หลังจากเดินทางด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่วันทั้งสองก็มาถึงที่พักของปราชญ์วิญญาณ เรียกได้ว่าเดินทางจากแดนเหนือของทวีปลมปราณฟ้าลงสู้แดนใต้ของทวีปเลยทีเดียว
ที่อยู่ของปราชญ์วิญญาณ ในครั้งแรกอูหลินเฟิงคิดว่าจะเป็นแบบในนิยายที่เป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ปลีกวิเวกหลังเขาอาศัยในกระท่อมเล็กๆ แต่ว่าสิ่งที่อูหลินเฟิงได้เห็นหลังจากมาถึงคือ ปราสาทห้าชั้นที่สร้างทับภูเขาครึ่งลูก เป็นปราสาททรงญี่ปุ่นแบบในความทรงจำที่ได้จากลุค รอบๆ เขารายล้อมไปด้วยดอกไม้สีชมพู ถ้าให้เขาเดาคงเป็นดอกซากุระ ข้างๆ ปราสาทก็ยังมีน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ด้วย เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดสำหรับเขาเลยทีเดียว
"สวยงามจริงๆ"อูหลินเฟิงกล่าวออกมาอย่างลืมตัว
วิหคสีขาวบินตรงไปยังขั้นที่สามของปราสาทที่มีชั้นลอยยื่นออกมา เหมือนกับเป็นขั้นสำหรับลงจอดส่วนตัวของวิหคสีขาวตัวนี้ ที่ลานลงจอดมีคนสองคนยืนรออยู่แล้ว เป็นหญิงสาวตัวเล็กสองคนไว้ผมสั้นที่สวมชุดมิโกะ
"ยินดีต้อนรับนายท่าน/ยินดีต้อนรับนายท่าน"มิโกะทั้งสองประสานเสียงพูดพร้อมกัน
"นี่คือศิษย์ของข้า..ได้จัดห้องตามที่ข้าบอกไว้แล้วใช่หรือมั้ย"ปราชญ์วิญญาณกล่าว
"เรียบร้อยเจ้าค่ะ/เรียบร้อยเจ้าค่ะ"มิโกะทั้งสองประสานเสียงพูดพร้อมกันอีกครั้ง
"ท่านอาจารย์ทั้งสองคือ?"อูหลินเฟิงถาม แม้เขาจะมองไปยังเด็กสาวทั้งสองแต่ว่าเอากลับไม่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ใดได้จากทั้งสองคน ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เอาเข้ามาก่อน
"ทั้งสองคือภูตรับใช้ของข้า ไม่ใช้แค่พวกนาง แต่ข้ารับใช้ทั้งหมดในปราสาทแห่งนี้คือภูตรับใช้ที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด"ปราชญ์วิญญาณกล่าว คำพูดของปราชญ์วิญญาณทำให้อูหลินเฟิง ตื่นตะลึง สมกับเป็นปราชญ์วิญญาณพลังวิญญาณไม่ธรรมดาจริง เพราะเท่าที่ดูภูตรับใช้ที่ถูกสร้างขึ้นนั้นไม่ได้ถูกต้องขึ้นอย่างลวกๆ แต่ว่าทุกคนแม้จะไม่มีอารมณ์แต่ว่าก็มีสตินึกคิดเป็นของตัวเอง เป็นวิชาชั้นสูงที่อูหลินเฟิงอยากเรียนวิชานี้ยิ่งนัก
"ท่านอาจารย์สอนวิชาภูตรับใช้ให้ข้าได้หรือไม่"อูหลินเฟิงถามอย่างตื่นเต้น
"ข้าย่อมสอนให้เจ้าอยู่แล้ว"ปราชญ์วิญญาณบอก เขาดีใจที่ศิษย์ของตนกระตือรือร้น เพราะว่าวิชานี้หาคนที่สืบทอดต่อได้ยากยิ่งนัก
" ท่านอาจารย์ข้ามีบางอย่างอยากจะบอก" อูหลินเฟิงบอกกับอาจารย์ของตน “ข้าอยากจะแข็งแกร่ง ให้ได้มากที่สุดภายในเวลาสี่เดือน”
" เพราะเหตุใดถึงต้องรีบขนาดนั้น" ปราชญ์วิญญาณถาม ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
