เจี้ยอู้สีหน้าเยือกเย็นราบเรียบ
รอยยิ้มบนหน้าเฉินจิ้งโหรวอันตรธานหายไปแทนที่ด้วยความตกตะลึงขีดสุด
เป็นไปได้อย่างไร? เฉินจิ้งเจียยังโชคดีสุขนิรันดร์ได้ แล้วไฉนตนถึงไม่ได้เล่า?
“แต่ข้าข้าเองก็เป็นคุณหนูแห่งจวนป๋อชางโหวเหมือนกันนะ”เฉินจิ้งโหรวเอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจเสียงแผ่วเบาแต่พระอาจารย์เจี้ยอู้กลับได้ยินอยู่ดี
เขาไม่เข้าใจเฉินจิ้งโหรวคิดอะไรอยู่กันแน่เหตุใดถึงคิดว่าขอเพียงเป็นคุณหนูจวนป๋อชางโหวแล้วต้องโชคดีตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?
ต่อให้เป็นองค์ชายทั้งหลายซึ่งเป็นดั่งโอรสแห่งมังกรท้ายที่สุดแล้วก็ต้องพบจุดจบเหมือนกันมิใช่หรือ?
แน่นอนคำพูดนี้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้คิดในใจเท่านั้น มิได้เอ่ยออกมาแต่อย่างใด
“คุณหนูรองพูดผิดแล้วมาตรแม้นท่านกับคุณหนูใหญ่จะเป็นคุณหนูจวนป๋อชางโหวเช่นกันทว่าถึงอย่างไรก็แตกต่างกันอยู่ดี บางเรื่องคุณหนูรองเองก็อย่าได้ยึดติดนักพึงระลึกไว้ว่าผู้รู้จักพอ ย่อมสุขเสมอ”
เขาค่อยๆพูดอย่างใจเย็นด้วยความประสงค์ดี หากแต่เมื่อเข้าหูเฉินจิ้งโหรวไปกลับมิใช่อย่างที่คิดไว้
เฉินจิ้งโหรวจ้องพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ด้วยความเกรี้ยวกราดเต็มประดา“ท่านบอกว่าข้ากับพี่หญิงแตกต่างกัน ก็แค่จะบอกว่าพี่หญิงเป็นลูกฮูหยินแต่ข้าเป็นลูกอนุ ท่านบอกว่าให้รู้จักพอแล้วจะสุขนั้นอันดับแรกจำต้องมีเพียงพอก่อน ถึงจะรู้จักพอและสุขได้มิใช่หรือเจ้าคะ?”
ความเข้าใจของนางนับว่าทำให้เฉินจิ้งเจียมองโลกได้เปิดกว้างขึ้นรู้จักพอถึงจะสุข ที่แท้ก็ตีความเช่นนี้เองหรือ?
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าชีวิตเจ้าในยามนี้ยังไม่พออีกหรือ?” เฉินจิ้งเจียเลิกคิ้วสายตาจับจ้องใบหน้าเฉินจิ้งโหรวตรงๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงคาดคั้นจากเฉินจิ้งเจียเฉินจิ้งโหรวถึงได้ยืนข้างๆ อย่างสงบเงียบยิ่งดันให้เฉินจิ้งเจียเป็นที่ประจักษ์ต่อฝูงชนยิ่งขึ้นว่าปกติแล้วเฉินจิ้งโหรวเป็นคนที่ทำได้แค่รับปากและต้องทำตามความเห็นของเฉินจิ้งเจียเท่านั้น
ในเมื่อนางคิดเสแสร้งเช่นนั้นก็ให้นางเสแสร้งให้พอ
เฉินจิ้งเจียคิดเช่นนั้นจากนั้นจึงเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็พอได้แล้วในเมื่อท่านพระอาจารย์ใหญ่ชี้แนะให้เจ้าแล้ว เจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ”
ให้นางกลับไปก่อน? เฉินจิ้งโหรวเงยหน้า มองพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้อย่างไม่จำยอมครู่หนึ่งก่อนเอ่ยด้วยความอ่อนโยน “พี่หญิง ท่านมิกลับไปพร้อมข้าหรือเจ้าคะ? ขอบคุณการต้อนรับนานเพียงนี้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เองก็ต้องการพักผ่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เรือนของเราหาได้ไปทางเดียวกันอยู่แล้วเจ้าจะกลับพร้อมข้าได้อย่างไร?” เฉินจิ้งเจียตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
