“บุตรสาวอกตัญญู คารวะท่านพ่อ”
“รีบลุกขึ้นเถอะ รีบลุกขึ้น...”
กู้หยวนเผยั์ตาแดงก่ำ เอ่ยเสียงสั่นให้กู้หวาจิงรีบลุกขึ้นมาให้เขาพินิจดูใกล้ๆ
บุตรสาวที่เขาคอยประคบประหงมอยู่กลางฝ่ามือมานานหลายปีบัดนี้ถูกคนรังแกใต้จมูกของเขา กู้หยวนเผยตำหนิตนเองตลอดทั้งคืนจนไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย
แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าหากไม่เข้าไปก้าวก่าย ชีวิตของกู้หวาจิงจะค่อยๆ ดีขึ้น ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าตระกูลไป๋จะเป็หมาป่าจองหอง พวกมันมีสิทธิอะไรมาทำตัวโอหังอวดดี มีสิทธิอะไรมาดูแคลนจิงจิง!
กู้หวาจิงรีบร้อนลุกขึ้นตามคำพูดของกู้หยวนเผย นางรีบลุกเกินไปจนทำให้ร่างกายเซ สร้างความตื่นใให้แก่เขา
“จิงจิงเป็อะไรหรือไม่ หมอมาตรวจดูแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยัง...เหตุใดยังเป็เช่นนี้...”
“นายท่านผู้เฒ่า ท่านหมอมาตรวจดูอาการของคุณหนูแล้วเ้าค่ะ สุขภาพของคุณหนู...เนื่องจากเจ็บป่วยมาเป็เวลานาน เกรงว่าต้องใช้เวลารักษาสักพัก...”
เถียนหมอมอรายงานออกไปด้วยความสัตย์จริง ที่นางกล่าวเป็เื่จริงทั้งหมด ท่านหมอได้เอ่ยไว้เช่นนั้น
อย่างไรเสียกู้หวาจิงกลับพอใจในเรือนร่างนี้ หากบำรุงอีกสักหน่อยก็จะดีมากแล้ว
เรือนร่างได้สัดส่วน ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอม ที่หายากก็คือหลังจากอาการเจ็บป่วยดีขึ้น กู้หวาจิงก็พบว่าร่างกายนี้ไม่ได้ผอมจนดูน่ากลัว อีกทั้งยังแข็งแรง เป็สิ่งที่ยากมากกว่าจะได้มา
ทว่าเถียนหมอมอและคนอื่นๆ ในตระกูลกู้ ก็ยังบอกว่านางซูบผอมถึงขั้นกลายเป็โครงกระดูก ถ้าเป็เช่นนั้นก่อนหน้าที่นางจะแต่งงานออกเรือนไปนางจะอุดมสมบูรณ์ขนาดไหนกัน
เมื่อกู้หยวนเผยได้ยินคำพูดของเถียนหมอมอ ใบหน้าก็ปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าอาดูร ทว่าเขากลัวกู้หวาจิงจะสังเกตเห็นความเศร้าสร้อยนี้ จึงพยายามอย่างมากที่จะปิดซ่อนเอาไว้
กู้หวาจิงหันไปทำความเคารพพี่ชายทั้งสามคนและพี่สะใภ้ทั้งสอง
นายท่านใหญ่กู้หวาเหล่ยและสะใภ้ใหญ่ฉินหว่านฮุ่ย นายท่านรองกู้หวาเซวียนและสะใภ้รองหยางจยาเหยา ในอ้อมแขนของสะใภ้รองยังมีทารกอีกหนึ่งคน และสุดท้ายนายท่านสามกู้หวาหราน ที่มองแล้วดูมีท่าทีเป็นักปราชญ์ผู้หนึ่ง...
“น้องหญิงไม่ต้องมากพิธี ล้วนเป็คนในครอบครัวทั้งนั้น อย่าทำตนห่างเหินเลย”
หยางจยาเหยาเห็นกู้หวาจิงคำนับก็ยิ้มออกมาแล้วรีบบอกให้อีกฝ่ายยืนขึ้น ตัวนางอุ้มทารกน้อยก้าวเข้าหาอีกฝ่ายสองก้าว และกล่าวปนหัวเราะ
“ตอนที่ข้าแต่งเข้ามาน้องหญิงก็ออกเรือนไปเสียแล้ว ได้ยินเพียงว่าน้องหญิงหน้าตาสะสวยและเฉลียวฉลาด ชื่อเสียงเลื่องลือว่าปัญญาเฉียบแหลม วันนี้ได้เจอกันจึงรู้ว่าเป็ไปตามที่นายท่านรองเอ่ยไว้มิมีผิด เป็ผู้ที่เปรียบดั่งหยกจริงๆ”
“...” กู้หวาจิงเมื่อได้ยินก็ได้แต่อมยิ้มเหนียมอาย คนสมัยก่อนไม่ได้พูดแล้วมีความหมายอื่นแฝงอยู่หรอกหรือ ทำไมถึงไม่ชมเชยแค่พอประมาณ
“เอาล่ะ ทุกคนนั่งลงเถอะ จยาเหยาพูดถูกแล้ว ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ั้แ่นี้ต่อไป จักต้องรักใคร่กลมเกลียวกันเข้าไว้ให้มาก”
เมื่อนายท่านผู้เฒ่ากู้เอ่ยจบ ดวงตาของกู้หวาจิงก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของสะใภ้ใหญ่ เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด นางเห็นอาการแข็งค้างเล็กน้อยแวบหนึ่งในดวงหน้านั้น
...
