Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 404 การซุ่มโจมตีที่บ้าคลั่ง

การซุ่มโจมตีที่บ้าคลั่ง

 

            บรรยากาศภายในเมืองนั้นค่อนข้างที่จะวุ่นวาย ต่างกับบรรยากาศรอบตัวกัสที่ค่อนข้างสงบจึงไม่น่าแปลกที่จะมีใครบางคนเหลือบไปเห็นเขาและถูกดึงดูดด้วยความสงบนิ่งที่เป็นธรรมชาติของเขา

        แต่ถึงจะถูกดึงดูดมันก็ทำได้เพียงเรียกความสนใจจากคนทั่วไปเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะเมืองแห่งนี้ไม่ใช่เมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว

            ในเมืองนี้กัสเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้จักดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าดึงดูดเท่าไหร่

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็มีใครบางคนที่จดจำใบหน้าของกัสได้และตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปนานหลายนาที

            ทว่ากัสนั้นไม่ได้รู้ความผิดปกติของคนเหล่านั้นเลย เขายังคงเดินตรงไปยังวิหารเทพจริงแท้ก่อนจะเข้าไปด้านในโดยไม่แวะพักที่ใดเลย

            บรรยากาศภายในวิหารนั้นสงบกว่าภายนอกมาก แต่กัสก็ยังสังเกตเห็นความวิตกกังวลของเหล่านักบวชสาวภายในวิหาร

            แต่ภาพรวมของบรรยากาศภายในวิหารก็ยังนับว่าสงบและมั่นคงทำให้กัสแอบชื่นชมทุกคนอยู่ในใจที่สามารถสงบใจได้ในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้

            กัสเดินผ่านทางเดินที่คุ้นเคยไปโดยไม่มีนักบวชสาวคนใดมาช่วยนำทางเพราะตอนนี้ทุกคนดูจะยุ่งมากเขาเลยไม่รอให้ใครออกมาต้อนรับ แต่เดินตรงไปยังห้องโถงเพื่อรอท่านหญิงมิวลีฟโดยตรง

            แต่หลังจากเดินเข้าไปได้ไม่กี่สิบก้าว นักบวชสาวคนหนึ่งก็เดินสวนออกมาจากด้านในก่อนจะยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นกัส

            “ท่านกัสโทนีย่า! ท่านผู้อาวุโสต้องการพบท่านค่ะ”

            “ท่านผู้อาวุโสต้องการพบข้างั้นหรือ..ข้าทราบแล้ว”

            กัสพยักหน้ารับอย่างไม่เข้าใจแล้วเดินตามนักบวชสาวไปจนถึงห้องของผู้อาวุโสอย่างเลี่ยงไม่ได้

            เมื่อไปถึงห้องของผู้อาวุโสกัสก็ยังไม่ทันได้เคาะประตูเรียก เสียงจากภายในก็ดังขึ้นมาก่อน เขาเลยเปิดประตูเข้าไปตามคำสั่ง

            “สวัสดีครับผู้อาวุโส สวัสดีครับหัวหน้านักบวช”

            “ขอโทษที่เรียกเจ้ามานะเด็กน้อย นั่งก่อนสิ”

            กัสตอบรับคำเชิญของหัวหน้านักบวชสาวแล้วนั่งลงอย่างว่าง่าย ขณะที่ผู้อาวุโสยังมีสีหน้าเคร่งขรึมและมองออกไปด้านนอกอยู่ตลอด

            “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ทำไมถึงเรียกตัวข้ามาที่นี่”

            “เรื่องนั้น..ข้าแค่จะบอกเจ้าว่าช่วงนี้ให้ระวังตัวหน่อย ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายมาก สถานการณ์ภายในเมืองค่อนข้างเสี่ยง ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าออกมาจากดันเจี้ยนในช่วงนี้..”

