ณ พงไพรอันกว้างใหญ่ ไพศาลยามบ่ายคล้อย แสงสุริยาอ่อนแรงสาดส่องรอดจากช่องว่างระหว่างกิ่งก้านใบไม้ ต้องผืนพสุธาเป็นดวงด่าง สลับกับเงาทึบที่ทอดตัวยาวออกไป กลิ่นไอดินชื้นระคนกลิ่นไม้ป่าโชยมากับสายลมอ่อน ให้ความรู้สึกเย็นเยียบจับใจ ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันดั่งเสียงกระซิบ และเสียงหายใจแผ่วเบาของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
เฉินซูเหริน ก้าวเดินนำหน้าอย่างมั่นคง สายตาเรียวคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง นางหยุดยืนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สองมือเรียวพลิกผืนธงสีสันสดใสที่ได้มาอย่างยากลำบาก ผืนแล้วผืนเล่า ธงทั้งเจ็ดผืนนั้นราวกับอัญมณีล้ำค่าที่เพิ่งถูกค้นพบจากห้วงป่าลึก
“พอแล้วกระมัง” นางพึมพำกับตนเอง เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เจ็ดผืนก็นับว่ามากแล้วสำหรับวันนี้”
แผนการ “ล่อซื้อ” อันแยบคายของนางได้ผลเกินคาด ทหารจากค่ายทหารหลายกลุ่มที่หลงเชื่อในกลอุบายของ จ้าวมู่เฉิน ผู้แสร้งทำเป็นหลงทางพร้อมผืนธงปลอม ต่างต้องมาติดกับดักแหเชือกของนาง และถูก เหล่าหยวน ผู้ช่ำชองการรัดรึง และ อาไค่ ผู้มีพละกำลังมหาศาลจัดการอย่างรวดเร็ว ผืนธงที่เคยเหน็บอยู่ที่เอวของทหารเหล่านั้น บัดนี้มาอยู่ในมือของ เฉินซูเหริน จนครบเจ็ดผืน
แต่ละครั้งที่ได้ธงมา การร่วงหล่นของทหารแต่ละนายล้วนเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับผืนป่าแห่งนี้คือผู้สมรู้ร่วมคิด ความเชี่ยวชาญของ เหล่าหยวน ในการมัดมือมัดเท้า และอุดปากด้วยเศษผ้าทำให้ทหารผู้โชคร้ายเหล่านั้นไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ได้ พวกเขานอนแน่นิ่งอยู่ใต้พุ่มไม้ รอเพียงสัญญาณสิ้นสุดการประลอง จึงจะได้รับอิสระคืน
เฉินซูเหรินหลับตาลงชั่วครู่ พลางครุ่นคิดในใจ นางหาได้หลงระเริงในชัยชนะอันง่ายดายไม่ เพราะนางรู้ดีว่าในป่าแห่งนี้ยังมีกลุ่มทหารที่เก่งกาจและเปี่ยมด้วยไหวพริบซ่อนอยู่ หากเผลอไปปะทะเข้าโดยไม่ระมัดระวัง แม้แต่ธงที่ได้มาแล้วก็อาจจะถูกช่วงชิงไปจนไม่เหลือสักผืน
“ไม่เสี่ยงมากเกินไปย่อมดีกว่า” นางตัดสินใจเด็ดขาด
ดวงตาเรียวเปิดขึ้นอีกครั้ง มองตรงไปยัง จ้าวมู่เฉิน ผู้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าหล่อเหลาของเขายังคงเปื้อนรอยยิ้มไร้เดียงสา ทว่าในแววตาคู่สวยนั้นกลับฉายประกายชื่นชมอย่างเปี่ยมล้นยามที่เขามองมายังนาง
“พี่ใหญ่เฉิน” จ้าวมู่เฉินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส “เราจะกลับไปหาครูฝึกแล้วใช่หรือไม่? ข้าว่าธงเจ็ดผืนนี้คงเพียงพอให้ครูฝึกยิ้มได้กระมัง!”
เฉินซูเหรินแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก พยักหน้ารับคำ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้คล้ายจะมีรอยยิ้มประดับขึ้นเล็กน้อย “ถูกต้องแล้วจ้าวน้อย เจ็ดผืนนี้ก็มากพอแล้ว”
นางหันไปออกคำสั่งกับเหล่าหยวน และอาไค่ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดแต่แฝงความอ่อนโยน “เหล่าหยวน อาไค่ เราจะกลับค่ายกันแล้ว”
เหล่าหยวนโค้งศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม สีหน้าของเขาปรากฏแววโล่งอกเล็กน้อยที่การผจญภัยในวันนี้สิ้นสุดลง อาไค่ถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“ดีเลย! ข้าอยากกลับไปกินเนื้อย่างที่ค่ายแล้ว!” อาไค่ร้องอย่างร่าเริง
ทั้งสี่จึงหันหลังให้กับป่าลึก เดินมุ่งหน้ากลับสู่ค่ายฝึกด้วยฝีเท้าที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น ยามนี้มิใช่เพียงแค่ผืนธงที่เฉินซูเหรินถือไว้ในมือ แต่ยังมีความชื่นชมยินดีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหล่าผู้ติดตามทุกคน และความผูกพันที่เริ่มถักทอเป็นสายใยบางเบา ท่ามกลางภารกิจอันท้าทายนี้
เฉินซูเหริน และคณะกำลังก้าวลงจากเนินเขาอย่างผ่อนคลาย ด้วยผืนธงเจ็ดผืนในมือที่ได้มาจากการใช้ไหวพริบล้วน ๆ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันดุจเสียงกระซิบของพงไพร ทว่า...ความสงบนั้นพลันถูกทำลายลงในชั่วพริบตา!
เมื่อร่างของบุรุษฉกรรจ์สี่นายสวมชุดทหารสีเข้มปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ขวางทางลงเขาของพวกเขาเอาไว้ ใบหน้าของชายทั้งสี่เต็มไปด้วยความทะนงตน และแววตาจ้องมองมายังเฉินซูเหรินดุจดั่งพยัคฆ์ที่จ้องจับเหยื่อ
หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมคายดุดัน คล้ายแม่ทัพผู้เก่งกาจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมประหนึ่งแมวเหมียว “พวกเราคือกลุ่มพยัคฆ์อัคคี ผู้ผดุงความยุติธรรม! พวกเราเฝ้ามองการกระทำของคุณหนูอยู่เนิ่นนานแล้ว!”
ชายผู้นั้นหยุดชั่วครู่ ก่อนจะมองมายังเฉินซูเหรินด้วยแววตาตำหนิ “ข้าเห็นว่าสิ่งที่คุณหนูกระทำนั้น ไม่สมกับบุรุษอาชาไนยเลยแม้แต่น้อย! ในฐานะที่ข้า เล่าเปียว ผู้นำกลุ่มพยัคฆ์อัคคี ข้าจำต้องหยุดการกระทำของท่าน นำผืนธงที่ท่านชิงมาคืนกับไปยังทหารเหล่านั้น!”
“หึ หึ หึ” เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอระหงของเฉินซูเหริน นางเอามือเรียวบางกอดอก ท่าทางทอดน่องคล้ายไม่ยินดียินร้ายต่อคำกล่าวอันโอหังของเล่าเปียว ดวงตาเรียวคมกริบเหลือบมองบุรุษทั้งสี่ที่ยืนตรงหน้าด้วยแววตาเกียจคร้านเสียเต็มประดา
“แน่ใจนะว่าพวกเจ้ามิได้หมายตาผืนธงของข้าอยู่เช่นกัน?” น้ำเสียงของเฉินซูเหรินล้อเลียนเสียงเล็กแหลม ทว่ากับแตกต่างเพราะนางใช้เสียงสองเอ่ยกับคนตรงหน้า “ทำเป็นกล่าววาจางดงามผดุงความยุติธรรมอะไรกัน ที่แท้ก็เพียงแค่มุ่งหวังจะช่วงชิง!”
นางขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองไปที่กลุ่มของตนเองแล้วยิ้มเย้ย “กลุ่มของเจ้ามีบุรุษฉกรรจ์ถึงสี่นาย! ทว่ากลุ่มของข้านั้นมีเพียง...เด็กน้อยผู้ใสซื่อไร้เดียงสา คนชราผู้เงอะงะ ชายทึ่มผู้มีพละกำลังมหาศาล และคนความจำเสื่อมผู้งดงามเพียงเท่านั้น!”
เฉินซูเหรินคลี่ยิ้มกว้างอย่างเยาะหยัน ท่าทางของนางเหมือนกำลังแสดงละครจิ้วอยู่ก็ไม่ปาน“แค่นี้ก็แลเห็นแล้วว่ามันหาได้เป็นธรรมไม่! บุรุษอาชาไนยที่ไหนจะรังแกเด็ก และคนชรากัน!”
คำกล่าวของนางดังก้องไปทั่วบริเวณดุจเสียงหัวเราะกังวาน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน “ไปกันเถอะ...เสียเวลาสนทนากับคนวิกลจริต!”
กล่าวจบ เฉินซูเหรินก็หมุนกายกลับอย่างไม่ใยดี นางก้าวเดินนำหน้าไปทันทีราวกับไร้ซึ่งคู่กรณีเบื้องหลัง ทิ้งให้เล่าเปียวและพรรคพวกกลุ่มพยัคฆ์อัคคียืนนิ่งงันด้วยความตกตะลึงกับคำพูดอันแสนร้ายกาจ และท่าทีหยอกล้อของคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพผู้นี้
กลุ่มพยัคฆ์อัคคีแม้จะขุ่นเคืองนัก แต่ก็รีบออกตัวพุ่งทะยานไปดักหน้ากลุ่มของเฉินซูเหรินอีกครั้ง หมายมั่นจะสั่งสอนคุณหนูผู้โอหังเสียให้หลาบจำ
ทว่ายังไม่ทันที่การปะทะจะได้เริ่มขึ้น สัญญาณอันกังวานของ ระฆังยุติการแข่งขัน พลันดังขึ้นเสียก่อน เสียงก้องกังวานไปทั่วผืนป่า บ่งบอกว่าการประลองชิงธงได้สิ้นสุดลงแล้ว
เล่าเปียว กำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ ใบหน้าถมึงทึงผิดกับเสียงที่เอ่ยออกมา น้ำเสียงของเขากลับแหลมเล็กกว่าปกติจนน่าขัน “เสียงระฆังดังช่วยพวกท่านเสียก่อน มิเช่นนั้นเราอาจได้ประลองกันสักตั้ง ถือว่าพวกท่านโชคดีไป!”
เฉินซูเหรินหาได้ใส่ใจคำกล่าวของเขาไม่ นางเบะปากมองบนอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะทำมือโบกไล่กลุ่มพยัคฆ์อัคคีไปราวกับปัดแมลงวัน “ไปให้พ้น! ข้าไม่อยากสนทนากับคนบ้าเสียเวลา!”
เล่าเปียว และเหล่าสหายได้แต่กัดฟันกรอด พยักหน้าให้กันอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันหลังกลับเดินลงเขาจากไปด้วยท่าทางราวกับคนแบกความพ่ายแพ้ไว้เต็มบ่า
ทว่า...ภัยมิได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น!
