หลังจากที่นางตรวจดูจนทั่วถึงและเข้าใจในอาการแล้วจึงเริ่มบอกวิธีการทำตะพาบให้จี้ฟางฟัง
“ช่างแปลกใหม่ยิ่งนัก”แม้จะประหลาดใจเพียงใด จี้ฟางก็ยังจดจำทุกคำพูดของหมิงเป่าจูไว้ในใจอย่างแน่วแน่
“การรักษาฝีในท้อง[1]เป็นการรักษาระยะยาว จงจำไว้ว่าห้ามหยุดยาเด็ดขาด ต้องกินยาตามเทียบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาครึ่งปีจึงจะหายขาด”หมิงเป่าจูกล่าวอย่างอ่อนโยนพร้อมกับกำชับอย่างละเอียด
หลังจากอธิบายวิธีใช้ยาแล้วก็ไม่ลืมที่จะบอกข้อควรระวัง “สิ่งของที่คุณชายใหญ่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่มผ้าเช็ดหน้า ชามตะเกียบ ล้วนต้องแยกต่างหาก ซักล้างทำความสะอาดเป็นประจำและควรใช้การต้มน้ำร้อนก่อนนำไปตากแดด”
“ท่านหมอหมิงช่างรอบคอบนักหากอาการของเชินเอ๋อร์หายขาดได้จริงข้าจะมอบของกำนัลชิ้นงามให้เพื่อเป็นการขอบคุณ”
ว่าแล้วจี้ฟางก็หลั่งน้ำตาออกมานางไม่เคยรู้สึกว่าตนเองไร้น้ำยาเช่นนี้มาก่อน ขอเพียงเชินเอ๋อร์หายเป็นปกติสิ่งอื่นใดล้วนไม่สำคัญ
“ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้วแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ล้วนเป็นความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากภพก่อนสูตรยาสำหรับโรคปอดหลายขนานนางล้วนเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี การตรวจวินิจฉัยในครั้งนี้แม้โรคจะร้ายแรง แต่สำหรับนางแล้วมิใช่เรื่องยากเย็น
ทว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่จี้ฟางยังคงกังขาในใจ“แต่มีเรื่องหนึ่งหวังว่าเจ้าจะพูดความจริง”
“เชิญท่านถามได้เลยเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูไม่คิดมาก คิดว่าเป็นเรื่องของอาการป่วย จึงมิได้ใส่ใจ
“ใครเป็นคนบอกเรื่องอาการป่วยของเชินเอ๋อร์และให้เจ้ามารักษา”
จี้ฟางจ้องมองหมิงเป่าจูอย่างไม่ละสายตาไม่อยากพลาดทุกริ้วอารมณ์บนใบหน้าของนาง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะไม่ปิดบัง ฮูหยินใหญ่ทรงมีเกียรติและมีกิจธุระมากมาย มิทราบว่าท่านยังจำได้หรือไม่ว่าในจวนเคยมีแม่ครัวแซ่หลี่อยู่คนหนึ่ง”
ชี้มาถึงตรงนี้ก็หยุดหมิงเป่าจูไม่พูดต่อ ดูจากสีหน้าของฮูหยินใหญ่แล้ว คาดว่านางคงจะจำได้เรื่องราวต่อจากนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เมื่อได้ยินคำกล่าวจี้ฟางก็อึ้งงัน นางย่อมจำได้เป็นอย่างดี หลี่ต้าเหนียงทำงานละเอียดลออ มือไม้คล่องแคล่วถูกใจนางเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงมักจะให้หลี่ต้าเหนียงเป็นคนดูแลอาหารของเชินเอ๋อร์
เพียงแต่จำได้ว่าช่วงหนึ่งรสชาติอาหารเปลี่ยนไปเมื่อเรียกคนในครัวมาสอบถาม ถึงได้รู้ว่าหลี่ต้าเหนียงถูกนางแพศยาที่กำลังตั้งครรภ์ไล่ออกจากจวนไปเสียแล้วแต่นางกลับไม่ทราบเรื่องนี้เลย
แต่เพราะหญิงแพศยานางนั้นกำลังตั้งครรภ์ไปออดอ้อนออเซาะนายท่านเข้า ตนเองจึงแตะต้องนางไม่ได้
ภายหลังนางเคยตามหาที่อยู่ของหลี่ต้าเหนียงคิดอยากจะชดเชยให้ แต่ก็หาไม่พบ เรื่องราวจึงเงียบหายไป
ไม่นึกว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเช่นนี้อีกฝ่ายยังคงรำลึกถึงบุญคุณเล็กน้อย ช่วยนางคลายปมในใจ นางต้องขอบคุณหลี่ต้าเหนียงให้สมน้ำสมเนื้อเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นไม่นานหลังจากหมิงเป่าจูออกจากจวนสกุลชวีจี้ฟางก็ส่งคนไปตามหาหลี่ต้าเหนียงอีกครั้ง และได้พบในที่สุด นางยังเชิญอู๋ซิ่วไฉมาทำงานเป็นเสมียนบัญชีในจวนอีกด้วย
ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวหลี่ต้าเหนียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ในภายหลังขอไม่กล่าวถึงในตอนนี้
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ด้านนอกก็มีเสียงไออย่างรุนแรงดังมาจากห้องด้านใน
ต่อมาก็มีเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของบ่าวชาย“ฮูหยิน! คุณชายใหญ่หมดสติไปแล้วขอรับ!”
ทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
ร่างของชวีเชินนอนคว่ำอยู่ข้างเตียงศีรษะห้อยตกลงมา สติเลือนรางไปแล้ว บนพื้นมีรอยเลือดกองหนึ่ง
“เชินเอ๋อร์!”จี้ฟางตื่นตระหนกจนขาอ่อนยวบ โชคดีที่คนรับใช้เข้ามาประคองไว้ได้ทัน
“รีบไปตักน้ำอุ่นมาหนึ่งกะละมังเตรียมผ้าขนหนูกับโสมอีกสองแผ่น แล้วก็เข็มเงิน!”
หมิงเป่าจูแตะชีพจรดูชีพจรลอยและสับสน[2]น่าจะเป็นเพราะทราบว่าตนเองป่วยหนักแต่กลับได้รับโอกาสในการรักษาประกอบกับคำพูดของนางก่อนหน้า จึงคิดมากเป็นเหตุให้เลือดลมพลุ่งพล่านและหมดสติไป
ทั้งหมดต้องโทษนางเองที่ใจร้อนปากไวเกินไป ขาดความยับยั้งชั่งใจจึงรีบสั่งให้คนเตรียมเข็มเงินเพื่อทำการฝังเข็มช่วยชีวิต
“เร็วเข้า!รีบไป!” จี้ฟางพยายามประคองร่างกายให้มั่นคงแล้วผลักบ่าวชายข้างกาย
ไม่นานสิ่งของที่หมิงเป่าจูต้องการก็ถูกนำมาเตรียมไว้อย่างพรั่งพร้อมโชคดีที่ฮูหยินใหญ่ให้ท่านหมอหลี่พักอยู่ในจวนชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิด
ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจหาเข็มเงินได้ในเวลาเพียงชั่วครู่เดียว
แต่โสมกลับมีอยู่คนตระกูลใหญ่ไม่ว่าจวนไหนย่อมมีการเตรียมยาบำรุงล้ำค่าติดบ้านไว้บ้างจี้ฟางจึงมอบกุญแจให้บ่าวรับใช้ไปเปิดห้องเก็บของ นำโสมภูเขาชั้นเลิศมาฝานเป็นแผ่นบางๆส่งมาให้ในเวลาอันรวดเร็ว
หมิงเป่าจูล้างมือด้วยน้ำอุ่นเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเช็ดมือ จากนั้นก็บีบกรามของชวีเชินให้เขาอ้าปากแล้วสอดโสมแผ่นบางๆ เข้าไปใต้ลิ้น ก่อนจะหยิบเข็มเงินออกมาแล้วฝังลงบนจุดชีพจรสำคัญหลายจุดออกแรงกดบริเวณปลายนิ้วเบาๆ
หลังจากฝังเข็มไปไม่กี่ครั้งในที่สุดชวีเชินก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง ไอออกมาหนึ่งครั้ง กระอักเลือดที่ติดอยู่ในคอหอยออกมาตามมุมปาก
นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือจากนั้นก็ป้อนน้ำอุ่นให้ชวีเชินดื่ม
“ดะ...ดีขึ้นหรือยังนี่เชินเอ๋อร์เป็นอะไรไป”
หมิงเป่าจูไม่ตอบเพียงตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง จี้ฟางไม่กล้าส่งเสียงรบกวน จนกระทั่งนางหยุดมือลง ถึงเอ่ยปาก
“ต้องโทษข้าที่พูดจารุนแรงเกินไปคุณชายใหญ่คิดกังวลมาก อาการจึงกำเริบออกมา บัดนี้อาการคงที่แล้ว แต่ยังต้องเฝ้าสังเกตอีกสักระยะ”
หมิงเป่าจูส่ายหน้านางไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ นางก็ยากจะพ้นความผิดนี้ไปได้คงต้องตำหนิตนเองไปทั้งชีวิต
“เจ้า!” ตอนแรกที่ได้ยินหากบอกว่าไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยก็เป็นการหลอกลวง แต่โชคดีที่จี้ฟางมิใช่สตรีทั่วไปที่เอาแต่โทษผู้อื่นหลังคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อจะโทษเจ้าฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ หากมิใช่เพราะคำพูดของเจ้า เชินเอ๋อร์ก็คงสิ้นหวังในการมีชีวิตอยู่แล้วปมในใจเช่นนี้ คงไม่สามารถคลายออกได้ภายในวันสองวัน”
