บทที่ 18 นางพญา
ก้อนหินขนาดเท่าไข่ไก่ก้อนหนึ่งกระแทกหน้าผากมันจนกระเด็นม้วนหงายถอยหลัง มันกลิ้งไปสามสี่ทอดแล้วจึงตั้งท่าสี่ขาเตรียมกระโจนใส่ทุกสิ่งที่มันเห็น แต่มันก็ยังมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด
กึก กึก
เสียงดังอยู่้า มันแหงนหน้าขึ้นไปมอง ในความมืด สิ่งที่มันเห็นคือ เด็กมนุษย์ตัวจ้ำม่ำ สีผิวกลมกลืนกับความมืด นั่งยอง อยู่บนกิ่งของต้นยางพาราตายซาก หน้าตาเฉยเมย เบิกตากลม เลิกคิ้วน้อยๆ ปลายจมูกพะเยิบพะยาบ เสียงที่มันได้ยิน คือเสียงที่เด็กนั่นใช้ก้อนหินในมือเคาะกับกิ่งไม้ที่มันนั่งยองอยู่
ตาของมันกำลังพร่าลาย มันยกมือกุมหน้าผากที่ปูดโปนออกมาตามสัญชาตญาณ หากเป็ร่างของมันก่อนกลายพันธุ์ ความแรงของหินก้อนนั้นควรทำให้หัวมันเละไปแล้ว
พริบตาที่มันเงยหน้าขึ้นมอง
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
ก้อนหินอีกสามก้อนแหวกอากาศรัวยิบมาราวกับปืนกล แต่คราวนี้มันรู้ตัวจึงรีบใช้มือทั้งสองข้างบังหน้าไว้ แต่แรงกระแทกทำกระดูกของมันแทบหัก มันคำรามโฮกด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่สิ่งที่มันได้เห็นก็คือ หน้าตาที่ไร้อารมณ์ ตาเบิกกลม เลิกคิ้วน้อยๆ ปลายจมูกพะเยิบพะยาบเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน มันโจนเข้าหากิ่งไม้ที่ไม่สูงมากนักกิ่งนั้น แต่อาหารของมันก็ดีดตัวถอยไป รักษาระยะห่างระหว่างมันไว้เท่าเดิม
โป๊ก! โป๊ก!
อีกสองก้อนเข้าหน้าผากของมันจุดเดิม จากที่ปูดบวม ตอนนี้กลายเป็แผลปริแตก เืไหลอาบใบหน้าของมัน แต่มันมีหรือจะยอมแพ้ อาหารก้อนกลมกลิ้งเนื้อนุ่มๆเช่นนี้ ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ มันพุ่งไล่จับเ้าก้อนเนื้อก้อนนั้น ซึ่งยังรักษาระยะไว้ได้ท่าเดิม ขณะที่ถอยวนไปเรื่อย บางครั้งก็ดีดตัวขึ้นบนต้นไม้ได้ราวกับมีตาหลัง แต่มือของเ้าอาหารก้อนนั้น ไม่เคยอยู่นิ่งเลย ไม่ว่าจับคว้าอะไรได้ก็ขว้างมาที่ใบหน้าของมันได้อย่างแม่นยำ เศษไม้ ท่อนไม้ ก้อนหิน กรวด แม้แต่ฝุ่นผงดินทรายก็เอา
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! ฝุ่บ! ซ่า! ปึ้ก! โป๊ก! โป๊ก! เพี๊ยะ! ปึ้ก!
