เมื่อวานอากาศหนาวเหน็บ วันนี้อากาศกลับปลอดโปร่ง
ท่านอาจารย์เฉินเล่อเจวียนจากวิชาการพยากรณ์อากาศเมื่อวานยังเป็นกังวล ทว่าวันนี้กลับเห็นว่าท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสดใสเสียแล้ว ดังนั้นเพียงเพิ่งจะเช้าก็รีบออกจากเรือนทันที แล้วจึงมาก้มๆ เงยๆ สังเกตต้นไม้ และดอกไม้ใบหญ้าในเรือนของตน
สาเหตุที่ใต้เท้าเฉินทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเขาชมชอบดอกไม้
ทว่าต้นไม้ต้นหญ้าเหล่านี้สามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินได้
อย่างเช่น หากว่าอากาศยังคงหนาวเย็นติดต่อกันอีกหลายวัน เกรงว่าดอกไม้และต้นไม้ในเรือนของเขา คงจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้
กระทั่งต้นไม้ในเรือนที่เขาล้วนแต่ดูแลอย่างเอาใจใส่ยังไม่รอด เกรงว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารของราษฎรคงจะหนักยิ่งกว่านี้
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอาจเกิดภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องเตรียมการป้องกันเอาไว้
สาเหตุที่แคว้นเชินแข็งแกร่ง สาเหตุที่สถานะของแคว้นเชินสูงส่งก็เพราะมีคนเหล่านี้ ด้วยเหล่าท่านอาจารย์ของแคว้นเชินล้วนแต่สามารถชี้แนะฮ่องเต้ได้
เท่ากับว่าคนกลุ่มนี้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานของแคว้นได้
เมื่อวานน้ำค้างแข็งรุนแรงนัก ใต้เท้าเฉินเดิมทีคิดว่าจะต้องมีการเก็บเกี่ยวในปีนี้อย่างแน่นอน ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าวันนี้ท้องฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสดใสได้ ทั้งพอเช้ามาน้ำค้างแข็งเหล่านั้นก็หายไปหมดแล้ว
วันนี้ยังแดดดีนัก
ทว่าแสงแดดก็ไม่ได้ร้อนแรง แต่ให้ความรู้สึกอุ่นสบาย
เมื่อวานต้นไม้ใบหญ้าล้วนแต่ถูกน้ำค้างแข็งเกาะหนาจนใบหงิกงอ วันนี้แสงแดดอบอุ่นสาดส่องไปทั่วทั้งแผ่นดิน เหล่าต้นไม้ใบหญ้าจึงค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิต
ทั้งยังดูเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม
เฉินเล่อเจวียนเมื่อเห็นแสงแดดเช่นนี้ กระทั่งข้าวเช้าก็ยังไม่อยากกิน
เฉินเจี๋ยอวี๋ยามเดินผ่านเรือนของเขาก็เห็นร่างนั้นกำลังยืดตัวจนหลังแอ่นมองต้นไม้อยู่ จึงเอ่ยทักทาย
“เล่อเจวียน ท่านลืมกินลืมนอนอีกแล้วหรือ วันนี้ชั้นเรียนเตรียมความพร้อมจะเปิดเรียนแล้ว หากท่านยังไม่รีบไปกินข้าว สายหน่อยก็ไม่มีให้กินแล้ว” เฉินเล่อเจวียนใช้สกุลเดียวกันเฉินเจี๋ยอวี๋ แม้พวกเขาจะไม่ใช่ญาติกัน ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนก็ไม่เลว
เฉินเจี๋ยอวี๋ชอบท่านอาจารย์ที่มุ่งมั่นด้านการศึกษา
เฉินเล่อเจวียนชอบผู้ดูแลบัณฑิตที่ทั้งหยิ่งทระนงและเข้มงวดคนนี้เช่นกัน
ทั้งสองจึงได้ร่วมทานข้าวเช้าด้วยกัน
