ลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 27 ไม่อาจประเมินต่ำ

            เขากับฉีเฉินเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กกระทั่งอาจารย์ก็ยังเป็นคนเดียวกันตามที่ฮ่องเต้จัดการให้แม้ว่าตั้งแต่เล็กจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูมิใช่พี่น้อง แต่จากการอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแล้วเขาจะไม่รู้นิสัยของอีกฝ่ายได้อย่างไรเขาแน่ใจว่าฉีเฉินไม่ใช่คนที่จะไปสถานที่อย่างชายแดนได้

            ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสที่อยู่ด้านข้างทนเห็นต่อไปไม่ได้ถอนหายใจแล้วกล่าวออกมาด้วยเสียงแหบพร่า"ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร จู่ๆองค์ชายรองก็ทรงเปลี่ยนนิสัย ขันอาสาไปชายแดนด้วยพระองค์เองทำให้ฝ่าบาททรงปีติยินดีอย่างยิ่งประกอบกับช่วงนี้พระองค์ทรงประทับอยู่แต่ในตำหนักฝ่าบาทย่อมเอนเอียงเข้าองค์ชายรองเป็นธรรมดา"

            ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสผู้นี้นับว่าเป็นผู้ติดตามฉีอินมาตั้งแต่ยังเยาว์ได้ฟังจากจากปากเขาเช่นนี้ ฉีอินยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดครุ่นคิดอย่างหนัก

            "ฉีเฉิน เจ้าคิดจริงๆหรือว่าทำให้เสด็จพ่อพอพระทัยได้แล้วตำแหน่งของข้าจะเปลี่ยนเป็นของเจ้า หึ!เกียรติยศของเจ้าในวันนี้ก็คือน้ำตาแห่งความเจ็บปวดในวันหน้ารัชทายาทเช่นข้าจะไม่ให้เจ้าได้อยู่เป็นสุขแน่" ฉีอินพูดอย่างเย็นชา

            ในเวลานั้นคนสนิทของฉีอินก็เดินเข้ามากระซิบข้างหูฉีอินเบาๆ"องค์รัชทายาท ช่วงนี้เฟิงไป๋อวี้มีสตรีหนึ่งคนคอยติดตามเขาอยู่จะให้สังหารทิ้งเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

            ฉีอินได้ยินดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้วก็ส่ายหน้า"เรื่องเฟิงไป๋อวี้ปล่อยไปก่อนตอนนี้เจ้าต้องช่วยข้าจับตามองฉีเฉินก่อน"

            "พ่ะย่ะค่ะ"

            บุรุษที่เข้ามารายงานในตอนแรกมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูงส่งแม้ฉีอินจะจงใจลดเสียงให้เบาลง เขากลับยังคงได้ยินทั้งหมดยกมุมปากขึ้นสีหน้าไม่เปลี่ยน ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง"องค์รัชทายาท บ่าวยังได้ยินมาว่าการเดินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยขององค์ชายรองมีความไม่โปร่งใสเรื่องที่เขายักยอกเงินผู้ประสบภัยผู้คนต่างรู้กันทั่วแต่เวลานี้องค์ชายรองเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งขององค์ฮ่องเต้จึงไม่มีใครกล้านำความขึ้นกราบทูล"

            "โอ๋?" ฉีอินเลิกคิ้วขึ้นหัวเราะเยือกเย็นในใจ เขาเองก็รู้ว่าคนอย่างฉีเฉินจะทำเรื่องที่ไร้ผลประโยชน์ให้ได้อย่างไรเกรงว่าจะโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองจากภัยพิบัติครั้งนี้เสียไม่ว่า

            ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสพยักหน้า กล่าวแทรกขึ้นมาว่า"ตอนนี้ข้างนอกลือกันหนาหู แต่ไม่มีใครกล้าทูลฝ่าบาทอีกทั้งองค์ชายรองมิใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆเหล่าเสนาบดีในเวลานี้ต่างรักตัวกลัวตาย ใครจะยอมเอาตัวไปเอี่ยวกับเรื่องนี้องค์รัชทายาทอย่าทรงตำหนิที่บ่าวแก่ๆ ผู้นี้ปากมากพระองค์อย่านำความเรื่องนี้ไปเอ่ยขึ้นต่อหน้าฝ่าบาทเลย"

            "หึ! ข้าต้องกลัวฉีเฉินด้วยหรือ?"

