เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 16 ระเบิดความโกรธ ( rewrite )

    “ศิษย์พี่จูจินตอนนี้นอนมิได้สติ..อยู่ที่ห้องพยาบาล..”
    ซีว่างพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ‘ผู้ใดกล้าทำต่อพี่ชายข้า !!’ ตอนนี้สายตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะ กัดฟันบดกันแทบจะแหลกคาปาก...เมื่อซีว่างได้เห็นสภาพของสหายตน มันถึงกับตัวแข็งเกรง ตอนนี้จูจินผู้อบอุ่นอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช ตามเนื้อตามตัวมีแต่รอยเขียวช้ำ ใบหน้าที่อ้วนกลม ตอนนี้บิดเบี้ยวจนไม่สามารถมองออกว่าคือผู้ใด
    “ผู้ใดเป็นคนทำ” ซีว่างพยายามทำใจเย็นกล่าวถามออกไป ต่อคนทั้งหลายที่อยู่ในห้องพยาบาล แต่ก็ไม่มีผู้คนในนั้นเอ่ยปากบอกต่อมันสักคน พวกมันได้แต่หลบสายตาแล้วก้มหน้า
    “ข้า..ถาม..ว่า..ผู้..ใด..เป็นคนทำ!!” ซีว่างตะหวาดออกมาด้วยความโมโห เสียงที่ปล่อยออกมานั้นผสมกับพลังปราณในร่างของชายหนุ่ม ผู้ที่ระดับต่ำกว่า จิตโลกาต่างกระเด็นออกไป ไม่มีใครสามารถต้านทานเพลิงโทสะของชายหนุ่มได้สักคน
    “ข้าบอกแล้ว..ข้าบอกแล้ว , ได้โปรดระงับโทสะเสียก่อน” เมื่อเผชิญกับพลังโทสะที่พลั่งพลูออกมาของซีว่าง หนึ่งในคนที่อยู่ภายในที่แห่งนั้น จึงออกปากบอกต่อชายหนุ่ม “เป็นศิษย์พี่ มู่ ฮ่าน”
    ซีว่างพยายามระงับโทสะของตนเองลง ก่อนจะเอ่ยปากถามออกไป “ มันคือผู้ใด !!
    “ มะ มันคือน้องชายร่วมสายเลือดของ..ศิษย์พี่ มู่ หวัง , อะ อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักเรา..” เจ้าบุรุษผู้โชคร้ายกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นกลัว
    “แล้วเจ้าระยำนั้น..เหตุใดถึงกระทำต่ำช้าเช่นนี้ต่อพี่ชายของข้า !!”
    “ศิษย์พี่จูจินเห็นศิษย์พี่มู่ฮ่าน..กำลังรังแกหญิงสาวผู้หนึ่ง , ศิษย์จูจินจึงเข้าไปตักเตือนต่อศิษย์พี่มู่ฮาน , พวกมันไม่พอใจที่..มีคนไปสอดเรื่องของพวกมัน , พวกมันจึงลงมือทำร้ายร่างกายของศิษย์พี่จูจิน” บุรุษหนุ่มกล่าวออกมาเพราะเกรงกลัวต่อโทสะของซีว่าง
    “เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับทำร้ายกันปางตายเช่นนี้” ซีว่างกำหมัดแน่น “ตอนนี้มันอยู่ที่ใด”
    “ได้โปรดเถิด..อย่าบีบคลั้นข้าอีกต่อไปเลย , แค่ข้าบอกเรื่องนี้ต่อเจ้า..ข้าก็เกรงว่ามันจักมาทำร้าย..ข้าที่บอกต่อเจ้าอยู่แล้ว” ตอนนี้มันกลัวจนเสียงสั่น
    “ข้อ..บอก..ให้..บอก..มา!!” ซีว่างตะโกนก่อนที่จะตบโต๊ะที่อยู่ข้าง ๆ แตกดัง “โป๊ะ”