" อีกสี่เดือนข้างหน้าในงานเทศกาลโคมไฟ ที่ตระกูลโอวหยาง จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ข้าต้องแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุด และถ้าหากเป็นไปได้ ท่านจะช่วยสะ.." ยังไม่ทันที่อูหลินเฟิงจะพูดจบ ปราชญ์วิญญาณได้กล่าวตัดบท
" ข้าจะไม่ช่วยสู้ในศึกของเจ้า ศึกนั้นเป็นโชคชะตาของเจ้า ไม่ใช่โชคชะตาของข้า ข้าทำได้เพียงช่วยสอน และทำให้เจ้าแข็งแกร่งได้มากที่สุดเพียงเท่านั้น" ปราชญ์วิญญาณกล่าว ราวกับรู้คำขอที่อูหลินเฟิงต้องการจะพูด
" ขอรับศิษย์เข้าใจแล้ว" แม้จะเสียดายแต่ว่า อูหลินเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่า ศึกครั้งนี้ไม่อาจให้ปราชญ์วิญญาณช่วยได้ คงต้องหวังพึ่งทางแดนศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์โชติช่วง กับความแข็งแกร่งในอนาคตของจงหมิ่น
" หากเจ้ารีบร้อนอยากจะแข็งแกร่งให้ได้เร็วที่สุด พรุ่งนี้ตั้งแต่รุ่งเช้า มาพบข้าที่ลานฝึกใต้ปราสาท คุโระ ชิโระ นำทางเขาไปที่ห้องของตัวเอง" ปราชญ์วิญญาณกล่าวกับภูตรับใช้ของตนเองจากนั้นเขาได้แยกเดินออกไป เพื่อไปเตรียมสนามฝึกให้กับอูหลินเฟิง
"เจ้าค่ะนายท่าน/ เจ้าค่ะนายท่าน" คุโระ ชิโระ ภูตรับใช้ทั้งสองตอบรับคำของนายตนนำทาง อูหลินเฟิงไปยังห้องของเขา อูหลินเฟิงเมื่อได้มาถึงห้องพบว่าห้องพักของเขา มีขนาดใหญ่กว่าห้องที่ตระกูลของตนมากนัก เขารีบไปพักผ่อน เพื่อการฝึกที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้
..
..
รุ่งเช้า
" อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอาจารย์"อูหลินเฟิงกล่าวทักทายทันทีที่มาถึงสนามฝึก ภายใต้การนำทางของชิโระและฮิโระ
" ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ข้าขอถามเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้ายังขาดคืออะไร" ปราชญ์วิญญาณถามศิษย์ของตนทันทีโดยไม่รอช้า
" ความแข็งแกร่งของระดับชั้นทางกายขอรับ"อูหลินเฟิงตอบ เขาเองก็รู้ตัวดีว่า ความแข็งแกร่งทางร่างกายนั้น อ่อนแอมากเพียงใด หากให้เทียบกับคนในกลุ่มทั้งแปดคนของงานประลองล่าสัตว์อสูร ร่างกายของเขานั้นอ่อนแอยิ่งกว่าเสวี๋ยหานเอ๋อร์ซะอีก หากให้เขาและเสวี่ยหานเอ๋อร์ วิ่งแข่งกันในระยะร้อยเมตรโดยไม่ใช่ปราณช่วย นอกจากจะถึงเส้นชัยช้ากว่ายังจะมีอาการเหนื่อยหอบที่มากกว่า เรียกได้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายของเขานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ
" ดีที่เจ้ารู้ตัว เช่นนั้นข้าจะไม่พูดอะไรมาก" กล่าวจบปราชญ์วิญญาณได้สร้างยันต์สีทอง พุ่งเข้าใส่ในร่างกายของอูหลินเฟิง เขาสามารถสัมผัสได้ในทันทีว่า ทั้งพลังลมปราณพลังจิตและพลังวิญญาณถูกผนึกไว้โดยสมบูรณ์
" นี่มัน?"