หลังจากที่กลุ่มพยัคฆ์อัคคีเดินลับหายไปจากสายตา เพียงชั่วอึดใจ ฉับพลันร่างของทหารยี่สิบกว่านาย ผู้ซึ่งกลุ่มของเฉินซูเหรินใช้อุบายชิงผืนธงมาจากพวกเขา ก็ก้าวเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังกลุ่มของนางไว้จนหมดสิ้น ใบหน้าของทหารเหล่านั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเจ็บใจ โดยเฉพาะชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีดวงตาเขียวปูดโปน ใบหน้าบวมช้ำจากการโดนหมัดของอาไค่
เฉินซูเหรินแสดงท่าทางไม่พอใจ นางเท้าสะเอวพลางตะหวาดออกไปเสียงกร้าว “สัญญาณเตือนหมดเวลาการแข่งขันแล้ว พวกเจ้าจะทำอันใดอีก?!”
บุรุษตาเขียวปูดโปนก้าวออกมาข้างหน้า สีหน้ายังคงบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หากแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคือง “ถึงแม้ว่าสัญญาณจะดังแล้ว แต่พวกท่านยังมิได้ลงจากเขา หากพวกข้าร่วมมือกันชิงธงทั้งหมดคืนจากกลุ่มของพวกท่าน ใครจักรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นเล่า ฮ่า ฮ่า...โอ๊ย!”
เขาหัวเราะได้เพียงสองครั้งก็ต้องร้อง “โอ๊ย!” พลางใช้มือกุมดวงตาที่ยังช้ำปูดโปนอยู่ เฉินซูเหรินเห็นท่าไม่ดี นางจึงยกยิ้มมุมปาก เสนอทางออกให้ด้วยท่าทีสบายๆ “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากพวกท่านปล่อยพวกข้าไป ข้าจักให้ท่านปู่สนับสนุนพวกท่านอย่างดีงาม!”
เหล่าทหารในกลุ่มพยักหน้ามองหน้ากันไปมาอย่างลังเล คำว่า “ท่านปู่” ของเฉินซูเหรินนั้นย่อมหมายถึงแม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน ผู้มีอำนาจ และอิทธิพลในกองทัพ ทหารคนเดิมผู้มีดวงตาเขียวปูดโปนจึงกล่าวขึ้น
“หากจะให้ปล่อยพวกท่านนั้น...ปล่อยได้! แต่ปล่อยได้เฉพาะคุณหนูเพียงคนเดียวเท่านั้น! อีกสามคนพวกข้าคงปล่อยไว้มิได้! โดยเฉพาะตาแก่นั้นยิ่งปล่อยไว้มิได้! พวกข้าเจ็บตัวก็เพราะหมัดเข่าของเขา!”
เหล่าหยวน ได้ยินดังนั้นก็ชี้มือมาทางตนเองทันที แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกตกใจสุดขีด โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้าไม่ได้ทำ! ข้าไม่ได้ทำ! นายน้อยต่างหากเล่าที่...อุ๊บ!” เขารีบหุบปากทันทีเมื่อเฉินซูเหรินตวัดสายตามามองอย่างคาดโทษ
ขณะที่กลุ่มทหารทั้งยี่สิบนายกำลังเดินเข้ามาใกล้กลุ่มของเฉินซูเหริน หวังจะรุมช่วงชิงธงคืน
พลันปรากฏเสียงแหลมเล็กอันคุ้นเคยดังกังวานขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มทหาร “ที่ใดมีภัย พวกเรากลุ่มพยัคฆ์อัคคี ผู้ผดุงความยุติธรรม จำต้องยื่นมือเข้าช่วย!”
ร่างของ เล่าเปียว และสหายทั้งสามเดินเข้ามายืนอยู่หน้ากลุ่มของเฉินซูเหรินเพื่อปกป้องพวกนางด้วยความองอาจ ใบหน้าของเล่าเปียวแม้จะยังไม่สบอารมณ์นัก แต่แววตานั้นกลับเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่จะผดุง “ความยุติธรรม” ของพวกเขาเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้สร้างความประหลาดใจให้ทั้งกลุ่มของเฉินซูเหริน และกลุ่มทหารผู้ถูกชิงธงจนตะลึงงันไปตามๆ กัน!