    “ลานกิจกรรมหน้าหอสมุด” มันผู้นี้น่าสงสารนัก กลัวจนฉี่แตก กล่าวด้วยเสียงสั่นปนน้ำตา
    “ดี!! ฝากดูพี่ชายข้าด้วย ถ้าเขาพื้นให้ไปบอกข้า” ซีว่างพุ่งตัวอย่างว่องไว โดยมิรอคำตอบรับจากชายผู้น่าสงสาร...ณ ลานกิจกรรม
    มีนางผู้หนึ่งกำลังโดนกลุ่มบุรุษหนุ่มรังแกอยู่ หญิงสาวผู้นี้หน้าตาน่ารักและจิ้มลิ้มนัก แต่ตอนนี้หน้าตาของนางหม่นหมองจากการโดนรังควานโดยกลุ่มบุรุษ
    คนแถวนั้น มิมีใครกล้าออกหน้าช่วยนาง เพราะมีตัวอย่างไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้ที่เห็นก็ได้แต่ถอนใจและเดินผ่านไปอย่างช่วยไม่ได้
    “ว่าอย่างไรสาวน้อย.. , ที่ข้าบอกเจ้าไป..ทำไมเจ้าคิดเสียนาน” ชายผู้ที่พูดหน้าตาไม่จัดว่าขี้เหร่ ออกจะหน้าตาดีด้วยซ้ำ แต่กริยาตรงข้ามกับหน้าตามันนัก มันคือ มู่ ฮ่าน
    “ห้องข้าคืนนี้..ช่างเงียบเหงานัก , ถ้ามีเจ้าอยู่ด้วย..มันจะหายเหงาสักเพียงไหนกันนะ” มันกำลังเกี้ยวหญิงนางนี้อยู่ จะเรียกว่าเกี้ยวก็ไม่ถูก เพราะมันให้ผู้ติดตามของมันล้อมหน้าล้อมหลังไว้ ไม่เปิดทางให้หญิงสาวได้หลีกหนีจากไปได้เลย
    “ปล่อยข้าไปเถอะ..ข้าขอร้อง” หญิงสาวกล่าวออกมาพร้อมหน้าตา
    “ปล่อยเจ้าด้วยเหตุใด..เจ้าออกจะหน้าตาน่าเอ็นดูขนาดนี้ , ให้ข้าได้ยลโฉมเจ้านาน ๆ เถิด” มันกล่าวมาด้วยท่าทางเจ้าชู้ ลูกน้องมันบ้างก็หัวเราะชอบใจ บ้างก็กล่าวเสริมกดดันแม่นางผู้โชคร้ายนางนี้
    “ถ้าเจ้าไปกับข้า..ข้าสัญญาว่า...”
    “เจ้าคงเป็น..มู่ฮ่าน” มันยังมิทันกล่าวจบประโยค ก็มีชายผู้หนึ่งโผล่มาขัดจังหวะเสียก่อน
    “วันนี้มันเป็นวันอะไร , ถึงมีแต่คนมากวนอารมณ์ข้าอยู่เรื่อย” ก่อนมันจะหันหลังกลับไปมองผู้ที่กล่าวขัดจังหวะมัน ด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์
    เมื่อมันหันไป..ยังมิทันได้เห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงเมื่อครู่ ก็มีหมัดลอยใส่เบ้าตาของมันอย่างเต็มแรง “พลั๊ก!!” ก่อนที่ตัวของมันจะหมุนลอยเคว้งไปกองอยู่ข้างต้นไม้
    “นี่สำหรับแม่นางนางนั้น” ซีว่างกล่าว ก่อนที่จะกล่าวต่อหญิงสาว “แม่นางเชิญเจ้าไปที่..ที่เจ้าสบายใจเถิด..”
    หญิงสาวก้มโค้งแล้วพูด “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ” ด้วยน้ำตาแห่งความโล่งอก แล้วรีบเดินจากไปในทันทีที่มีโอกาส
    “นายน้อย..นายน้อย..นายน้อย” เหล่าผู้ติดตามต่างวิ่งเข้าไปหาเจ้านายของตนเองอย่างเร่งรีบ ก่อนจะประคองชายหนุ่มให้ลุกขึ้น
    เมื่อลุกขึ้นมาได้มันก็กล่าวด้วยอารมณ์โมโหสุดขีด “เจ้ากล้าทำข้า ผู้เป็น...” “พลั๊ก!!”