วันนี้ก็เป็นวันที่สำนักเชินเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเช่นกัน
แม้ว่าคนจะไม่ให้ความสำคัญกับชั้นเรียนเตรียมความพร้อมนัก ทั้งยังมีบัณฑิตอีกคนหนึ่งที่ถูกย้ายไปยังชั้นเรียน แล้วเกิดเอ็ดตะโรขึ้นมาจนเป็นที่น่าขบขัน
ทว่าชั้นเรียนเตรียมความพร้อมยังมีบัณฑิตจากแคว้นอื่นมาร่วมศึกษาด้วย สำนักเชินเพื่อที่จะโอ้อวดความสง่าผ่าเผยของตน จึงต้องทำให้เอิกเกริกสักหน่อย
ทั้งยังได้ยินว่าองค์หญิงจะเสด็จมาเยือนก่อน
เรื่องนี้ช่างทำให้เหล่าคนในสำนักเชินล้วนแต่ตื่นเต้นกันจนเก็บอาการไม่อยู่
สำนักเชินในหนึ่งปีจะรับลูกศิษย์สองครั้ง ครั้งแรกคือยามเหมันต์ ครั้งที่สองคือยามคิมหันต์
ด้วยวสันต์เป็นช่วงเพาะปลูก สารทเป็นยามเก็บเกี่ยว ทั้งสองฤดูล้วนแต่เป็นช่วงที่ยุ่งวุ่นวายที่สุด กลับเป็นช่วงเหมันต์และคิมหันต์ที่ผู้คนจะมีเวลาว่างที่สุด
แคว้นเชินเป็นแคว้นที่วัฒนธรรมเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งผืนแผ่นดินของแคว้นเชินยังอุดมสมบูรณ์นัก ดังนั้นครอบครัวที่ทำการเกษตรและเล่าเรียนจึงได้รับความเคารพเป็นอย่างยิ่ง
เพียงเพิ่งจะเช้า ปากทางสำนักเชินก็เริ่มคึกคักขึ้นมาแล้ว
แม้ครั้งนี้จะรับสมัครเพียงชั้นเรียนเตรียมความพร้อม แต่คนก็ยังมากันมากกว่าที่คาด
ด้วยเพราะชั้นเรียนเตรียมความพร้อม เป็นระบบกว่าชั้นเรียนปกติมากนัก
เหล่าบุตรชายที่ไม่เอาถ่านจากหลายครอบครัว ปกติแม้จะนับว่าบริจาคเงินให้มากมาย สำนักเชินก็ไม่ยอมรับ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นสุภาพชน ต่อให้รักเงินเพียงใด ก็ยังต้องดูคนด้วย
ดังนั้นจึงได้แต่เก็บกำลังไว้สนับสนุนลูกหลานที่มีความโดดเด่นให้เข้ามาเรียนในสำนักเชิน
เรื่องนี้จึงกลายเป็นกฎที่เหล่าตระกูลใหญ่ได้แต่ยอมรับกันโดยดุษณี
ทว่าชั้นเรียนเตรียมความพร้อมในคราวนี้
ตระกูลใดบ้างเล่าที่จะไม่มีแก้วตาดวงใจกันสักคนสองคน โดยเฉพาะเจ้าลูกหลานไม่เอาถ่านหรือบุตรอนุ หากไม่ฉวยโอกาสส่งมาเรียนในตอนนี้แล้วจะรอเมื่อไหร่กันเล่า
ยิ่งกว่านั้นลูกหลานที่ไม่เอาถ่านของพวกเขา อย่างไรก็ย่อมจะต้องดีกว่าเจ้าพวกเด็กจากพื้นที่ห่างไกลเหล่านั้นเป็นแน่
เมื่อกอดความคิดนี้เอาไว้ ตระกูลต่างๆ จึงพากันเตรียมพร้อมต่อสู้แย่งชิงกันสักครา ในที่สุดเรื่องราวในวันนี้ก็จบลงเสียที เจ้าลูกชายไร้ประโยชน์พวกนี้ทำให้พวกเขาอยากจะส่งไปเรียนในสำนักเชินแทบใจจะขาด
ทว่าบัณฑิตในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมอีกหนึ่งปีก็ต้องเข้าร่วมการสอบเช่นกัน แต่เรื่องของอนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตเถิด เด็กแต่ละคนก็ล้วนแต่มีความสามารถในแบบของตน อย่างน้อยก็ให้บุตรของตนเข้าไปในสำนักเชินให้ได้ก่อน
ถึงแม้ลูกหลานของตนจะไร้ประโยชน์เพียงใด แต่ความไร้ประโยชน์นั้นก็ย่อมมีเหตุผลของมัน
