กู้ฉางสุ่ยเห็นนางหน้าแดง ก็ยิ้มอย่างได้ใจ
เขารู้ดีว่าเถียนฮวนยังเป็สตรีบริสุทธิ์ แม้นางจะกล้าหาญ ทว่ากลับขี้อายยิ่งนักเขาจึงไม่กล้าแกล้งนางมากเกินไป รีบก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างว่าง่าย
คำแนะนำของเถียนฮวนใช่ว่าจะไร้เหตุผล
ยามสารทฤดูเช่นนี้ ผลไม้ป่าตามูเาสุกงอมเต็มที่ กระต่ายจึงกินอิ่มนอนอุ่น ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ภายในท้องยังมีชั้นไขมันสะสมอยู่
เมื่อย่างไฟ ไขมันก็ซึมออกมาอย่างต่อเนื่องส่งเสียงฉ่าๆ แค่กัดคำเดียว กลิ่นหอมของมันก็เต็มปากชวนให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอกินมากเข้า ก็เริ่มรู้สึกเลี่ยน ทันใดนั้นยำผูกงอิงเย็นๆ จึงได้สำแดงฤทธิ์
ผูกงอิงให้รสััสดกรอบ มีกลิ่นหอมจางๆ ติดปลายลิ้น
เมื่อเขากัดกระต่ายย่างเจี่ยโหลวเข้าปาก ความมันก็ลดลง เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมของเนื้อและกลิ่นของเจี่ยโหลวที่หอมละมุนอยู่ในปาก
เคี้ยวสองสามคำแล้วกลืนลงท้อง รู้สึกโล่งสบายขึ้นมาทันที
สองสามีภรรยาถือขากระต่ายคนละข้าง ความหิวโหยพลันหายไป
พวกเขาตักข้าวคนละถ้วยกินกับยำผูกงอิงและกระต่ายย่างเจี่ยโหลว
เมื่อกินข้าวจนอิ่มท้อง ความกังวลในใจก็คลี่คลายลงทันตา ความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่ทันทีทั้งสองแทบยืนไม่อยู่
พวกเขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนพวกเขาไม่ได้นอนเลย
เมื่อวาน่กลางวันพานางกลับไปคารวะญาติผู้ใหญ่ในบ้านตระกูลถัง ตกค่ำมายังต้องสกัดน้ำมันตลอดทั้งคืน
เมื่อบ้านตระกูลกู้ใช้งานพวกเขาจบ ก็ไล่พวกเขาออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย พอมาถึงบ้านใหม่ก็มัวแต่ซ่อมแซมปัดกวาดเช็ดถู กว่าจะได้กินข้าว เวลาก็ล่วงเลยไปจนค่ำเสียแล้ว
กล่าวได้ว่า ทั้งสองคนไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดสองวันหนึ่งคืน
เถียนฮวนอดหาวติดต่อกันหลายครั้งไม่ได้ เปลือกตาก็หนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น
กู้ฉางสุ่ยเห็นเข้าก็รีบยกหม้อไปล้างที่ลำธารแล้วตักน้ำตั้งไฟให้เดือด
สองคนล้างหน้าล้างตัวแบบลวกๆ แล้วล้มตัวลงบนฟูกนอนหลับไปทันที
เถียนฮวนเหนื่อยจนแทบขาดใจ ตอนนี้หากมีแค่ฟูกกับผ้าห่มให้สักชุด นางก็สามารถนอนยาวได้จนฟ้าสางเลยทีเดียว!
