แม้จะมิเข้าใจว่าเหตุใดท่านหมอเฉียนจึงมีท่าทีเช่นนั้นซูอี้หว่านก็ยังคงตอบไปว่า "ของสิ่งนี้ข้าได้มาโดยบังเอิญเมื่อนานมาแล้ว"
นางย่อมมิอยากกล่าวคำเท็จแต่หากกล่าวความจริง เกรงว่าคงจะทำให้ท่านหมอเฉียนตกใจมิใช่น้อย
อีกทั้งเรื่องราวฐานะของครอบครัวพวกนางเป็นสิ่งที่มิอาจเปิดเผยได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นเกรงว่าจักนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต!
"ได้มาโดยบังเอิญ?"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ท่านหมอเฉียนค่อนข้างผิดหวัง แต่ก็ยังคงอดมิได้ที่จะถามย้ำอีกครา"แล้วสิ่งนี้ เจ้าได้มาจากที่ใดสามารถบอกสถานที่แก่ข้าได้หรือไม่?"
ดูเหมือนซูอี้หว่านจะไม่เข้าใจอารมณ์ที่ปั่นป่วนของท่านหมอเฉียนนักหลังจากคิดใคร่ครวญแล้ว ก็ยังคงแต่งเรื่องส่งเดชไปว่า"น่าจะเป็นตอนหลบหนีภัยพิบัติ สถานที่ใดกันแน่ ข้าก็ลืมไปแล้ว"
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าหญิงสาวเมื่อสบสายตาท่านหมอเฉียนที่ฉายแววผิดหวังจึงคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงต้องการมีดผ่าตัดและคีมคีบพวกนั้น เมื่อคิดใคร่ครวญแล้วนางจึงเอ่ยขึ้น "ข้ามีสองชุด หากท่านชอบถึงเพียงนี้ข้าขอมอบให้ท่านชุดหนึ่งก็แล้วกันเจ้าค่ะ"
กล่าวพลางก็ส่งมีดเล่มนั้นให้
ท่านหมอเฉียนไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใจกว้างถึงเพียงนี้หลังจากชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก็ยื่นมือไปรับมีดมาเมื่อพิจารณาคีมหนีบและมีดเล่มนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกคราดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย ครู่ต่อมาก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย"เฮ้อ… น่าเสียดาย… น่าเสียดายยิ่งนัก…"
ซูอี้หว่านถูกท่าทีเช่นนี้ของเขาทำให้งุนงงก็ไม่อาจข่มความสงสัยไว้ได้ จึงถามว่า "เหตุใดท่านจึงถอนหายใจเล่าหรือว่า มิชอบหรือเจ้าคะ?"
"เฮ้อ…"
ท่านหมอเฉียนส่ายหน้า"ข้าเพียงแต่คิดว่า น่าเสียดายที่หนูหว่านหว่านลืมไปแล้วว่าพบสิ่งนี้จากที่ใด หากโลหะชนิดนี้สามารถนำไปสร้างเป็นอาวุธได้พลังของกองทัพแคว้นเยว่ของพวกเราจักต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมากคงมิต้องสูญเสียทหารหาญไปมากมาย เมื่อแว่นแคว้นใกล้เคียงรุกราน…"
แคว้นเยว่ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่ามีภัยพิบัติทั้งภายในและภายนอก มิรู้ว่าภายหน้าจักเป็นเช่นไร
เมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ในขณะนี้ยังคงสงบสุขชาวบ้านถือได้ว่าอยู่อาศัยอย่างสงบสุขและมีความเจริญรุ่งเรืองทว่าคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวขึ้นภายใต้ความสงบสุขนี้ ก็เป็นสิ่งที่มิอาจละเลยได้เขามิได้สงสัยเลยว่า ในวันหนึ่งความสงบสุขนี้จักต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน
ถึงเวลานั้นเกรงว่าทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงจะตกอยู่ในความโกลาหลชาวเมืองอวิ๋นเฉิงอาจต้องเหมือนกับผู้คนในที่อื่นๆ พลัดพรากจากถิ่นฐานไร้ที่อยู่อาศัย
ท่านหมอเฉียนรำพึงอย่างหดหู่"ไม่ว่ารุ่งโรจน์หรือล่มสลาย ผู้ที่ทุกข์ทนก็คือราษฎร"
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาซูอี้หว่านย่อมเข้าใจความคิดของเขาดี จึงมิอาจข่มความประหลาดใจไว้ได้นางมิคาดคิดว่าท่านหมอเฉียนจะห่วงใยประเทศชาติและประชาชนถึงเพียงนี้ไม่อาจข่มความรู้สึกซาบซึ้งไว้ได้
สถานการณ์ของเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้นางเองก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แล้วอย่างไรเล่า นางก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่อาจเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติบ้านเมืองจะช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากห้วงทุกข์ได้อย่างไร?