เจ้าลูกหมาพวกนี้เอาแต่ท้าต่อยท้าตี ปกติแล้วเจ้าเด็กพวกนี้ล้วนมีครอบครัวคอยให้ท้าย
วันนี้เปิดเรียนแล้ว สำนักเชินจึงคึกคักกว่าที่ผ่านมามากนัก
เหล่าผู้ปกครองต่อแถวกันยาวเหยียด
หน้าสำนักเชินราวกับจะถูกปิดตายด้วยฝูงชน
เณรน้อยวันนี้ไม่ได้ไปตักน้ำ ท่านอาจารย์กล่าวว่าวันนี้น้ำในโอ่งยังเต็มอยู่ จึงไม่ได้ให้เขาไป
แต่ให้เขาสวดมนต์อย่างสงบแทน
เณรน้อยจึงได้แต่เชื่อฟัง นั่งสวดมนต์อย่างว่าง่าย
เพียงแต่เมื่อได้ยินเสียงจอแจของผู้คนที่ดังแว่วมา ก็พลันรู้สึกว่าบทสวดเหล่านี้ช่างน่าเบื่อหน่ายเหลือทน เขาอยากลงไปดูด้านล่างเหลือเกิน
แม้สำนักเชินจะรู้สึกว่าชั้นเรียนเตรียมความพร้อมเป็นรอยรั่วรอยใหญ่ของสำนัก แต่ก็จัดการดูแลอย่างเข้มงวดเช่นกัน
เหล่าผู้ปกครองล้วนแต่ต้องรอกันอยู่นอกสำนักอย่างเท่าเทียม อนุญาตให้เข้าสำนักเพียงแค่บัณฑิตเท่านั้น
เหล่าลูกคนรวยไม่เอาถ่านพวกนี้ เมื่อเข้าไปเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมแล้ว ก็นับว่าเป็นบัณฑิตในสำนักเชินแล้ว ทั้งยังต้องเคารพกฎของสำนักเชิน ต้องพำนักอยู่ในหอพักของที่นี่ หนึ่งสัปดาห์จะได้หยุดเรียนหนึ่งวัน ทั้งยังไม่อาจให้บ่าวรับใช้ส่วนตัวติดตามมาด้วยได้ ทุกเรื่องล้วนต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยสำนักเชินนั้นเตรียมทั้งอาหารและเสื้อผ้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
เหล่าผู้ปกครองและสำนักเจรจากันเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ ทว่ากลับพากันอออยู่หน้าสำนักเชินเพื่อร่ำลาลูกหลานของตนราวกับว่าเด็กพวกนี้จะไปแล้วไปลับ
หน้าประตูยังมีหญิงชราที่ร่างกายเต็มไปด้วยเครื่องประดับนางหนึ่งกำลังกอดเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ ใบหน้าพร่างพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ปากก็พร่ำแต่ “ไอ๊หยา หลานรัก ไอ๊หยายอดดวงใจ” คนอื่นๆ ที่มองไปก็ได้แต่นิ่งอึ้ง
หญิงชรานางนั้นคือฮูหยินผู้เฒ่าสวี ว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้ว ทุกวันนี้นางนับเป็นท่านป้าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทุกวันนี้เหล่าผู้อาวุโสของฮ่องเต้ก็จากไปไม่น้อยแล้ว ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงนับว่าในหนึ่งในผู้อาวุโสเพียงไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่
ฮูหยินผู้เฒ่าสวีประคบประหงมหลานชายคนนี้ดุจไข่ในหิน ทั้งยังเอาแต่คุยโวว่าหลานชายของตนมีพรสวรรค์เปี่ยมด้วยปัญญา จึงต้องเข้าศึกษาในสำนักเชินเท่านั้น ทว่าน่าเสียดายที่สอบเสียตั้งหลายปีก็ยังสอบเข้าสำนักเชินไม่ได้ ฮูหยินผู้เฒ่าสวีไม่สนใจสำนักอื่น จึงได้เชิญท่านอาจารย์มาสอนที่จวนโดยตรง แม้จะบอกว่าเชิญมาสอนแต่ความจริงกลับเล่นสนุกเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ก็หาข้ออ้างว่าวันนี้ปวดหัว พรุ่งนี้ปวดเท้าอยู่ร่ำไป