ทว่าสุดท้ายนางก็ไม่ได้ได้นอนยาวจนถึงเช้า เพราะถูกความหนาวปลุกให้ตื่น
ยามดึกเงียบสงัด ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดโบกเสียงดังหวีดหวิว
บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ตรงเชิงเขา สายลมจากูเาเย็นะเืเสียดกระดูก ตัวบ้านไม่สามารถกันลมได้ดีนัก
แม้กู้ฉางสุ่ยจะรีบอุดรูรั่วใหญ่ๆ ไปแล้ว แต่ลมเย็นก็ยังเล็ดลอดเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างประตู และรอยแยกเล็กๆ ทำให้ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบ้านหลังเล็กๆ
เถียนฮวนจึงตื่นขึ้นมา
ผ้าห่มของกู้ฉางสุ่ยบางมาก ตอนอยู่บ้านตระกูลกู้ยังรู้สึกหนาว มาถึงที่นี่ก็แทบกันลมหนาวไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
นางหนาวเสียจนขดตัวเป็ก้อนกลมๆ เขยิบกายเข้าไปใกล้กู้ฉางสุ่ย ตัวสั่นระริก
จู่ๆ ก็มีแขนแข็งแรงข้างหนึ่งยื่นเข้ามาโอบนางไว้แน่นในอ้อมอก ร่างกายนางแนบชิดอกอุ่นของชายหนุ่มถูกแขนขาแข็งแรงของเขากอดไว้แน่น
เมื่อรวมกับผ้าห่มที่คลุมร่าง ความหนาวก็ถูกขับไล่ออกไปจนหมด กลิ่นกายเฉกเช่นบุรุษของเขาโอบล้อมนางไว้ไออุ่นแผ่เข้าสู่ร่างนางอย่างรวดเร็ว ทำให้นางที่หนาวจนตัวเย็นเฉียบกลับมารู้สึกอุ่นสบายอีกครั้ง
เถียนฮวนถอนหายใจยาวๆ ด้วยความโล่งอก ทว่าในไม่ช้าความร้อนก็แล่นขึ้นมาบนแก้มนาง
แม้ทั้งสองจะเป็ภรรยากัน แต่นี่กลับเป็ครั้งแรกที่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันถึงเพียงนี้นางรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
ทว่าในสถานการณ์แบบนี้ นางก็ไม่อาจละทิ้งความอบอุ่นนี้ไป ดังนั้นจึงได้แต่หน้าหนาขดตัวซุกอยู่ในอ้อมอกของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน
“หนาวอยู่หรือไม่” หลังจากกอดนางไว้ได้ครู่หนึ่ง กู้ฉางสุ่ยก็ถามเบาๆ
“ไม่หนาวแล้ว” เถียนฮวนส่ายหน้าช้าๆ “แต่ท่านเล่า ท่านทำแบบนี้ไม่หนาวหรือ”
“หนาว” กู้ฉางสุ่ยตอบตามตรง “แต่แค่ข้าหนาวคนเดียว ก็ดีกว่าหนาวกันทั้งคู่ เ้าว่าไหม”
เถียนฮวนถึงกับพูดไม่ออกทันที
ชายคนนี้เวลาหยอกล้อกลับไร้ท่าทีจริงจัง แต่พอจริงจังขึ้นมา ความอ่อนโยนและใส่ใจนั้นก็ทำให้นางซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ว่าร่างของเขากำลังสั่นเล็กน้อย
เขาหนาวจริงๆ
เถียนฮวนขยับตัวในอ้อมกอดเล็กน้อย หามุมสบายพิงแนบ แล้วเอ่ยเบาๆ “ข้านอนไม่หลับแล้วพวกเราคุยกันเถอะ!”
เห็นเขาเป็เช่นนี้ นางจะมีแก่ใจนอนหลับลงได้อย่างไร คุยเื่อะไรสักอย่างเบี่ยงเบนความสนใจเขาหน่อยก็น่าจะช่วยให้ดีขึ้น
“ได้” กู้ฉางสุ่ยรับคำ
เถียนฮวนจึงถามขึ้น “ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นที่ท่านซับน้ำตาให้ข้า ข้าจำได้ว่าเป็ไหมสูจิ่น[1] ท่านมีผ้าเช่นนั้นได้อย่างไร”
“อ้อ! ผ้าผืนนี้เป็ของชิ้นเดียวที่ติดตัวข้ามาตอนที่ท่านปู่เก็บข้าได้ คงเป็ของที่แม่แท้ๆของข้าทิ้งไว้ให้กระมัง” กู้ฉางสุ่ยตอบเสียงเบา
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เขาหวงนัก ทั้งที่ผ้าก็เก่าเสียขนาดนั้นยังพกติดตัวไว้ตลอด
เถียนฮวนพยักหน้ารับ “ท่านพ่อของข้าทุ่มเททั้งชีวิตให้กับวิชาแพทย์ สิ่งที่เขาฝากไว้ให้ข้าในตอนสุดท้ายของชีวิตก็มีเพียงกองตำราแพทย์เล่มนั้น วันหนึ่งบ้านเราประสบเคราะห์ ญาติสนิทมิตรสหายล้วนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือพากันถือหนังสือแจ้งหนี้ที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนมาเร่งทวงหนี้ ปล้นเอาทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านไปจนเกลี้ยงแม้แต่ตำราของท่านพ่อกับท่านปู่ก็ไม่ละเว้น โชคดีที่ตำราไม่กี่เล่มที่ท่านพ่อใช้ตอนเริ่มต้นเรียนวิชาแพทย์ยังไม่ทันถูกพวกเขาเห็นข้าถึงเก็บรักษาไว้ได้ ทุกครั้งที่คิดถึงท่านพ่อ ข้าจะหยิบตำราเหล่านี้ขึ้นมาเปิดอ่านมองลายมือของเขาบนกระดาษ เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนที่เขาจับมือข้าเขียนหนังสือ นั่นก็คือ่เวลาที่อบอุ่นที่สุดของข้า”
“เ้าก็ยังมีความทรงจำร่วมกับบิดาอยู่บ้าง แต่ข้านั้นกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ๆของตัวเองเลย ท่านปู่เคยเล่าว่าตอนเก็บข้าได้จากแม่น้ำ เขาอุ้มข้าขึ้นมา ช่วยทำให้ข้าสำลักน้ำออกมาไม่อย่างนั้นสมองข้าคงโดนน้ำจนพังไปั้แ่ตอนนั้น” กู้ฉางสุ่ยพูดเสียงเบา
“ไร้สาระ! หัวท่านดีจะตาย ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด!” เถียนฮวนพูดสวนทันควัน “ท่านฉลาดขนาดนี้เก่งขนาดนี้ คนทั้งบ้านตระกูลกู้รวมกันยังเทียบท่านไม่ได้เลย ตอนนี้พวกเขาระแวงท่านอยู่ก็เท่ากับวางกับดักให้ตัวเอง เดี๋ยวก็ต้องมาเสียใจทีหลัง!”