    “นี่สำหรับข้า..ที่เจ้ากล้าทำให้เสียเวลา” ซีว่างไม่รอให้มันกล่าวอะไร พุ่งเข้าไปเตะที่ปากมันอย่างรวดเร็ว
    “เจ้ากล้าทำนายน้อยของเรา..ระวังตัวเจ้าให้ดี ” หนึ่งในคนติดตามของมู่ฮ่านกล่าวออกมา
    “เจ้าไม่รู้หรือว่า..นายน้อยเป็นใคร , เจ้าถึงกล้าทำเช่นนี้” อีกผู้หนึ่งกล่าว
    พวกมันมีร่วมกัน 3 คน ทุกคนระดับพลังเท่ากันคือ ระดับ3 จิตโลกา
    “ข้าจะให้โอกาสเจ้าสองคน..รีบไสหัวไปซะในตอนที่ข้ายังเมตตาอยู่” ก่อนที่ซีว่างจะชี้นิ้วไปที่ มู่ฮ่าน “ส่วนเจ้า..เรายังไม่เสร็จธุระกัน”
    เมื่อเห็นซีว่างกล่าวเช่นนั้น คนติดตามของ มู่ฮ่านก็กล่าวออกมาด้วยกริยาดูหมิ่นซีว่างว่า “สามหาวยิ่งนัก..แค่จิตโลกาขั้น 1 ทำอวดเบ่ง , สงสัยบิดาต้องอบรมสั่งสอนสักหน่อย”
    “พลั๊ก พลั๊ก พลั๊ก พลั๊ก พลั๊ก พลั๊ก”
    เมื่อมันพูดจบไม่ทันไร มันก็ลงไปกองนอนอยู่ที่พื้นเลือดเต็มปาก ก่อนที่จะสลบไปในทันที ฟันที่เคยมี 32 ซี่ ตอนนี้เหลือเพียง 21 ซี่ เมื่อมันฟื้นขึ้นมา คงทรมานหนักหนา
    “เหลือเจ้า..ว่าอย่างไร , จะไปดี ๆ หรืออยากเป็นแบบเจ้าโง่นั้น” ซีว่างกล่าวขณะที่จ้องมองไปที่คนติดตามที่เหลือ ของมู่ฮ่าน
    อยู่ก็โดนกระทืบ หนีไปก็มีความผิด น่าสงสารมันเสียจริงที่ติดตามคนผิด ชีวิตของมันผู้นี้ น่าเศร้ายิ่งนัก
    ตอนนี้มันได้ยืนตัวสั่น แขนขาไม่อาจขยับได้ เมื่อมันได้เห็นสหายตนเองที่พลังเท่ากัน กลับหมอบกองลงไปอย่างง่ายดาย
    เมื่อซีว่างเห็นกริยาอย่างนั้น มันจึงกล่าวว่า “ถ้าเจ้าพูดแม้แต่คำเดียว..เจ้าจะเป็นหนักกว่าเจ้านั้นมากนัก , ยืนเงียบ ๆ อย่าให้ข้าได้ยินแม้เสียงหายใจ” ซีว่างกล่าวก่อนพุ่งเข้าไปหามู่ฮ่าน
    เมื่อได้ยินซีว่างกล่าวออกมา มันรีบยกมือตนเองมาปิดปากไว้ กลัวชายหนุ่มได้ยินเสียงลมหายใจมัน ได้แต่มองไปข้างหน้าด้วยสายตาเบิกโพลง
    ตุ๊บ !! ซีว่างออกเท้าเตะมู่ฮ่านไป ที่ท้องหนึ่งที “เขาเป็นคนดี”
    ปัก !! กระทืบไปที่ยอดอกมันหนึ่งที “เจ้ากล้าทำ”
    ตุ๊บ !! เตะเข้าไปที่หน้าหนึ่งที “เช่นนั้นกับ”
    ปัก !! กระทืบไปที่หน้าหนึ่งที “เขาได้อย่างไร”
    ตึ๊ก !! เตะครั้งสุดท้ายสุดแรง “ทั้งหมดสำหรับพี่ชายข้า”
    มู่ฮานกระเด็นด้วยความแรงมหาศาล ไปชนกับต้นไม่ต้นใหญ่จนโค่นลงมา
    ซีว่างเดินไปที่ร่างไร้สติของมู่ฮ่าน ก่อนถ่มน้ำลายใส่ไป “ถุ้ย!! , กระจอกเช่นเจ้า..คงรังแกได้แต่ผู้ที่ไม่มีทางสู้”
    หน้าตาของมู่ฮ่านตอนนี้ แม้แต่มารดาที่คลอดมันมา ก็มิอาจจำได้สภาพของมันตอนนี้ อาการหนักกว่าของชายอ้วนจูจินนัก