“จิงจิง เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป”
ในวันนี้กู้หยวนเผยนอกจากจะเรียกให้กู้หวาจิงมาเพื่อพบปะกับคนในครอบครัวแล้ว ยังเพื่อฟังความคิดเห็นของนางอีกด้วย
ถึงอย่างไรเสียคนก็ถูกพามาจากตระกูลไป๋แล้ว เื่ที่ต้องจัดการในภายหลังก็ควรจะวางแผนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
“พ่อได้เขียนคำฟ้องร้องเอาไว้แล้ว เพียงแต่อย่างไรก็ต้องถามความเห็นของเ้าก่อน หากการออกมาในครั้งนี้ของเ้าเป็แค่อารมณ์ชั่ววูบ พวกเราก็จะสั่งสอนพวกตระกูลไป๋ให้ แต่หากเ้า้าออกจากตระกูลไป๋จริงๆ...พวกเราก็มีวิธีอื่นที่จะจัดการ”
กู้หวาจิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าตระกูลกู้จะให้อิสระในการแสดงความคิดเห็นขนาดนี้ เื่แบบนี้สามารถปล่อยให้นางตัดสินใจด้วยตัวเองได้งั้นหรือ
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดกู้หวาจิงจึงมีนิสัยที่ดึงดันไม่ยอมฟังใครจนเคยชิน ทั้งยังไร้เหตุผล
กู้หวาจิงยืนขึ้น นางดึงดันที่จะคุกเข่าลงต่อหน้ากู้หยวนเผยอีกครั้ง
“ท่านพ่อ บุตรสาวอกตัญญู อายุอานามถึงเพียงนี้แล้วยังทำให้ท่านพ่อต้องเป็ทุกข์ในเื่ของข้า...ตลอดสามปีมานี้ ไม่มีวันใดเลยที่ลูกไม่เสียใจ เดิมทีหากยอมฟังความเห็นของท่านพ่อและพี่ๆ สักนิด ก็คงไม่เป็เช่นนี้...”
กู้หวาจิงพาตัวเองเข้ามาพัวพันในเื่นี้แล้ว นางไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เ้าของร่างเดิมนี้ทำลงไปได้
“เดิมทีลูกคิดว่าเส้นทางนี้ตนเป็คนเลือกเอง จึงอดทนเดินต่อไป แต่กลับไม่คิดว่า...ตระกูลไป๋จะไม่มีที่ให้ลูกมีชีวิตอยู่...”
“ยามนี้ลูกเข้าใจกระจ่างแล้ว ชีวิตของข้าท่านพ่อกับท่านแม่เป็ผู้ให้มา ในร่างของข้ามีโลหิตของตระกูลกู้ไหลอยู่ แล้วตระกูลไป๋มีสิทธิอะไรถึงมาเหยียบย่ำข้าเช่นนี้!”
กู้หวาจิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ั์ตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว
“ลูก้าออกจากตระกูลไป๋ แม้ว่าจะต้องอยู่เดียวดายไปชั่วชีวิต จากนี้ไปลูกก็จะใช้ชีวิตให้ดี จะไม่มีทางให้ชื่อเสียงของตระกูลกู้มัวหมอง”
“ดี!”
กู้หยวนเผยตบโต๊ะไม้ประดู่ขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้าง จานและถ้วยที่อยู่้าโต๊ะสั่นน้อยๆ
“นี่สิถึงจะเป็บุตรสาวของตระกูลกู้! แต่ก่อนนั้นเ้ายังเล็ก อาจไม่เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ พ่อเองก็ผิด เฝ้าคิดแต่ว่าตระกูลไป๋จะยอมรับเ้าในไม่ช้า เป็เพราะความเขลาของข้า ทำให้เ้าต้องกล้ำกลืนความทุกข์ทรมานมากมายเช่นนี้...”
กู้หวาจิงรีบสั่นศีรษะ ทั้งหมดเป็เพราะไป๋หลิงเทียนที่ต้องทำให้นางลำบาก คนผู้นั้นแม้ไม่เคยเจอกัน แต่เป็ที่แน่นอนว่าเป็บุคคลที่ก่อให้เกิดความหายนะนี้มิใช่หรือ มิฉะนั้นแล้วจะล่อลวงจนเ้าของร่างเดิมหลงใหลราวกับคนไร้สติเช่นนั้นได้อย่างไร
เมื่อหยางจยาเหยาเห็นดังนี้ นางจึงส่งทารกน้อยในมือให้แก่แม่นมที่อยู่ข้างกาย เดินมายังกู้หวาจิงช้าๆ และช่วยประคองอีกฝ่ายลุกขึ้นมา
“วาจาที่น้องหญิงกล่าวมานั้น เ้าเป็บุตรสาวตระกูลกู้ของพวกเรา จะกล่าวว่า ‘อยู่เดียวดายชั่วชีวิต’ เช่นนั้นได้อย่างไร เ้าวางใจเถิด ครอบครัวของเรามีนายท่านใหญ่ฝีมือเก่งกาจเป็ที่สุด นายท่านรองและนายท่านสามก็ให้ความสำคัญกับความรักและความชอบธรรม คงไม่ปล่อยให้น้องหญิงได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็ธรรมแน่นอน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ภรรยาของหวาเซวียนพูดถูกแล้ว หวาเหล่ย หลังจากพ่อไม่อยู่แล้ว เ้าจะยังปกป้องดูแลน้องสาวของเ้าคนนี้ใช่หรือไม่”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9