ยามนี้เมื่อถูกส่งเข้าชั้นเรียนเตรียมความพร้อม ฮูหยินผู้เฒ่าอุตส่าห์เดินทางไปส่งด้วยตนเองก็นับเป็นเรื่องหนึ่ง นางยังกอดหลานชายไว้ไม่ยอมปล่อย ใครมาเห็นก็ยังคิดว่าจะมีงานสีดำ ผมหงอกส่งผมดำเสียแล้ว
เฉินโย่วและคนอื่นๆ เมื่อมาถึงก็พบกับภาพนี้เข้า
หน้าประตูสำนักเชิน มีหญิงชรากำลังกอดเด็กหนุ่มเอาไว้ ทั้งยังร้องไห้อย่างน่าเวทนา
เฉินโย่วเมื่อรู้ว่าต้องอยู่ในหอพักของสำนักที่ไม่มีขนมให้กิน ทุกวันยังต้องอ่านตำรา ต้องรอถึงเจ็ดวันจึงจะได้พักหนึ่งวัน เมื่อรู้เรื่องนี้นางก็กลัวแทบตาย
ทว่าเมื่อได้พบหญิงชราที่กอดหลานชายร้องไห้โฮๆ เช่นนี้ก็นึกขัน
เด็กชายถูกหญิงชราสวมกอดเช่นนี้ เดิมทีเขาก็รู้สึกคุ้นชินเสียแล้ว ทว่าเมื่อซ้ายขวาของตนอยู่ดีๆ ก็มีเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวเพิ่มขึ้นมาหลายคนเช่นนี้ ทั้งใบหน้าของพวกเขายังดูสนุกสนานกับภาพตรงหน้า เขาก็พลันอยู่ไม่สุขทันที
“ท่านย่า ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย หลานไปเรียนอีกแค่สามวันเดี๋ยวก็ได้หยุดแล้ว ถึงตอนนั้นหลานจะกลับไปเยี่ยมท่าน” เด็กหนุ่มหน้าแดงตอบขึ้น
“ย่าจะไม่ร้องได้อย่างไร เจ้าโตถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่เคยจะจากย่าไปไหนสักครั้ง ย่าเป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน เจ้าคือดวงใจของย่า…”
เมื่อหญิงชราที่อยู่ตรงหน้าทำท่าจะคร่ำครวญต่ออีกยืดยาว ในที่สุดก็มีบุรุษวัยกลางคนที่ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เดินเข้ามาพร้อมใบหน้าก้มต่ำแล้วลากนางออกไป
กว่าหญิงชราจะยอมจากไปก็ยังต้องเปลืองแรงลากอีกไม่เบา
เด็กหนุ่มเมื่อเห็นท่านพ่อของตนลากท่านย่าไป ดวงตาก็แดงระเรื่อขึ้นมา
เฉินโย่วที่กำลังกินลูกกวาดพร้อมทั้งชมความรื่นเริงอยู่กับเจ้าเด็กอ้วน ไม่ทันไรเรื่องสนุกก็จบลงเสียแล้ว
เมื่อหญิงชราจากไปแล้ว จึงเหลือเพียงเด็กหนุ่มที่ยังยืนทึ่มทื่ออยู่เพียงลำพังด้วยท่าทางน่าสงสาร
เฉินโย่วเห็นเช่นนั้นจึงได้ยื่นลูกกวาดของตนให้ “กินไหม”
เด็กหนุ่มมองลูกกวาดในมือเฉินโย่ว แล้วลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ไม่กิน ท่านย่ากล่าวว่าห้ามกินอาหารของคนอื่น มันอาจจะมียาพิษ”
เฉินโย่ว “…”
อาลู่เมื่อได้เห็นน้องสาวเสียหน้ากับเขาบ้างก็ยิ้มปริ่ม
ทุกครายามอยู่บนภูเขา เขาก็เห็นน้องสาวใช้ของกินติดสินบนคนอื่นอยู่แทบทุกครา ไม่มีคราใดที่ไม่สำเร็จ จนนางติดนิสัยชอบแบ่งอาหารให้คนอื่นเสียแล้ว
“ไปกันเถิด จะถึงเวลาลงทะเบียนแล้ว”
เฉินโย่วจูงมือพี่ชายไป ใบหน้าก็ดูไม่สบายใจ “ท่านพี่ ข้าว่าที่ท่านย่าของเจ้าเด็กนั่นพูดก็มีเหตุผลนะ”