หมิงเป่าจูรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่ได้พบเจอกับคนใจกว้างและตระหนักรู้เหตุผลเช่นนี้นางครุ่นคิดถึงวิธีการรักษาของตนเองในภายภาคหน้าว่าจะต้องไม่เกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้อีก
คราวนี้โชคดีที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันหากช่วยไม่ได้ ผลลัพธ์คงมิอาจคาดคะเน
“รบกวนท่านหมอหมิงพักที่จวนคืนนี้ก่อนรอจนถึงพรุ่งนี้ หากอาการของเชินเอ๋อร์คงที่แล้ว ข้าจะให้คนไปส่งท่านกลับบ้าน”
เป็นคำขอที่สมเหตุสมผลหมิงเป่าจูจึงไม่อาจปฏิเสธได้ นี่คือสิ่งที่นางควรทำ โชคดีที่พรุ่งนี้เป็นวันที่ตกลงกับหมิงเถี่ยจู้เรื่องกำหนดชำระหนี้ก้อนสุดท้ายพอดี
“รบกวนท่านส่งคนไปแจ้งข่าวให้ทางบ้านข้าทราบด้วยเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูนึกขึ้นได้ นางหยิบเคียวที่เพิ่งซื้อมาในวันเทศกาลจงหยวนออกมาจากกระบุง“ใช้สิ่งนี้อ้างอิงได้เลยเจ้าค่ะ”
หลังจากรับปากแล้วจี้ฟางก็ให้บ่าวรับใช้ถือเคียวไปที่บ้านของหมิงเป่าจูตามที่อยู่ที่นางบอก
“พักที่จวนพวกเจ้าหรือ”หมิงเป่าอวี้รู้สึกประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พี่สาวไม่กลับมานอนที่บ้านหากมิใช่เพราะคนที่มาส่งข่าวถือเคียวเล่มนั้นมาด้วยเขาคงคิดว่านางถูกลักพาตัวไปแล้ว
“ใช่แล้วขอรับ”บ่าวรับใช้กล่าวอย่างสุภาพ
“จวนสกุลชวีหรือมีหลักฐานยืนยันตนหรือไม่” หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยถาม
การยืนยันตัวตนถือเป็นเรื่องปกติบ่าวรับใช้จึงแสดงป้ายคาดเอวให้ดู
“ในจวนทำการค้าอันใดหรือ”หลี่ไหวฺอวี้ยังคงซักถาม
“นายท่านทำการค้าแพรพรรณขอรับ”การถามด้วยความสงสัยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ บ่าวรับใช้จึงตอบกลับไป
“ไปรักษาผู้ใด”หลี่ไหวฺอวี้ยังคงถามต่อ
“นายน้อยใหญ่ของจวนขอรับ”บ่าวรับใช้ขมวดคิ้วเล็กน้อย คนผู้นี้จะถามเยอะเกินไปแล้วหรือไม่
“ที่อยู่ของจวนเล่า”หลี่ไหวฺอวี้ยังคงซักต่อ
“เรื่องนี้...”
เขามีหน้าที่เพียงมาแจ้งข่าวไฉนจึงถูกซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวในจวนเช่นนี้ หากเปิดเผยข้อมูลออกไปมากมายเช่นนี้แล้วท่านฮูหยินทราบเข้า ตนเองจะถูกตำหนิหรือไม่
“หากเจ้าไม่บอกแค่เคียวเล่มเดียว พวกเราก็ยากจะเชื่อถือ หากถูกลักพาตัว หรือถูกขายไปที่อื่นพวกเราคงต้องไปแจ้งความแล้ว” หลี่ไหวฺอวี้พูดพลางหรี่ตาลง
เชิงอรรถ
[1] ฝีในท้อง(痨病) เป็นคำเรียกในสมัยโบราณหมายถึงวัณโรค
[2] ชีพจรลอยและสับสน(脉浮而乱)จะมีลักษณะคล้ายท่อนซุงลอยน้ำ เวลาที่กดจมเล็กน้อย และลอยขึ้นทันที และมีความสับสนร่วมประกอบ