    “เจ้า..” ซีว่างชี้นิ้วไปที่ ผู้ติดตามของมู่ฮาน
    เมื่อโดนซีว่างเรียกและชี้นิ้วใส่ มันผู้นั้นถึงกับกลั้นหายใจ ไม่กล้าลืมตาขึ้นมามอง
    “ลากมันกลับไปหาพี่ชายมัน..แล้วบอกว่า , ข้า จิ้นว่าง เป็นผู้ทำต่อมัน , ถ้าอยากมาล้างแค้น..ข้อพร้อมเสมอ” เมื่อกล่าวเสร็จชายหนุ่มรีบจากไป ตรงไปที่ห้องพยาบาลเพื่อนดูอาการของจูจิน
    < เจ้ากล้ามีปัญหากับศิษย์อัมดับหนึ่ง , เจ้ารู้หรือไม่ว่า..ระดับพลังมันเท่าใด , เจ้าสามารถชนะมันได้หรือไม่ > หยางน่ากล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วง
    < ข้าไม่ทราบ , แต่ถ้าใครมาทำสหายหรือครอบครัวของข้า..ข้าก็ไม่ไว้หน้ามัน!! > ชายหนุ่มกล่าวด้วยอารมญ์โกรธที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์เมื่อครู่
    < เจ้ามัน..>
    ไม่ทันให้หญิงสาวกล่าวจบ ชายหนุ่มรีบกล่าวแทรกก่อน
    < เช่นเดียวกันกับเจ้า , ข้าไม่มีวันให้ใครมาทำร้ายเจ้า >
    < … > หญิงสาวถึงกับกล่าววาจาไม่ถูก เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าว
    < เรื่องของเจ้าแล้ว !! ข้าไม่สนใจแล้ว !! จะทำอะไรก็ทำ !! > หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว แต่นางมิได้โกรธชายหนุ่มจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย...เมื่อชายหนุ่มกลับมาถึงที่ห้องพยาบาล จูจินก็ยังไม่ฟื้น เจ้าคนที่น่าสงสารที่โดน ชายหนุ่มตะคอกไปก็ทำตามหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี
    “เจ้าชื่ออะไร” ซีว่างถามเจ้าคนผู้น่าสงสารผู้นี้
    “ขะ ข้าชื่อ มะ หมิ่งฟู่” ชายหนุ่มตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
    “ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย..ที่ข้าทำไม่ดีต่อเจ้า , ข้าทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ , ได้โปรดเจ้าอย่าถือสาข้าเลย” ซีว่างกล่าวต่อชายหนุ่มผู้น่าสงสารผู้นี้
    “ขะ ข้า มิกล้าโกรธเจ้าหรอก ,ขะ ข้าเข้าใจ” ถึงจะพูดตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่ความกลัวที่มีต่อซีว่าง ก็ลดลงไปมากโข
    “อะนี่ , ถ้ามีใครมาเอาเรื่องเจ้า..ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง” ซีว่างหยิบยันต์สื่อสารออกมาก่อนส่งให้ ชายผู้นั้น
    หมิ่งฟู่รับยันต์มามือยังคงสั่นอยู่ แต่ก็มิได้กังวล,ทำวนหรือกลัวอะไรชายหนุ่มแล้ว
    “ท่านพี่ ท่านพี่.. , เหตุใดท่านพี่ถึงก่อเรื่องอีกแล้ว” จิ้นเฟิงวิ่งมาด้วยความรวดเร็ว แล้วต่อว่าพี่ชายตนเองในทันทีที่เห็นหน้า