" หากเจ้าอยากจะฝึกวิชายันต์ภูตรับใช้ เจ้าจะต้องทำให้ระดับชั้นทั้งสามกายจิตและวิญญาณสมดุลกันก่อน ข้าถึงจะสอนให้ ในระดับชั้นกายนอกจากระดับลมปราณแล้ว ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูกของเจ้ายังอ่อนแออย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอย่างแรก จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งทางกล้ามเนื้อและกระดูกหลังจากนั้นค่อยเพิ่มความแข็งแกร่งของลมปราณ" ปราชญ์วิญญาณกล่าว
" ก่อนที่ข้าจะเปิดใช้ค่ายกล นำสัตว์อสูรทั้งหมดของเจ้าออกมา" ปราชญ์วิญญาณกล่าว เมื่อได้ยินอูหลินเฟิงก็ได้นำสัตว์อสูรทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าขนเพลิงทั้งแปด เสี่ยวหยุน เสี่ยวปิน ฮุยฮุย และอาชาขนวารี เขาได้นำออกมาทั้งหมด
" เหตุใดต้องนำสัตว์อสูรออกมาด้วยหรือขอรับ"
" นอกจากระดับชั้นทั้งสาม ของเจ้าจะไม่สมดุลกัน ระดับของสัตว์อสูรทั้งหมดก็ไม่สมดุลกัน หากเจ้าอยากใช้วิชาเชื่อมประสานวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด สัตว์อสูรทั้งหมดของเจ้าจะต้องมีระดับใกล้กันให้มากที่สุด" ปราชญ์วิญญาณกล่าว จากนั้นได้สร้างยันต์สีทองอีกสามใบ สร้างภูตรับใช้ขึ้นมาสามตน
ตนแรกคือ ลิงขนทองไร้หางที่ยืนราวกับคน และยังสวมชุดเกราะไว้อีกด้วย
ตนที่สอง มีรูปร่างหน้าตาราวกับหญิงสาวแต่ว่าที่กลางหลังของนางมีปีกสีดำสี่ปีก
ตนสุดท้าย เป็นปลาคาร์ฟสีน้ำเงินที่แหวกว่ายในอากาศ
" ภูติรับใช้ทั้งสามของข้าจะมีหน้าที่ฝึกสัตว์อสูรทั้งหมดของเจ้า" หลังจากที่ ปราชญ์วิญญาณกล่าวจบ สัตว์อสูรทั้งหมดก็โดนนำตัวออกไปในทันที
" พร้อมหรือยัง" ปราชญ์วิญญาณถามศิษย์ของตน
" ข้าพร้อมแล้วขอรับ"
"ดี" ทันทีที่ ได้ยินว่าพร้อมปราชญ์วิญญาณได้เปิดใช้ค่ายกลทันที
" ค่ายกลนี้คือค่ายกลที่จะคอยสร้างอาวุธไม้ และ หุ่นเชิดต่างๆ คอยโจมตีเจ้าอย่างต่อเนื่อง หน้าที่ของเจ้ามีเพียงแค่ใช้ร่างกายหลบอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถทำได้ เจ้าจะเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว" ปราชญ์วิญญาณกล่าว สิ้นสุดคำพูดของเขาได้มีหุ่นเชิดไม้หนึ่งตัว ปรากฏขึ้นข้างหน้าของอูหลินเฟิง
ทันทีที่หุ่นเชิดไม้ปรากฏตัว ในมือของหุ่นเชิดไม้ถือกระบี่ไม้ ในมือขวา และดาบไม้ ในมือซ้าย โจมตีไปที่อูหลินเฟิงทันที อูหลินเฟิงสามารถหลบการโจมตีจากกระบี่ได้ แต่ว่าก็ยังโดนการโจมตีจากดาบไม้อยู่ดี ดาบไม้ฟาดเข้าที่ตรงซี่โครงของเขา
" โอ๊ยยย" ความเจ็บปวด เมื่อเสียหลัก จากการโดนโจมตีหนึ่งครั้ง กระบี่ไม้และดาบไม้ ได้พุ่งเข้ามาโจมตีเขาอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ปราชญ์วิญญาณสร้างหุ่นกระบองโดยอ้างอิงจากระดับชั้นกายของอูหลินเฟิง หุ่นเชิดแต่ละตัวมีความแข็งแกร่งเพียงระดับสามขั้นสูงเท่านั้น แต่ว่าอูหลินเฟิงก็ยังไม่อาจสู้ได้แม้แต่น้อยทั้งๆ ที่ระดับของหุ่นเชิดน้อยกว่า