ฝ่ายหนึ่งไล่ ฝ่ายหนึ่งถอยรักษาระยะและขว้างสวนไม่ขาดสาย ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเ้าตัวคลานก็หยุดยืนโงนเงนด้วยสองขา มันใช้สองมือปิดหน้า เพราะตามันมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว เืจากแผลบนใบหน้าปูดโปนเละเทะ ไหลเข้าตาของมัน ในเวลานั้นมันรู้สึกว่าการไล่ตามเ้าอาหารก้อนนี้เป็การหาเื่ใส่ตัว มันจึงตัดสินใจหันหลังโกยสี่ขาจากไป
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
มันยังโดนกระหน่ำขว้างใส่เหมือนเดิม แต่คราวนี้เป้าหมายกลายเป็ท้ายทอย มันหนีเท่าไรก็ไม่พ้น เพราะเ้านั่นไล่ตามหลังมันมาโดยรักษาระยะเท่าเดิม เมื่อมันหยุดหนี เ้ากลมกลิ้งนั่นก็หยุดไล่ตาม แต่มือกลับยังขว้างหินเข้าใส่ไม่ยอมหยุด มันหันหลังกลับไปโจนใส่ เ้าตุ้ยนุ้ยนั่นก็ถอยหนี การเคลื่อนที่สลับกันเป็ฝ่ายไล่และฝ่ายหนี เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง หลายรูปแบบ แต่ที่คงเส้นคงวาที่สุดคือ ก้อนหินและสิ่งต่างๆที่พุ่งเข้าหามันเป็ห่าฝน ในที่สุดมันก็ตัดสินใจเผ่นหนีแบบไม่คิดชีวิต
ถ้ามันมีสติปัญญาสังเกตเป็ มันจะเห็นว่าบนความกลมกลิ้งตุ้ยนุ้ยของเ้าอาหารนั่น เอี๊ยมแบบเด็กอนุบาลสีเหลืองอ๋อยถูกเย็บซ้ำอย่างแ่าด้วยผ้าหลายชั้นที่เ้านั่นใส่ ยังอัดแน่นไปด้วยก้อนหินอีกไม่น้อย
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
ในที่สุดเ้าตัวสั่นก็ล้มหัวทิ่มลง สติมันเลือนลางเพราะก้อนหินเท่ากำปั้นพุ่งกระแทกหัวมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนที่สุด กะโหลกของมันที่เกิดรอยร้าวมากขึ้นทุกขณะก็ทนรับไม่ไหวอีกต่อไป
โพล๊ะ!
เ้าเหนือทั่วร่างมันแผล็บไปด้วยเหงื่อที่ซึมออกมา หน้าตายังคงไร้อารมณ์ เบิกตากลมจ้องเป๋ง เลิกคิ้วน้อยๆ ปลายจมูกพะเยิบพะยาบ มีเพียงอาการเหนื่อยหอบหายใจแรง จึงทำให้ปีกจมูกของเขากระพือแรงขึ้นบ้างเท่านั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า มึงเข้าใจความรู้สึกพวกกูหรือยัง กูต้องทนอยู่กับลูกอีช่างขว้างมันน่ารำคาญขนาดไหน”เสียงออดะโมาไกลๆ เหนือล้วงมือหยิบกรวดก้อนเล็กๆจากกระเป๋าเอี๊ยม
ป๊อก!
“โอ๊ย!.. ไอ้แม่เช็ด โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน เดี๋ยวกูจะไปเตะพ่อมึง!”
ท่ามกลางความมืดสลัวที่ฝุ่นนิวเคลียร์บดบังแสงจันทร์ ร่างผอมเกร็งของพวกตัวสั่น 5 ตน พุ่งจู่โจมเข้าหาเงาร่างสองร่างที่ยืนรออยู่หน้าต้นเหลียงที่ปลูกเป็แถว
“ห้าตัว แม่จะหยุดพวกมันไว้ แล้วนัทคอยซ้ำ” ฝนพูดเสียงเรียบเย็น ในมือทั้งสองข้างกระชับ เข็มนิตติ้งโลหะ ความยาว35เิเ ที่ถูกลับจนปลายแหลมเหมือนเข็ม
“จ้า!”
นัทพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว มือซ้ายถือ มีดทำครัวปลายแหลม มือขวาถือ มีดปังตอ เธอเคลื่อนที่ว่องไวจนพวกตัวสั่นสับสน
ในจังหวะที่ตัวสั่นคนแรกจะกระโจนใส่ ฝนกลับขยับเพียงก้าวเดียว เข็มนิตติ้งในมือขวาของเธอสะบัดขวับ ปลายเข็มไม่ได้เจาะลึก แต่กลับแตะเข้าที่กลางหน้าผากของมันพอดิบพอดี
พริบตานั้น... พลังราชินีผึ้งผ่านััจิตสำนึกร่วมก็พุ่งทะลวงเข้าสู่สมองมันโดยตรง!
