[ณ ตำหนักกิเลนวายุ]
ม่านหมอกเบาบางยังคงปกคลุมลานศิลาในยามสาย ท่ามกลางความเงียบสงัดนี้ยังมีไอแห่งสายลมเย็นที่รวยรินพัดผ่านผิวกายชวนให้เย็นชื่นใจ แต่แล้วเสียงฝีเท้าอันแร่งรีบของชายผู้หนึ่งก็พลันดังขึ้นทำลายความสงบสุขนั้น เสียงก้าวเท้าถี่ๆนั้นราวกับพายุที่กำลังสั่นไหวในใจของชายผู้นั้น
เงาร่างของเขาปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอก ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีหมึกจีนตกแต่งด้วยดิ้นเงิน ผมสีดำแซมขาวปลิวตามความเร็วของการเดิน กลิ่นหอมละมุนแห่งสมุนไพรที่กรุ่นออกจากชายเสื้อ ให้ความรู้สึกคล้ายปราชญ์โบราณผู้ทรงภูมิปัญญา
ชายผู้นี้ก็คือท่านมหาเสนาบดี ผู้มากบารมีผู้มีอำนาจรองจากฝ่าาเท่านั้น เขาหยุดยืนหน้าประตูตำหนักกิเลนวายุ ทหารยามหน้าประตูเปล่งเสียงรายงาน อย่างชัดเจนและเข้มแข็ง
“ท่านมหาเสนาบดี มาขอเข้าเฝ้า!”
เสียงตอบรับดังออกมาจากภายในตำหนักสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ
“เชิญ...”
มหาเสนาบดียิ้มบางๆ ริมฝีปากแทบไม่ขยับ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โถงตำหนัก ผ่านผ้าม่านสีดำแดง และมาหยุดอยู่เบื้องหน้าองค์ชายรองพร้อมกับค้อมศีรษะลงอย่างช้าๆ
“ขอถวายพระพร องค์ชายรอง”
องค์ชายรองมันโภไคยผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องบนบัลลังก์ไม้สีดำสลักลายกิเลนวายุ ทอดพระเนตรมองลงมาอย่างเฉียบคม “ไม่ต้องมากพิธี ท่านมหาเสนาบดีมาหาข้าแต่เช้า... มีเื่อันใด?”
ทรงตรัสอย่างเรียบๆ ทว่าแฝงไว้ด้วยความไม่พอพระทัยลึกๆ ในใจ
“กระหม่อมมีเื่จะทูลเตือน ด้วยความจงรักภักดี” มหาเสนาบดีเอ่ยด้วยใจแน่วแน่
“ว่ามาเถิด”
มหาเสนาบดีหยิบของสิ่งหนึ่งออกจากแขนเสื้อ แล้วคลี่ผ้าไหมสีหม่นที่ห่อหุ้มมันไว้อย่างระมัดระวัง
“นี่คือ… กระจกบันทึกเงา... สิ่งนี้ถูกซุกซ่อนไว้ ณ ด่านตรวจชายแดน มันบันทึกภาพก่อนเกิดเหตุการณ์สัตว์ปีศาจหลุดออกจากรอยแยกอัคคี ในวันที่สอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักใหญ่” มหาเสนาบดีกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
เขาหยุดไปเพียงชั่วลมหายใจ แล้วกล่าวต่อ “ในภาพ ท่านใช้ป้ายตำแหน่งผ่านเข้าเขตหวงห้าม และยังแอบโยนวัตถุบางอย่าง ที่มีสีดำเป็มันวาวลงในรอยแยก วัตถุนั้นคล้ายหินเรียกอสูร ซึ่ง... ไม่เคยพบในอาณาจักรสมุทรเมฆามาก่อนเลย”
ดวงตาของมหาเสนาบดีมองอย่างแน่วแน่ “การกระทำเช่นนี้ขององค์ชายรองจะให้กล่าวหาท่านเช่นไรได้... หากไม่ใช่การสมรู้ร่วมคิดกับราชินีเยี่ยนเยว่ฮวา?” คำกล่าวนี้ดังกระแทกผนังตำหนัก ราวพายุปะทะเข้ากับกำแพงหิน
องค์ชายรองสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทสั่นไหว “...เหลวไหล!” เขาตวาดลั่น “มีแค่เพียงภาพเหล่านี้ ท่านยังจะกล้ามากล่าวหาข้าเช่นนั้นหรือ?!”