"โอ๊ยๆๆๆ"ผ่านไปเพียงสิบนาทีบนผิวหนังของอูหลินเฟิงก็เต็มไปด้วยรอยช้ำ ปราชญ์วิญญาณที่เห็นสภาพดังกล่าวก็ถอนหายใจ" ร่างกายของเจ้าอ่อนแอยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก"
" ข้าเองก็รู้ขอรับ ร่างกายของข้าเพิ่งจะหายดี จากการเจ็บป่วยตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ข้าเพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์อย่างจริงจังได้เพียงสี่เดือนเท่านั้น" อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อต้องอาศัยพลังจากทางกายโดยไม่อาศัยพลังจิตหรือพลังวิญญาณ แค่หลบการโจมตีของหุ่นเชิดที่ระดับต่ำกว่าก็สุดความสามารถแล้ว
" เพราะแบบนั้น หากอยากพัฒนาระดับชั้นทางกายได้โดยไว เจ้ายิ่งต้องเจ็บตัวหนักกว่านี้" ปราชญ์วิญญาณบอกกับศิษย์ของตน แล้วใช้ยันต์สีทองอีกอันหนึ่งรักษาอาการบาดเจ็บของอูหลินเฟิง ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยช้ำกลับหายได้อย่างรวดเร็ว
" วิชายันต์เยียวยา แถมยังมีประสิทธิภาพสูงมาก" ยันต์เยียวยาคือหนึ่งในแปดรูปแบบของยันต์พื้นฐาน แล้วยังเป็นยันต์ชนิดเดียวที่อูหลินเฟิงใช้ได้แย่ที่สุด
" พร้อมรับมืออีกรอบแล้วใช่หรือไม่" เสียงของปราชญ์วิญญาณดังขึ้นในขณะที่ อูหลินเฟิงกำลังตกตะลึงกับความสามารถของยันต์เยียวยาไม่ทันต้องตัวต่อคำพูดของผู้เป็นอาจารย์
" อะไรนะ" ยังไม่ทันที่อูหลินเฟิงจะพูดจบ หุ่นกระบอกก็ได้ถือดาบและกระบี่โจมตีมาอีกระลอก
"โอ๊ย" แม้ว่าจะโดนโจมตีครั้งแรก แต่ว่าครั้งต่อไป อูหลินเฟิงกลับสามารถหลบได้และยังสามารถหลบต่อไปได้เรื่อยๆ
" ถือว่ามีพัฒนาการที่ดี" หลังจากที่เห็นว่าอูหลินเฟิงสามารถหลบการโจมตี ของหุ่นกระบอกหนึ่งตัวได้แล้ว หุ่นกระบอกก็ได้เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว แต่หุ่นกระบอกตัวนี้ได้ถือหอกไม้ หุ่นกระบอกทั้งสอง โจมตีประสานกันไปยังร่างของอูหลินเฟิง
" โอ๊ยๆๆ" อูหลินเฟิงที่เพิ่งจะสามารถหลบการโจมตีของหุ่นกระบอกได้หนึ่งตัว พอโดนการโจมตีประสานจากหุ่นกระบอกที่เพิ่มเข้ามา ก็ไม่สามารถที่จะหลบได้แล้ว ร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำเหมือนเดิม
เมื่ออูหลินเฟิงโดนโจมตีไปสักระยะ ปราชญ์วิญญาณจะคอยใช้ยันต์เยียวยารักษา อาการบาดเจ็บของอูหลินเฟิง จนเมื่อร่างกายของอูหลินเฟิงพัฒนาขึ้นจนสามารถหลบการโจมตีของหุ่นกระบอกพร้อมกันได้แล้ว ก็จะมีหุ่นกระบอกตัวที่สาม สี่ และ ห้า เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นการฝึกร่างกายที่มหาโหดสำหรับอูหลินเฟิงเลยทีเดียว
ส่วนทางด้านสัตว์อสูรทั้งหมดหลังจากนี้จะกลัวจนหลอนต่อภูตรับใช้ทั้งสามของปราชญ์วิญญาณและแทบจะกลัวคำว่า “ฝึก” ไปเลย
..
..
จบตอน