ด้วยมิติในมือทำให้ครอบครัวของพวกนางได้เปรียบกว่าใครๆแต่หลังจากผ่านพ้นความยากลำบากในช่วงวันสิ้นโลกมาหลายปีซูอี้หว่านปรารถนาเพียงชีวิตอันสงบสุขนางไม่ปรารถนาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งอื่นใดอีกแล้ว
ถึงแม้ในตอนนี้จะบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับจวิ้นอันแล้วก็ตามแต่ในส่วนลึกของจิตใจ ซูอี้หว่านกลับไม่ได้เต็มใจนักแต่เมื่อมารดาและพี่ชายเห็นชอบ นางจึงจำต้องคล้อยตาม
ใช่ว่านางจะไม่เข้าใจถึงสัจธรรมที่ว่า'เมื่อรังพังพินาศ ไข่ย่อมมิอาจสมบูรณ์' ทว่านางกลับคิดว่าย่อมมีผู้เหมาะสมรับภาระนี้ไปเองซึ่งคงไม่ใช่นาง…
พอคิดได้ดังนั้นซูอี้หว่านก็ส่ายหน้าอย่างสมเพชตัวเอง เห็นท่านหมอเฉียนยังคงเศร้าหมองซูอี้หว่านจึงอดไม่ได้ที่จะปลอบโยน "ท่านอย่าได้กังวลไปเลยแคว้นเยว่มากด้วยปัญญาชน สักวันอาจมีผู้กล้าหาญที่สามารถกอบกู้สถานการณ์และนำพาแคว้นเยว่ให้รุ่งเรือง”
เมื่อคิดถึงข่าวลือต่างๆที่เคยได้ยินมา นางก็อดมิได้ที่จะกล่าวเสริมอีกครา "มิใช่ว่ากล่าวกันว่าท่านอ๋องอันผู้นั้นทรงอำนาจยิ่งมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ พลังรบสูงส่งเป็นเลิศหรอกหรือ?"
"บางทีเขาอาจจะยังมิได้สิ้นพระชนม์แอบซ่อนตัวรอคอยโอกาสที่จะลงมือก็เป็นได้"
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นอันที่จริงคำพูดนี้ ตัวนางเองก็มิค่อยเชื่อนัก
ในตอนแรกซูอี้หว่านเคยมีความสงสัยอย่างแท้จริงนางถึงขั้นเคยคิดว่าจวิ้นอันที่แท้จริงแล้วก็คืออ๋องอันทว่าหลังจากที่ได้ลองหยั่งเชิงไปหลายครา กลับรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้นางทำได้เพียงคิดว่าตนเองคิดมากเกินไปท้ายที่สุดแล้วอ๋องอันผู้นั้นก็เป็นบุคคลที่เก่งกาจเป็นเลิศดั่งคำเล่าลือบุคคลที่อยู่สูงส่งถึงเพียงนี้ คงมิบังเอิญได้พบกับครอบครัวของพวกนางเป็นแน่
อีกทั้งในคราแรกที่ได้พบกับจวิ้นอันเขาอยู่ในสภาพของยาจกอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีซูอี้หว่านเพียงแต่กล่าวปลอบประโลมตามมารยาททว่าเมื่อท่านหมอเฉียนได้ยิน สีหน้าบนใบหน้าก็ดีขึ้นในทันใดในดวงตาก็หวนคืนมาซึ่งความหวัง
ถูกต้องแล้วตราบที่ท่านอ๋องอันยังคงอยู่ แคว้นเยว่ย่อมไม่ล่มสลายประชาชนจะไม่ต้องเผชิญความยากลำบาก สักวันหนึ่งแคว้นเยว่จะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหล่าราษฎรที่ต้องจากบ้านเกิดไปสักวันหนึ่งจะได้กลับคืนสู่แผ่นดิน กลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม
แม้สังขารของเขาจะร่วงโรยจนไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้มากนักแต่ตราบใดที่ท่านอ๋องต้องการเขา แม้จักต้องลุยไฟ เขาก็มิอาจปฏิเสธ
เมื่อคิดใคร่ครวญได้เช่นนี้ท่านหมอเฉียนก็ค่อยๆ ถอนหายใจ พลางส่ายหน้าน้อยๆ "หนูหว่านหว่าน เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ทุกสิ่งจะต้องผ่านพ้นไปได้"
เมื่อฉุกคิดได้ว่าตนเองพาเรื่องราวออกนอกประเด็นท่านหมอเฉียนจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปมองบุรุษที่ยังคงหมดสติอยู่
สายตาหยุดอยู่ที่รอยแผลเป็นอันน่าสยดสยองเขาค่อยๆ สูดลมหายใจเย็นเยียบ น้ำเสียงเจือไปด้วยความเกรงกลัว"คนผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่งนักสามารถอดทนมาได้ถึงเพียงนี้ บ่งบอกว่าเขามีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเกรงว่าจะมิใช่คนธรรมดา…"
อีกทั้งหากเป็นคนธรรมดา จะถูกธนูที่ร้ายกาจเช่นนี้ทำร้ายได้อย่างไร?
จากที่เห็นมีความเป็นไปได้สูงที่ชายผู้นี้จะเกี่ยวข้องกับกองทัพหรืออาจมีศัตรูที่มีภูมิหลังอันทรงอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามบัดนี้พวกนางได้ให้ความช่วยเหลือชายผู้นี้นี่อาจหมายถึงการเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากใหญ่หลวง
ท่านหมอเฉียนมิใช่คนขี้ขลาดตาขาวทั้งมิใช่จำพวกที่เห็นแก่ตัว กลัวภัย จนเมินเฉยต่อชีวิตที่กำลังจะดับเพราะเขาผู้ออกมาจากวังหลวง เกือบเอาชีวิตไม่รอดนับว่าเขาได้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตมามากแล้ว
เขาเพียงแต่กังวลว่าครอบครัวตระกูลซูอาจต้องเผชิญกับเรื่องยุ่งยากอันใด
ท้ายที่สุดแล้วพี่น้องคู่นี้ยังเยาว์วัยนักฮูหยินซูก็เป็นเพียงหญิงธรรมดา หากทราบเรื่องนี้ เกรงว่าจะต้องตกใจจนเสียสติ
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ท่านผู้นั้นอยู่กับคนตระกูลซู หากเป็นเช่นนี้แล้วฐานะถูกเปิดโปงมิหนำซ้ำยังล่อพวกนักฆ่ามาได้ ทุกอย่างคงพังพินาศ แคว้นเยว่ก็จะหมดสิ้นความหวัง
ดังนั้นท่านหมอเฉียนจึงมิกล้าประมาทเพราะความยุ่งยากที่คนผู้นี้อาจนำพามา ย่อมมิใช่เรื่องยุ่งยากเล็กน้อยอย่างแน่นอน!
สิ่งที่ท่านหมอเฉียนกล่าวมาซูอี้หว่านย่อมมองออกนานแล้ว แต่จะให้เพิกเฉยต่อชีวิต เพียงเพราะหวาดกลัวภัยนั้นนางคงมิอาจทำได้กระมัง?