            “บ่าวมิได้มีหมายความเช่นนี้อย่างแน่นอนเพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อพระองค์หากใจร้อนแสวงหาความสำเร็จอาจให้ผลกลับตาลปัตร พระองค์ทรงเคยคิดไหมว่าเหตุใดเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจแต่กลับไม่บอกองค์ฮ่องเต้? พวกเขารู้ว่าตอนนี้องค์ชายรองกำลังเรืองอำนาจ หากเดินดุ่มๆ เข้าไปกราบทูลก็บอกไม่ได้ว่าฮ่องเต้จะทรงมีความคิดเห็นเช่นไร"แต่ละคำแต่ละประโยคของข้าหลวงต้นตำหนักล้วนหนักแน่นกล่าวออกมาจากใจ

            ถึงฉีอินจะไม่มีความรู้ความความสามารถก็รู้ได้ว่าข้าหลวงต้นตำหนักผู้นี้มีความตั้งใจดี แต่จะให้เขาปล่อยฉีเฉินให้หลงลำพองใจต่อไปไม่ว่าอย่างไรเขาก็ทนมองไม่ได้ เสียดายตอนนี้กลับอับจนหมดหนทางได้แต่กลัดกลุ้มในใจสุดท้ายฉีอินก็โบกมือไล่บรรดาบ่าวไพร่ทั้งหมดออกไปแล้วนั่งอมทุกข์อยู่เพียงคนเดียวในห้องโถงใหญ่

            บุรุษที่อยู่ในหลืบมุมมองฉีอินปราดหนึ่ง ดวงตาเจ้าเล่ห์ประกายวาบหลังออกจากห้องโถงก็มุ่งไปที่ประตูใหญ่หาข้ออ้างออกจากตำหนักแล้วตรงไปยังหอสุราขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในเมืองหนานสวินคอยอยู่ที่นั่นนานแล้ว

            "หวางเหย่ เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"บุรุษผู้นั้นกล่าวพลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

            หนานสวินหันศีรษะกลับไปมองบุรุษผู้นั้น แล้วพยักหน้า"ไม่จำเป็นต้องไปตำหนักรัชทายาทอีกต่อไปแค่คุ้มครองความปลอดภัยให้เฟิงไป๋อวี้ให้ดีก็พอ"

            หลังจากบุรุษผู้นั้นรับคำสั่งแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงหนานสวินยืนอยู่คนเดียวที่หน้าต่างทอดมองออกไปยังสถานที่ไกลออกไปในใจรู้สึกปลงอนิจจังจวินหวงเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจในการวางกลยุทธ์มากมายใช้วิธีเสี้ยมพี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันมาให้เกิดความบาดหมางที่น่าสงสารก็คือคนทั้งคู่ต้องเข้ามาอยู่บนกระดานหมากของนาง

            ตั้งแต่ต้นฉีอินก็จงเกลียดจงชังฉีเฉินที่สุดอยู่แล้วไม่คิดว่าขณะที่เขารับประทานอาหารกลางวันอยู่ ฉีเฉินจะมาหาถึงหน้าประตูตอนที่บ่าวรับใช้ไปแจ้งเรื่อง ฉีอินปัดจานชามแตกกระจาย แค่นเสียงหึ!ออกด้วยความไม่พอใจ "เขายังคิดจะเข้ามาในตำหนักรัชทายาทอีกหรือ? ให้เขายืนคอยข้างนอกไปเถอะ!"

            บ่าวรับใช้ได้แต่ถอยออกไป แล้วกล่าวกับฉีเฉินอย่างหวาดผวา"องค์รัชทายาทไม่สะดวกรับแขกในตอนนี้ทรงให้หวางเหย่คอยอยู่ที่นี่สักครู่"

            ฉีเฉินจะไม่รู้ความคิดในใจของฉีอินได้อย่างไรกันเล่าแต่ก็พยักหน้าและยืนคอยอยู่ที่นั่นจริงๆแสงอาทิตย์ที่อยู่เหนือศีรษะแรงกล้าเสียดแทงนัยน์ตาแม้คนสนิทของเขาจะกางร่มให้ก็ไม่สามารถหลีกเร้นความร้อนแรงแห่งแสงตะวันไปได้เลยหยาดเหงื่อชุ่มโชกแผ่นหลัง แต่เขากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

            เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ฉีอินถึงเดินทอดน่องออกมาจากด้านในสายตามองเหยียดลงมาที่ฉีเฉิน ในใจระเบิดเสียงหัวเราะเย็นชา แต่ใบหน้ากลับไม่เผยความรู้สึกแม้เพียงครึ่งส่วนเขาเดินลงมาด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม "ให้น้องรองคอยนานแล้ว"

            "มิใช่เรื่องใหญ่พ่ะย่ะค่ะ" ฉีเฉินพูดพลางยิ้มหัวราวกับว่าไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ

            "ไม่ทราบว่าน้องรองมาหาข้า มีธุระอันใด?" ฉีเฉินกล่าวถามยืนเอามือไพล่หลังท่าทางมึนตึงอยู่ที่ประตูไม่มีทีท่าว่าจะให้ฉีเฉินเข้ามาในตำหนักสักนิด

            ฉีเฉินมุมปากกระตุก หายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งข่มกลั้นความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้แล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ถูกกักบริเวณมานาน วันนี้ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระตามหลักแล้วน้องชายก็สมควรมาเยี่ยม"

            "ใครๆ ก็พูดว่าช่วงนี้น้องรองมีงานรัดตัวไม่คิดว่ายังมีเวลาจะมาสอดส่องตำหนักรัชทายาทของข้าด้วย หากมีผู้หวังดีมาเห็นเข้ายังไม่แน่ว่าภายนอกจะเอาไปโจษจันว่าอย่างไร น้องรองเก็บน้ำใจเอาไว้ให้ดีๆ ว่างๆก็อ่านตำราให้มากๆ ดีกว่าฝันเฟื่องถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงได้เจ้าว่าข้ากล่าวถูกหรือไม่?" ฉีอินมองไปที่ฉีเฉินกล่าวด้วยวาจาเรียบเฉย แต่ทุกถ้อยคำล้วนทิ่มแทงจิตใจ

            ฉีเฉินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือเขาขบกรามสงบใจอยู่ชั่วครู่ถึงค่อยกล่าวออกมา "พี่ใหญ่สอนสั่งได้ถูกต้องน้องชายจะต้องจดจำไว้ใส่ใจ"

            ในที่สุดฉีเฉินก็รู้สึกว่าตนเองคงยืนให้ฉีอินฉีกหน้าอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจึงตั้งใจจะลากลับแต่บังเอิญเดินชนกับคนที่ออกจากวังมาพอดี

            "โอ… ที่แท้องค์ชายทั้งสองพระองค์ก็อยู่ที่นี่องค์ชายรองให้บ่าวหาอยู่ตั้งนาน" ขันทีกล่าวขึ้นเสียงดังกังวานท่าทางอ่อนน้อมประจบเอาใจ

            ฉีเฉินขมวดคิ้วถามขึ้นอย่างสงสัย "ไม่ทราบว่าตามหาข้าด้วยเรื่องอันใด?"

            "วันนี้เป็นวันสิ้นสุดการกักบริเวณรัชทายาทมิใช่หรือ? องค์ฮ่องเต้ให้บ่าวมาเชิญองค์ชายทั้งสองเข้าวังไปร่วมดื่มชาพ่ะย่ะค่ะ"

            ฉีเฉินพยักหน้าแล้วหันไปหาฉีอิน "พี่ใหญ่เช่นนั้นพวกเราก็รีบเข้าวังด้วยกันเถอะ"

            ขันทีย่อมมีสายตาที่รู้จักสังเกต แม้จะรู้ว่าตอนนี้ฉีเฉินเรืองอำนาจแต่ก็รู้ว่าตราบใดที่ฮ่องเต้มิได้เปลี่ยนตัวรัชทายาท ฉีอินก็ยังคงเป็นรัชทายาทอยู่วันหนึ่งวันใดหากฉีอินขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตนเองก็ยังต้องพึ่งพาเขาคิดแล้วก็เดินเข้าไปยิ้มประจบเอาใจ "องค์รัชทายาททรงต้องการตระเตรียมสิ่งใดหรือไม่?

