนั้น 'แฮมเล็ต' เล่มนี้ ตกลงว่ามีที่มาจากไหนกันแน่?" เมื่อคำอธิบายชุดแรกของเจียงเจ๋อจบลง ทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
...
“แฮมเล็ตตกลงว่ามีที่มาจากไหนกันแน่?”
ผู้ชมทุกคนในเมืองซูที่กำลังดูรายการไลฟ์สดอยู่ต่างพากันงงเป็ไก่ตาแตก
หลายคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดและอยากเห็นเจียงเจ๋อขายหน้า ใครจะไปคิดว่านอกจากเขาจะเฉลยปริศนาที่น่าทึ่งได้แล้ว เขายังนำเสนอปฏิทรรศน์ที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก!
แม้คนเ่าั้จะพยายามเค้นสมองคิดหาคำตอบเพียงใด ก็ไม่มีทางรู้ถึงที่มาของคำตอบได้เลย
[คอมเมนต์ : 'แฮมเล็ต' บ้าเอ๊ย ตกลงว่ามันมาจากไหนกันแน่?]
[คอมเมนต์ : ให้ตายเถอะ พอเจียงเจ๋ออธิบายแบบนี้ หนังสือแฮมเล็ตเล่มนี้ดูเหมือนจะไม่มีผู้เขียนต้นฉบับเลย เสี่ยวิก็ไม่ใช่ วิลเลียม เชกสเปียร์ก็ไม่ใช่ บ้าจริง! ใครเป็คนเขียนกันแน่?]
[คอมเมนต์ : รายการนี้ดูไม่เสียเที่ยวจริง ๆ เปิดหูเปิดตาชะมัด!]
ประชาชนจำนวนมากถึงกับคิดว่า ต่อไปในวงการวิทยาศาสตร์หรือวงการปฏิทรรศน์จะต้องมีทฤษฎีที่เหนือชั้นเกิดขึ้น และมันถูกนำเสนอโดยเจียงเจ๋อในคืนนี้เอง!
...
ในขณะนี้ภายในสตูดิโอตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนต่างมองหน้ากัน และเห็นความตกตะลึงและความหวาดหวั่นบนใบหน้าของอีกฝ่าย โดยเฉพาะเหล่าผู้เข้าสัมภาษณ์ที่ในตอนนี้พวกเขาถึงกับช็อกจนชาไปหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้คิดว่าการที่เจียงเจ๋อเฉลยปริศนาได้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว ใครจะไปคิดว่าเขาสามารถนำเสนอความย้อนแย้งทางกาลเวลาใหม่ ๆ ได้จริง ๆ!
แม้ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ด้านปฏิทรรศน์ แต่ในตอนนี้พวกเขากลับตกอยู่ในความสงสัยอย่างลึกซึ้ง
"นี่ดูเหมือนจะเหนือชั้นกว่าแกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ อีกนะ!"
"ในฐานะความย้อนแย้งทางกาลเวลาเหมือนกัน ฉันขอเรียกปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำว่าเป็เวอร์ชัน Plus ของแกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ เลย!"
"เทพจัด ฉันยอมกราบคุณเลย!"
...
ภายในห้องประชุมผู้บริหาร ทุกคนต่างมองหน้ากันเช่นกัน และสุดท้ายสายตาทุกคู่ก็ไปรวมอยู่ที่ใบหน้าของหวังหลิน
หวังหลินยิ้มแห้ง ๆ "เลิกมองผมเถอะครับ คุณอาคุณน้าทั้งหลาย ผมก็ไม่รู้จริง ๆ"
ดังนั้นทุกคนจึงหันไปมองโทรศัพท์ในมือของเหล่าจ้าวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง และมีเสียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ดังขึ้นเป็ระยะ
"ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาจริง ๆ! ปริศนานี้มันสุดยอดมาก สถานีโทรทัศน์ของพวกคุณได้เจอของล้ำค่าเข้าให้แล้ว!"
"ความคิดและไอเดียของเขา ถ้าไม่มาเป็คนเขียนบทเพื่อสร้างประโยชน์ให้วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ของประเทศก็น่าเสียดายจริง ๆ!"