เขาลุกพรวดจากบัลลังก์ แววพระเนตรสว่างวาบราวเปลวเพลิง ทว่ามหาเสนาบดีกลับยังยืนนิ่ง ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว
“ข้าไม่ได้้าคำรับสารภาพ จากท่าน” มหาเสนาบดีกล่าวอย่างเนิบช้า ดวงตานิ่งสงบดังผู้ที่เคยเห็นสิ่งต่างๆในโลกนี้มามากแล้ว
“ข้าเพียงหวังให้ท่านระลึกไว้เสมอว่า... เืของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ควรที่จะต้องหลั่งลง เพียงเพราะใครบางคนปรารถนาซึ่งอำนาจ”
เสียงนั้นทุ้มต่ำ แต่ก้องะเืภายในใจผู้ฟังยิ่งนัก “และเหนือสิ่งอื่นใด... บัลลังก์นี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะฉกฉวยไปได้โดยไร้ราคาที่จะต้องจ่าย”
องค์ชายรองแค่นเสียงหัวเราะ “แล้วท่านเล่า? เคยลอบสังหารองค์รัชทายาท ท่านคิดว่าตัวเองต่างจากข้าหรือ?” คำกล่าวนี้พาให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นทวีคูณ
เสียงมหาเสนาบดียิ่งคมชัดและหนักแน่นกว่าเดิม “ใช่ ข้าเคยผิดพลาดไป เพราะเคยเชื่อว่าองค์รัชทายาทอ่อนแอเกินกว่าจะนำพาบ้านเมืองไปได้” ดวงตาเขาฉายภาพความหลัง “แต่ข้าก็เฝ้ามองเขาเติบโต จนถึงวันนี้... วันที่ข้าจะยอมก้มหัวให้เขาด้วยความเต็มใจ”
“ส่วนท่านกลับยังวนเวียนในเงาของอำนาจ... ปล่อยให้ความริษยาครอบงำหัวใจ”
องค์ชายรองเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเผยอริมฝีปากเพื่อแก้ตัว แต่เขากลับคิดไม่ออก “พอทีเถอะ... ท่านมหาเสนาบดี ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ต่อจากนี้เราทั้งสองถือว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก ข้าจะไม่รายงานความผิดของท่าน ท่านก็ไม่ต้องใส่ใจความผิดของข้า ถือว่าเจ๊ากันไปก็แล้วกัน”
มหาเสนาบดีพยักหน้าน้อยๆ “ได้… แต่ท่านไม่ต้องห่วงหรอกนะความผิดของข้า… ข้าจะไปกราบทูลองค์รัชทายาท ด้วยตัวของข้าเอง”
เมื่อเอ่ยจบ เขาก็สะบัดชายผ้าหันหลังเดินกลับไปในทันที ด้วยแววตาอันแข็งกร้าว ครั้งนี้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า มีเพียงเดินฝ่าไปข้างหน้าเท่านั้นมิอาจถอยกลับได้อีกแล้ว
เมื่อร่างของท่านมหาเสนาบดีค่อยๆ ลับสายตาไป องค์ชายรองทอดพระเนตรบานประตูตำหนักที่กำลังปิดลง
“หรือว่านาง... ก็หลอกข้า?” เขาคำรามในลำคอ ฟันบดแน่นด้วยเพลิงโทสะ
“ทหาร!!!... เตรียมม้าเดี๋ยวนี้!!”