เฉินจิ้งโหรวแทบฉีกทึ้งผ้าเช็ดหน้าในมือทิ้งนางค่อยๆ หันมองพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ที่อยู่ด้านข้าง “พระอาจารย์ใหญ่เจ้าคะยามบ่ายท่านยังต้องเทศนาธรรม อย่าเอาพิมเสนมาแลกเกลือกับพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ”
“มิเป็นไรคุณหนูรองมีธุระกลับก่อนได้เลย เกรงว่าคุณหนูใหญ่ยังมีธุระต้องไถ่ถามอาตมา”พระอาจารย์เจี้ยอู้ยังคงยิ้มตาหยี ราวกับว่าไม่มีเรื่องใดทำให้เขาโกรธกริ้วได้
คำก็ไล่สองคำก็ไล่นางหากเฉินจิ้งโหรวยังอยู่ต่อ ก็คงดูหน้าด้านไร้ยางอายยิ่งแน่
นางมองทั้งสองฝั่งซ้ายฝั่งขวาลอบพ่นลมฮึดฮัด ก่อนหันหลังจากไป
ครั้นเห็นนางจากไปเฉินจิ้งเจียจึงตรงเข้าไปคำนับพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ด้วยความเคารพ“ในเมื่อท่านเดาจิตนึกคิดข้าออก เช่นนั้นย่อมรู้ว่าเหตุใดข้าถึงยังยึดติดสภาพของเฉินจิ้งโหรวเองท่านก็ได้เห็นแล้ว ต่อให้ข้าไม่ยึดติดสองแม่ลูกนั่นก็ไม่มีทางปล่อยข้าไป”
เฉินจิ้งเจียเอ่ยจบจึงยั้งไปพักหนึ่งจากนั้นเงยหน้ามองไปยังพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านยังต้องการโน้มน้าวให้ข้าปล่อยวางอีกหรือ?”
สิ้นเสียงเฉินจิ้งเจียพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เองมิได้ปริปากตอบแต่อย่างใดบรรยากาศรอบด้านเงียบงันไปเนิ่นนาน
คอยกระทั่งก้านไม้ในมือพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เคาะลงบนระฆังปลาไม้เสียงก๊องก๊องของไม้กระทบจึงดังขึ้น
“เชิญคุณหนูใหญ่กลับไปก่อนเถิดจำไว้ว่าหลังช่วงเที่ยงต้องมาฟังอาตมาเทศนาด้วย” พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กล่าวหากแต่สายตากลับมิได้มองเฉินจิ้งเจียแม้แต่น้อย
เฉินจิ้งเจียเองหาได้โกรธเคืองแต่อย่างใดค่อยๆ คำนับให้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ จากนั้นจึงเร้นจากไป
“ท่านอาจารย์ที่คุณหนูเฉินถามท่านเมื่อครู่ ไฉนถึงไม่โน้มน้าวต่อหรือขอรับ?” ภิกษุชิงหมิงลูบศีรษะตัวเอง เห็นชัดๆว่าท่านอาจารย์อยากให้คุณหนูเฉินปลดปลงปล่อยวางให้ได้ไฉนท้ายสุดถึงไม่เอ่ยปากเสียได้?
พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้วางแท่งไม้ในมือเบนสายตาไปยังชิงหมิง “เพราะการบำเพ็ญของอาจารย์ยังไม่พอ”
เขาพูดพลางถอนหายใจ“ข้าพยายามฉุดช่วยนางแต่กลับไม่คาดคิดว่าความยึดติดของนางนั้นมีความหมายเช่นไรต่อตัวนางเองหากไม่เคยสัมผัสความเจ็บปวด ก็อย่าได้โน้มน้าวใครอื่นให้ปรับปรุงตัว ครานี้นับว่าคุณหนูเฉินให้บทเรียนข้าเพิ่มอีกหนึ่งแล้ว”
“เช่นนั้นคุณหนูเฉิน...”ชิงหมิงอยากถามอาจารย์ตัวเองอีกว่า จะยังโน้มน้าวใจเฉินจิ้งเจียอีกหรือไม่จะยังช่วยเฉินจิ้งเจียอยู่อีกหรือไม่
ทว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กลับเงยหน้ายกยิ้มดูใจดีให้ชิงหมิง “ชิงหมิง อย่ายึดติดเกินไป”
เมื่อได้ยินดังว่าชิงหมิงพลันสงวนสีหน้าไปทันใด จากนั้นก้มหัวโค้งคำนับคนตรงหน้าอย่างเคารพ “ขอรับท่านอาจารย์”
อยากแก้แค้นอยากทำให้จ้าวอี๋เหนียงได้รับโทษกรรมที่เคยก่ออย่างสาสมนี่คือความยึดติดของเฉินจิ้งเจีย นางวางไม่ได้และไม่ยอมปล่อยวาง
หากแต่การที่คิดจะช่วยนางให้ได้อยากให้นางได้ยืนบนวิถีแห่งพระพุทธนี่ก็เป็นความยึดติดของตัวพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เช่นกันมิใช่หรือ?