“อืม ท่านปู่ก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน”
กู้ฉางสุ่ยยิ้มออกมา น้ำเสียงร่าเริงขึ้นเล็กน้อย
“แม้ข้าจะจำอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ๆ ไม่ได้ แต่ข้าก็มีท่านปู่ ข้าพอใจยิ่งนัก!ตอนนั้นท่านปู่เป็คนอุ้มข้าขึ้นมาจากแม่น้ำด้วยตัวเอง เขารักข้ามากราวหลานแท้ๆ ท่านพ่อท่านแม่ซื้อของดีๆมาให้แต่น้องชายกับน้องสาว ข้าห้ามแตะต้อง ท่านปู่ก็แอบเก็บไว้ให้ข้ากินคนเดียว”
“ท่านตาของข้าก็เหมือนกัน แต่ก่อนตอนบ้านตระกูลเถียนยังไม่เกิดเื่ ท่านตาจะเอาของมากมายมาให้ข้าทุกครั้งที่มาเยี่ยมทว่าเมื่อตระกูลเถียนล่มสลาย ท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้เริ่มหวาดระแวงพวกเรา เมื่อท่านตาเห็นเข้าก็จะดุพวกเขาทุกทีปฏิบัติต่อลูกหลานอย่างเท่าเทียม ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคอยปกป้องดูแลอย่างใกล้ชิด ชีวิตข้ากับท่านแม่คงยิ่งลำบากกว่านี้”เถียนฮวนรีบพูดเสริม
เมื่อกล่าวถึงผู้าุโที่คอยอุ้มชูพวกตนมา ทั้งสองก็พบหัวข้อสนทนาร่วมกัน ต่างคนต่างพูดไม่ขาดปากยิ่งพูดก็ยิ่งพบว่าความรักของผู้เฒ่าทั้งสองที่มีต่อพวกเขานั้นช่างคล้ายกันนัก
ผู้เฒ่ากู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้เฒ่าถังสุขภาพย่ำแย่ ทั้งสองคนจึงรู้สึกโศกเศร้านัก
“เฮ้อ! ท่านปู่รักข้าอย่างสุดหัวใจจริงๆ ตอนมีชีวิตอยู่ก็คอยปกป้องข้าเสมอ พอใกล้สิ้นลมก็กลัวว่าพ่อแม่ข้าจะไม่หาภรรยาให้ข้าจึงแอบยัดของหมั้นใส่มือข้า บอกว่าให้ข้าไว้ทุกข์ครบสามปีก่อน แล้วค่อยไปขอบุตรสาวจากตระกูลถังท่านปู่ไม่เคยบอกเื่นี้กับพ่อแม่ข้าเลย เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยเสียงเศร้า
“จริงๆ แล้ว พ่อแม่ข้าก็ไม่ค่อยเต็มใจจะให้ข้าแต่งงานหรอก บุตรสาวของซิ่วไฉ พวกเขาอยากจะยกให้น้องชายแต่งมากกว่าแต่เจี๋ยเกอเอ๋อร์ยังเด็ก ยังไม่ถึงวัยสวมหมวก ซ้ำยังไม่เคยชอบสตรีใดในหมู่บ้าน เขายืนกรานว่าจะต้องแต่งกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่ให้จงได้สุดท้ายก็เลยยอมให้ข้าแต่งงาน ทว่าพวกเขาก็ไม่คิดจะจัดงานแต่งงานให้ข้าเหมือนคนอื่นข้ารู้ว่าพวกเขาเป็อย่างไร พวกเขาไม่คิดจะให้ข้าแต่งอยู่แล้ว แค่ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อบีบให้ตระกูลถังถอนหมั้นก็เท่านั้นใครจะคิดว่าข้ากลับได้แต่งงานกับเ้าแทน”
พอมาถึงตรงนี้ กู้ฉางสุ่ยก็ยิ้มน้อยๆ
“ดียิ่งนัก!” เขาวางคางบนไหล่นาง ถูเบาๆ สองสามที “ข้าเชื่อนะ ว่าเ้าคือคนที่ท่านปู่ตั้งใจเลือกไว้ให้ข้าแต่แรกท่านปู่ดีกับข้าจริงๆ”
[1] ไหมสูจิ่น ผ้าไหมชั้นดี มีลวดลายงดงาม