            ฉีอินก่นด่าขันทีว่าเสแสร้งอยู่ในใจแล้วแค่นเสียงเย็นสะบัดแขนเสื้อเดินไปทันที ขันทีหน้ามุ่ยได้แต่เดินตามหลังต้อยๆ         

            ฉีเฉินหัวเราะเยือกเย็นในใจรู้สึกขันที่ฉีอินถูกลงโทษกักบริเวณมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังวางตัวยโสโอหังถึงขนาดนี้ซ้ำยังสำคัญตนว่าสูงส่งวางท่าอวดเบ่งอยู่อีก

            เวลานี้เพียงแค่เขาจินตนาการถึงท่าทางของฉีอินตอนที่ร่วงลงมาจากบัลลังก์มังกรคิดถึงสีหน้าที่สิ้นหวังของฉีอินเอาไว้ล่วงหน้าในใจก็มีความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก เขาแทบอยากจะลากฉีอินลงมาเสียเดี๋ยวนี้แล้วเหยียบย่ำให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน  

            เมื่อมาถึงในวังหลวง ฮ่องเต้กับฉีอวิ๋นกำลังชมงิ้วอยู่ในโรงละครขันทีนำทางพวกเขาเข้าไป

            ตามหลักการในขณะที่ฉีอินถูกกักบริเวณ ฉีเฉินก็นับว่าใหญ่สุดที่นี่ดังนั้นจะต้องเป็นเขาที่นั่งด้านข้างองค์ฮ่องเต้ ครั้งนี้เขาจึงตรงเข้าไปนั่งข้างฮ่องเต้ฉีอินเห็นเข้าก็เอ่ยวาจาเสียดสี "น้องรองจะนั่งในตำแหน่งของข้าเช่นนั้นหรือ?"

            เขากล่าวเช่นนี้ฉีเฉินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ฉีอินออกมาจากตำหนักรัชทายาทแล้วจึงรีบลุกขึ้นยืนกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่งฉีอวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านข้างยกถ้วยชาขึ้นมาจิบบังริมฝีปากไว้สายตาคอยมองอยู่อย่างเย็นชา

            ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนงทอดพระเนตรไปที่ฉีอินจากนั้นก็ผินพระพักตร์มาที่ฉีเฉินสายพระเนตรที่ทรงมองมาทำให้ฉีเฉินรู้สึกขนลุกเกรียว หลังจากใคร่ครวญถ้วนถี่แล้วฉีเฉินก็คุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้ "ขอเสด็จพ่อโปรดอภัยโทษลูกมิได้เจตนาจะล่วงเกินพี่ใหญ่..."

            “เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องพูดมาก ทุกอย่างเรารู้อยู่แก่ใจ ลุกขึ้นมาเถอะ"หลังจากฮ่องเต้ตรัสเสร็จแล้ว ก็ผินพระพักตร์ไปที่ฉีอินทรงถอนพระปัสสาสะและตรัสออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวัง "อินเอ๋อร์ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เจ้ายังไม่ได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวและมารยาททางสังคมเลย เฮ้อ...เราควรจะจัดการกับเจ้าอย่างไรดี"

            ฉีอินเพิ่งจะรู้ตัว ในใจกระจ่างชัดว่าฉีเฉินเป็นต่อตนเองหนึ่งก้าวได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ แต่ใบหน้ากลับแสดงว่ารู้สึกผิด หลุบตาลงมองฉีเฉิน"ข้าแค่ใจร้อนไปชั่วขณะ ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้น้องรองอึดอัดใจ"

            "พี่ใหญ่กังวลไปแล้ว" ฉีเฉินกล่าวจบก็นั่งลงข้างฉีอวิ๋นและสละที่นั่งข้างฮ่องเต้ให้แก่ฉีอินฉีอินคิดว่าที่นั่งตรงนี้เดิมทีก็เป็นของตนอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกเกรงใจเชิดหน้านั่งลงด้วยท่าทางหยิ่งทะนง

            ฉีอวิ๋นวางถ้วยชาในมือลงแล้วมองไปฉีเฉินที่อยู่ข้างๆในใจมีความคิดหลากหลายแต่ในที่สุดก็ทำตัวเหมือนคนนอกที่คอยมองดูทุกคนในที่แห่งนั้น

            เมื่อครู่ตอนที่ฉีเฉินและฉีอินยังมาไม่ถึง ฮ่องเต้ทรงเรียกขุนนางผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ฉีอวิ๋นอยากจะรู้ว่าเรื่องอะไร แต่สุดท้ายฮ่องเต้ก็ไม่ได้กล่าวถึงแต่พระองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับฉีเฉินไม่น้อย