"ผมตัดสินใจแล้ว บทไม่ต้องให้เขาเขียนแล้ว ขอแค่เจียงเจ๋อของพวกคุณโพสต์ประกาศในเวยป๋อส่วนตัวหลังจากนี้ว่า ‘ผมยินดีมอบวิธีแก้แกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ และไอเดียปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำ ให้กับเฉียนโหย่วเต้าเต๋อแห่งเมืองจิงตู’ เงิน 3 ล้านนี้ผมจะโอนเข้าบัญชีของอาจารย์เจียงในนามส่วนตัวทันที"
"ผมมั่นใจว่าถ้าเอาไอเดียนี้ไปสร้างเป็หนัง ต่อไปต้องได้รางวัลแน่นอน!" เมื่อเหล่าเฉียนรับประกันด้วยความมั่นใจ เหล่าจ้าวย่อมไม่ปฏิเสธ
เขาตอบตกลงแทนเจียงเจ๋อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "ไม่ต้องรอแล้วครับ แผนกดำเนินงานของเรามีทั้งบัญชีเวยป๋อ รหัสผ่าน หรือแม้แต่เลขบัญชีธนาคารของเขา ผมจะส่งให้คุณเดี๋ยวนี้เลย"
ไม่ถึง 30 วินาที เหล่าเฉียนก็โอนเงิน 3 ล้านมาให้ทันที
"เงินเข้าบัญชีแล้ว รอฟังข่าวดีจากพวกคุณนะ ผมต้องวางสายแล้ว ต้องรีบไปเขียนบทคืนนี้เลย!"
...
ในขณะเดียวกันภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองหยางเฉิง หญิงวัยผู้ใหญ่ที่สวมแว่นกรอบดำคนหนึ่งถูกความย้อนแย้งของเจียงเจ๋อทำให้ตกตะลึง
เธอคือผู้โชคดีทางบ้านคนที่สามนั่นเอง "ปฏิทรรศน์นี้ สุดยอดเกินไปแล้ว! ฉันหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลยสักนิด"
"ถ้าเป็แบบนี้ หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็ปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ ไม่เกี่ยวเลยว่าใครเขียนและไม่เกี่ยวว่าใครลอกราวกับว่ามันปรากฏขึ้นมาเองจากความว่างเปล่า มันดูแปลกประหลาดแต่ในขณะเดียวกันก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง!"
แม้จะเป็ผู้หญิงที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่ในตอนนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
"นี่มันเหนือชั้นและทรงพลังกว่าแกรนด์ฟาเธอร์ พาราด็อกซ์ จริง ๆ! เขาจะสามารถแก้ปฏิทรรศน์การเวียนซ้ำที่เขาเสนอมาได้จริง ๆ เหรอ?"
ทันใดนั้น เธอรีบยกโทรศัพท์ขึ้นถามอย่างกระวนกระวาย "มีตัวอย่างที่สองไหมคะ อาจารย์เจียงช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?"
ในหน้าจอโทรทัศน์ เจียงเจ๋อยิ้มและส่ายหัวเบา ๆ "มีครับ แต่ผมจะเก็บไว้เล่าในการไลฟ์ครั้งหน้า แน่นอนว่าต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผมได้รับการบรรจุเป็พนักงานประจำอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ในรายการตอนหน้าผมจะพูดถึงตัวอย่างที่สองสั้น ๆ ครับ"
"เอาละ วันนี้ก็ดึกมากแล้ว ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้าครับ!" เมื่อสิ้นคำพูด หน้าจอโทรทัศน์ก็ตัดเข้าสู่โฆษณา่ค่ำที่คุ้นเคย
[คอมเมนต์ : เฮ้ย! อย่าเพิ่งปิดไลฟ์สิ!]
[คอมเมนต์ : อย่าเพิ่งไปสิ ฉันเตรียมตัวรอแล้วคุณมาบอกว่าจบแล้วเนี่ยนะ มันโอเคเหรอ?]
[คอมเมนต์ : กลับมาเดี๋ยวนี้เลย ถ้าไม่ได้ฉันยอมจ่ายเงินเพิ่ม!]
[คอมเมนต์ : กลับมา!!!]
เมื่อเห็นว่าเจียงเจ๋อปิดไลฟ์ไปจริง ๆ ผู้ชมจำนวนมากจึงรวมตัวกันโทรศัพท์ไปยังสถานีโทรทัศน์เมืองซู ในวินาทีนั้นแผนกบริการลูกค้าของสถานีโทรทัศน์แทบจะะเิเพราะสายที่โทรเข้ามาถล่มทลาย