            กัสนิ่งฟังจนจบก็พยักหน้ารับอย่างสงบ จนทำให้หัวหน้านักบวชสาวประหลาดใจเพราะความสงบของเขามันเป็นอะไรที่ผิดปกติมากในสถานการณ์แบบนี้

            ผู้อาวุโสเองก็เหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงมันเห็นเขาตั้งแต่ตอนที่เขาออกมาจากดันเจี้ยนแล้วด้วยซ้ำ

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ตกใจเลยนะเจ้าหนู”

            ดวงตาที่แหลมคมของผู้อาวุโสจ้องมองกัสด้วยท่าทีที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเขาก็ยังคงนิ่งเฉย เขาสงบนิ่งอย่างมากจนไม่ว่าใครก็บอกได้ว่ามันผิดปกติ

            “ถ้าหากข้าบอกว่า..ข้ารู้เรื่องนี้มานานแล้วท่านจะเชื่อไหมครับ”

            พริบตานั้นสีหน้าของผู้อาวุโสและหัวหน้านักบวชสาวก็เปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศภายในห้องถึงกับดิ่งลงวูบหนึ่งด้วยแรงกดดันของครึ่งเทพและเทพอสูร

            แรงกดดันนี้ทำให้หัวคิ้วของกัสขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่กลับทำให้นิโกะกับซันโกะถึงกับหน้าซีดขาวไป ก่อนที่มันจะหายไปในอึดใจ

            “เจ้าหนู..เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ”

            “ข้าทราบดีครับและข้าก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้พูดไปก็คงไม่มีใครเข้าใจ”

            สีหน้าท่าทางของกัสนั้นผิดปกติมากจนทำให้ผู้อาวุโสและหัวหน้านักบวชสาวต้องหันมามองหน้ากันครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

            “เจ้าพูดจริง..”

            “ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ..บอกตามตรงข้าอยากจะบอกเรื่องนี้กับตระกูลมานานแล้ว แต่เกรงว่าหากข้าพูดก่อนจะเกิดเรื่องคงไม่มีใครยอมเชื่อ..”

            คำพูดของกัสนั้นไม่ใช่คำโกหก ผู้อาวุโสและหัวหน้านักบวชสาวล้วนฟังออกว่าเขาไม่ได้โกหกจริงๆ แต่มันก็เหลือเชื่อเกินไปจนชวนให้คิดว่าบางทีเขาอาจจะถูกใครบางคนทำให้เชื่อแบบนั้น

            ทันทีที่ความคิดนี้ปรากฏขึ้นหัวหน้านักบวชสาวก็กล่าวคำขอโทษคำหนึ่งจากนั้นชี้นิ้วไปทางกัส

            พริบตานั้นแสงสีขาวก็ระเบิดวูบออกมาจากปลายนิ้วแล้วเจาะเข้าไปในหัวของกัสด้วยความเร็วแสงจนไม่มีใครตอบสนองได้ทัน

            ทว่ากัสก็ยังคงสงบ เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยหลังจากถูกแสงสว่างเจาะทะลุเข้าไปในหัวเท่านั้น ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจและความสุขเมื่อเขาพบว่าความอ่อนล้าทางจิตใจของเขาดีขึ้นอย่างมาก

            ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมนี้เกือบจะทำให้กัสครางออกมาอย่างมีความสุข แต่เขาก็หยุดตัวเองเอาไว้ก่อนเพราะกลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาท

            “เจ้าพูดอีกทีสิเด็กน้อย”

            “ครับ..ข้าบอกว่าข้ารู้ว่าจะเกิดเรื่องในวันนี้มาก่อนแล้ว และก็ไม่ได้ถูกใครบางคนทำให้เชื่อแบบนั้นด้วย..”

            อึดใจต่อมาสีหน้าของผู้อาวุโสกับหัวหน้านักบวชสาวก็เปลี่ยนไปจนน่ากลัว ก่อนที่ทั้งสองจะสงบลงอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง

            “เจ้าบอกว่าเจ้ารู้มาก่อน..เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก”

            “ข้าไม่ทราบ..ข้ารู้แค่ว่านับจากนี้ดินแดนปีศาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไป ดินแดนรกร้างที่ไม่มีใครเคยสัมผัสจะกลายเป็นดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ทุกคนบนทวีปแห่งนี้สามารถอาศัยอยู่ได้”

            สีหน้าของผู้อาวุโสดูเปลี่ยนไป มันคิดจะพูดอะไรบางอย่างแต่พริบตาเดียวสีหน้าของมันก็เปลี่ยนไปก่อนจะหันไปมองด้านนอกจากนั้นก็หายตัวไปทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

            “นี่..เจ้าพวกนั้นมาที่นี่ทำไมกัน..”