            ทรงรู้สึกว่าพระองค์เองผิดต่อฉีเฉินทรงคิดว่าฉีเฉินมีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญมีความสง่างามพรั่งพร้อมในทุกด้าน ทั้งหมดล้วนบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าฮ่องเต้ทรงเห็นความสำคัญของฉีเฉินเพียงใดสิ่งนี้ทำให้ฉีอวิ๋นอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ แต่ก็คิดว่าคนที่ฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้าคงจะเป็นขุนนางคนสนิทของฉีเฉินเพียงแต่เขาไม่มีทางได้รู้อะไรเลย

            จนกระทั่งเพลงจบ ฮ่องเต้ทรงรั้งฉีเฉินให้อยู่ต่อกับพระองค์เพียงลำพังในระหว่างที่ชมงิ้วก็มิได้ถามไถ่พูดคุยกับฉีอินที่เพิ่งจะออกมาจากการถูกกักบริเวณแม้แต่ประโยคเดียวทำให้ฉีอินยิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

            ระหว่างทางที่ออกไป ฉีอวิ๋นเดินรั้งท้ายอย่างช้าๆท่วงท่าของเขาสงบนิ่งสง่างาม กลับกันกับฉีอินที่เดินอยู่ข้างหน้าความรู้สึกขุ่นเคืองใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในที่สุดก็วิ่งไประบายกับดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่เต็มอุทยาน

            ฉีอวิ๋นเห็นบุปผาแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายอยู่เต็มพื้นแล้วก็ถอนใจเดินไปยืนอยู่หน้าฉีอิน "ความอัดอั้นตันใจของพี่ใหญ่ไยต้องไปลงกับดอกไม้ใบหญ้าที่มิได้เกี่ยวข้องอันใดด้วยเล่าตอนนี้น้องชายก็ว่างอยู่ หากพี่ใหญ่ไม่มีกิจธุระอันใดน้องชายขอเชิญพี่ใหญ่ดื่มสุราด้วยกันเป็นอย่างไร?”

            ฉีอินหันมองไปที่ฉีอวิ๋น สูดลมหายใจลึกๆเฮือกหนึ่งให้เพื่อระงับโทสะที่อยู่ในใจ "ข้ายังมีธุระที่ตำหนักเชิญน้องสามตามสบายเถอะ" กล่าวจบก็เดินลิ่วๆ ไปทันที

            ฉีอวิ๋นมองดูเงาหลังฉีอินที่ค่อยๆ ห่างออกไปคิดใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็ออกจากวังไป และตรงไปยังสถานที่ที่นัดหมายกับจวินหวง

            ในขณะที่เดินอยู่ยิ่งคิดถึงเฟิงไป๋อวี้ ในใจกลับยิ่งรู้สึกว้าวุ่นสับสนอาจจะเป็นเพราะว่าดวงตาของเฟิงไป๋อวี้มีลักษณะคล้ายกับจวินหวงที่เขาเคยเจอหรืออาจเป็นเพราะว่าเฟิงไป๋อวี้มีบุคลิกสง่างามเช่นจิวยี่[1] ทำให้เขารู้สึกอยากจะเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

            ตอนที่เขาไปถึงสถานที่นัดหมาย จวินหวงได้รออยู่นานแล้ว

            "รอนานแล้วหรือ?" ฉีอวิ๋นมาหยุดยืนอยู่ข้างจวินหวงเอาแต่มองดวงตาของจวินหวงเหมือนเคย

            "มาคุยเข้าเรื่องกันเถอะ" จวินหวงไม่พูดอะไรมากมุ่งเข้าประเด็นโดยตรง "หลายวันก่อนข้าให้คนส่งจดหมายให้เจ้าได้อ่านแล้วหรือไม่?"

     

     

     

             

    ..................................................................................................................

            [1] จิวยี่ หรือ โจวอวี๋ มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่องและเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง เป็นชาวเมืองลู่เจียนซู เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า ‘กงจิน’ ลักษณะเป็นบุรุษรูปงาม หน้าขาวเมื่อวัยเด็กได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉาน ทั้งการทหารและศิลปะแขนงต่างๆ