ร่างของเ้าตัวสั่นชะงักกึกกลางอากาศเหมือนโดนไฟช็อต มันหล่นลงมาฟาดพื้น กล้ามเนื้อบิดเกร็งจนส่งเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะๆ มันส่งเสียงร้องไม่ได้แม้แต่คำเดียว ได้แต่เบิกตาโพลงด้วยความเ็ปที่ระบบประสาทถูกปั่นป่วนจนเสียอาการอย่างรุนแรง
“หนูเอง!” นัทที่ตามมาติด ๆ ใช้ มีดปังตอ สับฉับเข้าที่ลำคอของเป้าหมายที่ขยับไม่ได้จนขาดกระเด็น ก่อนจะหมุนตัวม้วนหลบกรงเล็บของตัวที่สองที่พุ่งเข้ามา
ฝนยืนอยู่กลางวงล้อม เธอวาดเข็มนิตติ้งทั้งสองเล่มเป็รูปกากบาท ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาในรัศมีฟีโรโมนและคลื่นความถี่ต่ำของเธอ จะต้องทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยอาการแน่นหน้าอกและเ็ปเจียนตาย
“ใช้ฟีโรโมนควบคุมความรู้สึกศัตรู ยังต้องฝึกอีกเยอะเลย” ฝนพึมพำขณะตวัดเข็มในมือซ้ายทิ่มเข้าที่ใต้คางของตัวสั่นอีกตัวที่พยายามคลานหนี
นัทมองดูแม่ที่สู้ด้วยท่าทางเหมือนนักฟันดาบเซเบอร์ เธออาศัยจังหวะที่แม่หยุดศัตรู เข้าไปปิดบัญชีด้วยมีดคู่ในมืออย่างรวดเร็วและอำมหิต
รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นบนใบหน้าของนัท “แม่เก่งขึ้นมากจริงๆ”
เืสีคล้ำสาดกระเซ็นลงบนพื้นดินเย็นเยียบ ร่างสุดท้ายของพวกตัวสั่นนอนแหลกเหลวอยู่ใต้คมมีดของนัท เด็กสาวสะบัดมีดปังตอเพียงครั้งเดียว คราบเืก็หลุดกระเด็นออกไปจนเกือบหมด เธอหันมายิ้มให้แม่พลางเก็บอาวุธเข้าที่ข้างเอวอย่างคล่องแคล่ว ปืนซีแซด 75 คอมแพค กระบอกกะทัดรัด ยังติดตัวตลอดเวลา แต่เป็เื่ที่รู้กันทั่วหนองนกเอี้ยงว่า ใครต้องใช้ปืนกับพวกตัวสั่น จะโดนถากถางล้อเลียนไปหลายวัน แม้แต่คนที่พลาดท่าจริงๆยังยอมโดนกัดมากกว่าต้องเสียหน้าเพราะใช้ปืน และาแพวกนั้นก็จะหายในเวลาไม่นานนัก
นัทนึกถึงตอนที่ตนกลายพันธุ์ จากการเป็คนที่ข้องเกี่ยวกับการรักษาคนคลั่งก่อนกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิดตลอดมา นัทจึงค่อนข้างหวาดกลัว ว่าพ่อหรือน้องชายจะเอาตัวอะไรแปลกๆมาให้กินตอน่วิกฤติ
นัทรับรู้ผ่านสติเลือนลางนั้นว่า นอกจากยาสมุนไพรขมที่เธอรู้สึกรังเกียจและหวาดกลัวสุดชีวิตนั้นแล้ว ก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย ต่อมาเธอจึงรู้ว่า ไนซ์ ใช้ฟิโรโมน ล่อแมลงปอ และแมลงวันดอกไม้กลุ่มนักล่า มารวมตัวกันฝูงใหญ่ เพื่อสกัดสารคัดหลั่งมาใส่รวมกับสมุนไพรเย็นที่เธอกิน หลังจากนั้น ไนซ์ก็นอนซมทั้งวัน
เมื่อผ่านการกลายพันธุ์ นัทก็เห็นการเคลื่อนไหวของทุกอย่างในโลกช้าลง ประกอบกับ ความรวดเร็วว่องไวของเธอกลับมากขึ้น ทั้งหมดเป็การวางแผนของหนึ่ง นับั้แ่การให้ไนซ์รับความสามารถของนางพญาปลวก
“แม่ เมื่อกี้ตัวที่สามน่ะ หนูเห็นมันตาเหลือกก่อนที่เข็มแม่จะถึงตัวอีกนะ พลังแม่เนี่ย ยิ่งกว่าโดนผึ้งทั้งรังรุมต่อยอีกมั้ง” ฝนค่อยๆ ลดเข็มนิตติ้งในมือลง เธอใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามความเรียวยาวของโลหะเบาๆ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวกลับมานุ่มนวลเหมือนพนักงานบัญชีคนเดิมที่เพิ่งคีย์งบประมาณเสร็จ
“แม่กำลังฝึกรบกวนสัญญาณที่ส่งไปยังสมองของพวกมัน ให้เหมือนเวลาเราทำบัญชีแล้วตัวเลขมันตีกันจนหาข้อสรุปไม่ได้ จนสมองพวกมันช็อตไปดื้อๆ”
“พ่อมาแล้ว” ฝนพูดขึ้นลอยๆ แต่แววตามีความสั่นไหวเล็กน้อย
“โห ััรวมของแม่นี่มัน เครื่องตรวจจับสามี ชัดๆ ” นัทพูดพลางทำท่าขนลุก “งั้นหนูไปดีกว่า ไม่อยากอยู่เป็ก้างขวางคอคนคลั่งรักแถวนี้ ไปนะแม่!”