    ‘ข่าวร้าย..มักวิ่งไวกว่าข่าวดีเสียจริง’ ซีว่างคิดในใจ
    “มันผู้นั้นทำร้ายสหายของข้า..จะให้ข้านิ่งเฉยคงเป็นไปไม่ได้” ซีว่างกล่าวเหตุผลของตนเองให้ผู้เป็นน้องฟัง
    “เจ้ายังไม่ชินชาอีกหรือเรื่องพี่ชายเจ้า , ตั้งแต่มันฝึกวิชาได้..จะมีสักกี่วันที่มันไม่สร้างปัญหา” เฟิงอวิ๋นเดินเข้ามา พลันกล่าววาจาเหน็บแนมชายหนุ่มในทันใด
    “เรื่องอื่นยังพอแก้ไขได้ , แต่เรื่องนี้..ยากจะแก้ไขมากมายนัก” จิ้นเฟิงกล่าว
    “ท่านรู้หรือไม่ ว่าพี่ชายของมันนั้น เป็นใคร”
    “ข้ารู้”
    “ท่านรู้ แล้วเหตุใดยังกล้าลงมือหนักปรานนั้น” จิ้นเฟิงอยากจะไปจิกหัวพี่ชายของตนมากนัก ที่ทำอะไรไม่คิดให้ดีเสียก่อน
    “เจ้าก็ดูผู้ที่นอนอยู่บนเตียง , เจ้ายังคิดว่าข้าทำเกินไปหรือไม่” ซีว่างกล่าวก่อนชี้ไปยัง จูจินที่นอนหมดสติอยู่
    “สหายผู้นี้..นั้นดีกับข้ามากมายนัก , เป็นห่วงเป็นใยต่อข้าเสมอมา..จะให้ข้านิ่งเฉย..คงเป็นไปมิได้”
    “และคงไม่ต้องกล่าว..ถ้าใครมาทำอะไรพวกเจ้าเช่นนี้ , ข้าก็จะออกหน้าเช่นเดิม” ซีว่างมองหน้าสหายของตน
    “เรื่องนั้นข้ารู้ , แต่ท่านรู้หรือไม่ว่ามู่หวังระดับพลังเป็นเช่นไรและมีพื้นเพอย่างไร” จิ้นเฟิงกล่าว
    “ไม่รู้” ซีว่างตอบ
    “ข้าล่ะอยากจะอกแตกตาย , นี่ท่านไม่รู้..แต่ก็ยังทำขนาดนั้น... , โอ้สวรรค์ท่านมอบพรสวรรค์ให้พี่ชายข้า..แต่เหตุใดไม่มอบสมองมาให้เขามาด้วย” จิ้นเฟิงกล่าวขณะมองไปที่เพดานห้อง
    “...”


    “เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วจะว่าฟ้าว่าดินไปก็เท่านั้น..ต้องหาวิธีรับมือกับสิ่งที่ตามมาเสียก่อน ” เฟิงอวิ๋นกล่าว






    “แล้วพวกเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันบ่าง” ซีว่างกล่าวต่อสหายตนเอง
    “ข้ารู้เพียงว่ามันเป็นลูกของเจ้าเมือง..เมืองหนึ่ง , ตอนนี้มันกลับไปที่ตระกูลมัน..มิได้อยู่ที่นี่ , แต่ข้าคิดว่า..ตอนนี้มันคงกำลังเดินทางมาที่นี่อย่างว่องไว , น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์” เฟิงอวิ๋นกล่าว
    “นั้นถือเป็นโชคดีของพวกเรา..ที่ตอนนี้มันมิได้อยู่ที่นี่ , แต่ข้าว่าเจ้าคงไม่คิดหนีไปไหนเป็นแน่” เฟิงอวิ๋นกล่าวเสริม
    “เป็นลูกผู้ชาย..กล้าทำกล้ารับ , เหตุใดถึงต้องหนี” ซีว่างกล่าวออกมาพร้อมกับทุบอกตนเอง ก่อนจะกล่าวถามต่อพวกมันเพิ่มเติม “แล้วระดับพลังมันอยู่ที่ระดับใด”
    “ข้าไม่ทราบ” เฟิงอวิ๋นกล่าว
    “ข้อก็ไม่รู้” จิ้นเฟิงกล่าว
    “ในเมื่อพวกเจ้าไ.....”