เสียงะโขององค์ชายรองมันโภไคยดั่งฟ้าผ่า เสียงฝีเท้าทหารวิ่งกันสับสน เสียงอานม้ากระแทกเข้ากับหลังม้าดังแว่วมา
ไม่นานนัก ร่างสูงองอาจขององค์ชายรองก็ผงาดขึ้นหลังอาชาศึก ควบทะยานผ่านลานหินอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าไปยังวัดตะวันฉาย ศูนย์กลางของเครือข่ายสายลับแห่งอาณาจักรสุริยันจันทรา ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงนัก หากแต่มีเพียงแม่น้ำพญาหงส์อันกว้างใหญ่ขวางกั้นไว้เท่านั้น
“ท่านอาเยี่ยนเยว่ฮวา… ครานี้ท่านต้องให้คำตอบกับข้า!” เสียงคำรามอย่างหนักแน่นลอดไรฟันออกมา ความเดือดดาลพลุ่งพล่านในใจ แม้ม้าจะพุ่งทะยานจนมีแรงลมปะทะใบหน้า แต่ก็มิอาจบรรเทาความร้อนภายในใจเขาลงได้เลย
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ดวงอาทิตย์ลอยเด่นเหนือยอดไม้ องค์ชายรองก็เดินทางมาถึงศาลาเทพสถิตย์ ซึ่งเป็สถานพักม้าประจำอาณาจักรสมุทรเมฆาอันตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือัวารี เสียงน้ำกระทบฝั่งเบาๆ สายลมอุ่นจากฟ้ายามเที่ยงวันพัดพากลิ่นดินเปียกชื้นและกลิ่นคาวปลาน้ำจืดมาแตะจมูก เป็กลิ่นเฉพาะของแหล่งน้ำใหญ่แห่งนี้ที่อยู่คู่เมืองมาอย่างยาวนาน
“คารวะองค์ชายรอง”
เสียงแหบพร่าของอี้เฉิง เฒ่าผู้นำศาลา ดังขึ้นอย่างเคารพ เขาโค้งต่ำไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ก่อนจะโบกมือสั่งลูกน้องให้เตรียมผูกม้าในโรงพักม้าให้เรียบร้อย
“จัดห้องรับรอง เตรียมสุรา และของกินเล่นสักสองสามอย่าง ข้าจะพักผ่อนชั่วครู่ก่อนข้ามแม่น้ำ” องค์ชายรองตรัสสั่งอย่างกระวนกระวาย ราวกับว่าความอดทนของเขากำลังถูกกัดกร่อนลงทีละน้อย
“เชิญองค์ชายเสด็จทางนี้เถิดพะยะค่ะ”
อี้เฉิงก้มศีรษะนำทางขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงกรอบแกรบในทุกย่างก้าว กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นใบชาอบแห้งลอยกรุ่นไปทั่ว
ม่านไม้ไผ่บางบนห้องรับรองชั้นสองพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นแม่น้ำพญาหงส์ทอดยาวสุดสายตา ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเที่ยงราวม่านมุกพันเม็ดเรียงร้อยงดงามดุจภาพฝัน เสียงลมหวีดแ่ลอดระแนงไม้ คล้ายบทเพลงกล่อมิญญา
“วางของไว้ตรงนั้น แล้วออกไปให้หมด ข้า้าอยู่เพียงลำพัง” องค์ชายรองสั่งการอย่างหนักแน่น บรรยากาศเงียบงันลงในพริบตา
จอกเหล้าถูกยกขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดอีก สุรารสเลิศรินผ่านลำคอจนร้อนผ่าวราวเพลิงเผา ไออุ่นของมันแผ่ลงถึงหน้าท้อง แต่หัวใจกลับยังเ็า ผัดผักที่หอมกรุ่น ถั่วคั่วที่กรอบแน่น กลับไร้รสที่ปลายลิ้น
ในยามนี้แม้สุราจะมีกลิ่นหอมหรือรสเลิศเพียงใด ก็มิอาจระงับเพลิงภายในใจของเขาลงได้เลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะต้องยึดบัลลังก์นี้มาครองให้ได้… ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม” เขาประกาศเสียงอ้อแอ้ด้วยฤทธิ์แห่งสุราที่ดื่มลงไปเพียงเพื่อ้าดับความทุกข์ทั้งหลายภายในจิตใจ