ฟุ่บ! ตึก! ตึก!
มีดสองเล่มพุ่งเข้าหาร่างนัท เธอหลบได้อย่างง่ายดาย มีดคู่นั้นพุ่งเลยไปปักเคียงข้างกันที่ต้นยางพาราตายซากข้างหลังของนัท
“ของขวัญวันเกิดลูกสาวพ่อ” เสียงคลื่นต่ำส่งเป็จิตสำนึกร่วมถึงนัท เธอดึงมีดคู่นั้นออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เอ็ม9… สวยจัง”นัทพลิกมีดเล่มเขื่องทั้งสองเล่มในมือ สายตาที่มองเห็นในความมืดจับที่รอยหยักของฟันเลื่อยบนสันมีดสีเทาหม่น ใบมีดกว้างและหนาจนดูน่าเกรงขามกว่ามีดทำครัวที่เธอใช้อยู่หลายเท่า น้ำหนักที่ถ่วงไปทางปลายมีดช่วยให้ทุกการฟาดฟันมีแรงเหวี่ยงที่รุนแรง
“มันดูเทอะทะไปบ้าง แต่แข็งแรงทนทาน”
“ขอบคุณจ้ะ ไปละจ้า จะไปชื่นชมมีดใหม่”
ร่างของนัทหายไปกับความมืด ทิ้งให้ฝนยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางซากศพของพวกตัวสั่น ร่างของหนึ่งเดินออกมาช้าๆ
“เก่งขึ้นมากเลย ไม่เสียแรงที่เสี่ยงตายไปจับนางพญาผึ้งมาในคืนนั้น อาจเป็เพราะกินช้างเข้าไปตอนกลายพันธุ์ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหึ่งๆของผึ้ง พี่จะรู้สึกกลัวจนเหงื่อซึม กว่าจะสำเร็จมันกดดันจริงๆ” หนึ่งส่งจิตสำนึกร่วมคุยกับฝน จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังพูดเป็ประโยคยาวๆผ่านปากไม่ได้
“รู้ว่าตัวเองกลัวผึ้ง ทำไมถึงเลือกให้หนูในตอนที่กลายพันธุ์ ไม่กลัวหนูหรือไง”
“กลัว แต่เสียงในหัวมันบอกว่าให้ทำ ถ้าจะมีคนที่ต้องกลัว ก็ควรเป็คนนี้คนเดียว ”หนึ่งเข้ากอดฝนทางด้านหลัง หน้าซุกซบอยู่ที่ต้นคอ
“สัญชาตญาณพี่มันบอกว่าอะไรเหมาะกับใคร ในตอนที่จะวิวัฒนาการ แต่พี่ไม่ใช่คนดีขนาดจะทุ่มเทช่วยทุกคน ครอบครัวและคนใกล้ตัวเราจำเป็ต้องแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ไม่เช่นนั้นพวกเราจะโดนท้าทาย”
“อี๋ย..ขนลุก ทำไมต้องพูดที่ซอกคอแบบนี้”
“อย่าเอ็ดไป เ้าเหนือแอบดูอีกแล้ว”
“อะไรนะ ปล่อยนะ ไม่ได้นะ.. อายเด็กมัน!”
หนึ่งซุกหน้าลงที่ซอกคอของฝน กลิ่นฟีโรโมนของนางพญาที่เขาสร้างมากับมือช่างหอมเย้ายวนและอันตรายในเวลาเดียวกัน เขาไม่สนใจซากศพที่นอนระเกะระกะ หรือความหนาวเหน็บที่กัดกินิั เพราะความร้อนจากร่างของฝนคือเข็มทิศเดียวที่เขามีในโลกมืดมนใบนี้
“โอ๊ย! กูละเหม็นกลิ่นความรักแถวนี้เหลือเกินโว้ย!” เสียงออดแว่วมาไกลๆ