    “ระดับผสานโลกาขั้น 2” หมิ่งฟู่กล่าวขั้นมา
    ซีว่างแปลกใจเล็กน้อยที่ หมิ่งฟู่ผู้ที่เอาแต่หวาดกลัว กล่าวบอกข้อมูลต่อตนโดยมิได้กล่าวถามเลยแม้แต่น้อย
    “เจ้ารู้อันใดอีกบ้างเกี่ยวกับมัน” ซีว่างกล่าวถาม
    “มันอายุ 22 ปี ระดับผสานโลกาขั้น 2 เป็นผู้ใช้ลมปราณธาตุน้ำ เป็นบุตรชายคนโตของเจ้าเมืองประดับฟ้า”
    “มิน่าถึงเรียกว่าผู้เยาว์อัมดับหนึ่งของสำนักภพจันทรา , 22 ปี ก็ไปถึงผสานโลกาขั้น 2 , กอบด้วยบุตรชายคนโตของเจ้าเมือง ..ข้าไม่แปลกใจเลย , ที่น้องชายมันจะกล้ากระทำการไร้ยางอายในสำนัก” เฟิงอวิ๋นกล่าว
    “ขอบใจเจ้ามาก ที่บอกข้อมูลแก่ข้า , ทำให้ข้ารู้ว่าต้องทำถึงระดับไหน..ถึงจะปะมือกับมันได้” ซีว่างกล่าวด้วยความซึ้งใจ
    “ปะมือกับมัน? , ข้าว่าท่านบ้าไปแล้ว..สติของท่านคงฟั่นเฟือน , ระดับ 2 ผสาญโลกานะท่านพี่..ท่านยังคิดจะปะมือกับมัน” จิ้นเฟิงกล่าว
    “เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง , ว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นเช่นไร” ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบกลับหอของตนและ เข้าไปฝึกในโลกแห่งวิญญาณ
    เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ ตลอด 2 อาทิตย์ ซีว่างแถบจะไม่ออกมาจากหอตัวเอง ออกมาเฉพาะเวลาทานอาหารและแวะไปเยี่ยมหาจูจินที่ห้องพยายาล หลังจากนั้นชายหนุ่มก็จะรีบกลับหอของตนเอง
    จูจินฟื้นในคือที่ 3 หลังจากที่โดนทำร้าย เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นมันแทบจะสลบไปต่ออีกครั้ง
    เมื่อมันเจอซีว่าง มันก็ต่อว่าไปหลายครั้งหลายครา ว่าไม่ใช่เรื่องของชายหนุ่ม แต่ซีว่างก็ได้แต่ฟังเงียบ ๆ โดยไม่โต้เถียงอะไร
    ทุกคนที่อยู่ในหอรวม เมื่อเห็นแต่ซีว่างนักขัดสมาธิทั้งวัน ก็พลันคิดว่าชายหนุ่มนั้น ได้ปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นและทำใจยอมรับชะตากรรมของตนเอง
    แต่ไหนเลย ใครจะรู้เท่าตัวของชายหนุ่ม ว่าตนนั้นฝึกหนักและเอาจริงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเท่าใด ผู้ที่รับรู้ถึงความพยายามของชายหนุ่ม ก็คงจะมีเพียงเสี่ยวฮุ๋ย กับ หยางน่าเท่านั้น ที่อยู่ข้างมันตลอด
    ตอนนี้ซีว่าสามารถต่อกรกับ คนระดับพลัง ผสานโลการะดับ 2 ได้แล้ว ถึงจะสังหารไม่ได้ แต่ก็มิอาจถูกสังหารเช่นกัน
    “แย่แล้ว ๆ ” เฟิงอวิ่นวิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มในหอรวม เพื่อมาหาซีว่าง
    “มีเรื่องอันใด? เจ้าถึงรีบร้อนมาหาข้าถึงนี่” ซีว่างกล่าวสงสัยต่อผู้เป็นน้อง
    “มู่หวังมาถึงแล้ว” เด็กน้อยกล่าวต่อพี่ชายของตน
    “มันมาแล้วเป็นเช่นใด ตอนนี้ข้ามั่นใจว่า สามารถต่อกรกับมันได้อย่างสูสี”
    “นั้นมันเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน มันไม่เหมือนกันแล้ว” เด็กน้อยกล่าวด้วยความวิตกกังวล
    “แล้วมีเหตุอันใด”
    “มู่หวังตอนนี้ มีระดับพลังที่ 3 ผสานโลกา!!”