ครั้นนึกถึงตรงนี้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้จึงยิ้มอย่างปลดปลง มนุษย์นี้หนาท้ายที่สุดแล้วก็มีความยึดติด เมื่อพึงพอใจกับสภาวะยามนี้แล้วไหนเลยต้องขอให้พระคุ้มครองอยู่อีก
ยามเฉินจิ้งเจียเดินออกจากโถงตำหนักใหญ่ก็เห็นเผยฉางชิงยืนอยู่นอกประตู
นางตะลึงงันชั่วขณะ“พี่ฉางชิง? ไฉนท่านถึงมาอยู่ตรงนี้?”
“ข้าได้ยินจากสามเณรน้อยในวัดบอกว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้คุยกับเจ้าตามลำพัง ดังนั้นจึงมาดูลาดเลาเสียหน่อย”เผยฉางชิงตอบ สีหน้าราบเรียบไร้ซึ่งความผิดปกติ
เฉินจิ้งเจียเผยยิ้มออกทันใด“พี่ฉางชิงเป็นห่วงข้าหรือ?”
ประโยคนี้ทำเอาเผยฉางชิงที่ไม่ทันตั้งตัวหูแดงเถือกคงสงวนสีหน้าจวนไม่อยู่แล้ว
ขณะยังคิดไม่เรียบร้อยว่าควรตอบกลับเช่นไรเฉินอี้เหอที่อยู่ข้างๆ พลันหวงน้องขึ้นมาบ้างแล้ว “เจียเอ๋อร์วันนี้สายตาเจ้ามีแต่พี่ฉางชิงหรือไร แม้แต่ข้าที่เป็นพี่ชายยืนข้างๆตั้งเนิ่นนานยังมองไม่เห็น พี่เสียใจเหลือเกิน!”
ชั่วเวลานั้นเฉินจิ้งเจียถึงได้พบว่าบุคคลที่ยืนข้างเผยฉางชิงคือเฉินอี้เหอทำเอาเด็กสาวสะดุ้งโหยง ใช่สิ ไฉนนางเอาแต่มองเผยฉางชิงแต่กลับไม่เห็นคนข้างกายเขากันนะ?
“เจียเอ๋อร์รู้ดีว่าพี่ใหญ่รักข้าที่สุดแล้วพวกเราครอบครัวเดียวกัน มารู้สึกห่างเหินกันเช่นนี้คงไม่ดีใช่หรือไม่?” เฉินจิ้งเจียยิ้ม ท่าทางแสนน่ารักน่าชังแบบนี้สิถึงจะเข้ากับอายุนาง
ชั่วพริบตาประโยคดังกล่าวพลันชโลมใจเฉินอี้เหอทันใดเขาหันมองยักคิ้วใส่เผยฉางชิงทันที ดูเอาเถิดข้าต่างหากที่ได้รับการปฏิบัติอย่างครอบครัว ที่เจียเอ๋อร์เกรงใจเจ้านั้นก็เพราะเจ้าเป็นคนนอกอย่างไรเล่า!
ทว่าเผยฉางชิงกลับมิได้สนใจความเป็นศัตรูที่เฉินอี้เหอมีต่อเขากลับกลายเป็นว่าต้องขอบคุณเขาแทนที่ช่วยแก้สถานการณ์แทนเขา
มองเผยฉางชิงครู่หนึ่งจากนั้นมองเฉินอี้เหอ เฉินจิ้งเจียพอเดาได้คร่าวๆแล้วว่าเหตุใดทั้งสองถึงโผล่มาที่นี่
ความอบอุ่นมวลหนึ่งลามวาบไปทั้งขั้วหัวใจละลายความหนาวเหน็บในใจยามแรกไปจนหมดสิ้น