            น้ำเสียงของหัวหน้านักบวชสาวกลายเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาก่อนที่เธอจะหันกลับมามองกัสแล้วขมวดคิ้ว จากนั้นก็หันไปมองด้านนอกมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่ห่างออกไปจากเมืองหลายพันกิโลเมตร

            หลังจากมองดูชั่วขณะเธอก็หันกลับมามองกัสด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมจริงจัง

            “ไม่ต้องสนใจหรอกเด็กน้อย ท่านปูข้าจัดการได้ ตอนนี้พวกเรามาพูดถึงเรื่องเมื่อครู่ต่อกันดีกว่า”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ ขณะที่พยายามส่งสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะต่อให้เขายืดสัมผัสออกไปจนสุดก็มองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากกลุ่มก้อนพลังชีวิตของผู้คนในเมืองที่ไม่มีอะไรผิดแปลกไป

            “ทราบแล้วครับ..”

            แม้จะบอกว่าให้พูดต่อแต่หัวหน้านักบวชสาวกลับพูดอะไรไม่ออกอยู่นานหลายนาทีเพราะเธอไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตรงไหนดี

            “เจ้าพอบอกได้ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้”

            ครั้งนี้กัสไม่ได้ตอบกลับไปในทันทีเหมือนก่อนหน้านี้เพราะเขารู้สึกว่ามันยากที่จะทำให้ทุกคนเชื่อ เขาลังเลใจอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าการพูดออกมาตอนนี้ดีหรือไม่

            แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาทีสีหน้าของกัสก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจัง

            “หายนะ..”

            คำตอบกับสีหน้าของกัสนั้นทำให้ใบหน้าของหัวหน้านักบวชสาวซีดลงไปเล็กน้อย เธอรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การพูดเล่นไม่ใช่การแกล้งทำให้ตกใจ เพราะในดวงตาของเขามันสะท้อนความรู้สึกที่ดำมืดจนน่ากลัวออกมา

            “นี่เจ้า..”

            หัวหน้านักบวชสาวพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ หากแต่ยื่นมือออกไปลูบใบหน้าของกัสด้วยความสงสารก่อนจะปลดปล่อยพลังชำระล้างจิตใจที่อบอุ่นอ่อนโยนออกมา

            ความดำมืดที่อยู่ในดวงตาของกัสจึงค่อยๆ สลายหายไปและแทนที่ด้วยดวงตาที่สดใสและความขอบคุณ

            “ขอบคุณครับท่านหัวหน้านักบวช..ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”

            หัวหน้านักบวชสาวพยักหน้ารับเล็กน้อยพลางมองดูกัสด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะลูบหัวเขาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูจนเขาได้แต่ยิ้มฝืนๆ

            “อีกนานแค่ไหน..”

            “1 ปี..ไม่เกิน 1 ปี”

            หัวหน้านักบวชสาวพยักหน้าน้อยๆ โดยไม่พูดอะไรอยู่นานหลายสิบนาที ก่อนที่เธอจะบอกให้กัสไปได้โดยไม่ถามอะไรอีก

            กัสสับสนเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนี้แต่เขาก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มและกล่าวลาอย่างสุภาพ

            หลังจากออกไปจากห้องกัสก็เดินไปยังห้องโถงเพื่อรอท่านหญิงมิวลีฟที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเมื่อเขาเข้าไปถึง เขาก็เห็นแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นจากวงแหวนเวทพอดี จากนั้นไม่นานท่านหญิงมิวลีฟก็ปรากฏตัวขึ้น

            กัสสบตากับท่านหญิงด้วยความแปลกใจ ก่อนที่พวกเขาจะยิ้มให้กันแทนคำทักทาย

            “เจ้ารอนานไหมกัสโทนีย่า”

            “ไม่ครับ ข้าเพิ่งเสร็จธุระพอดี..”

            หลังจากท่านหญิงมิวลีฟเดินออกมา ตัวแทนกองกำลังข้ารับใช้ทั้งสามก็เดินตามออกมาทีละคน ตามมาด้วยกองกำลังข้ารับใช้ที่เดินออกมาเป็นกลุ่มจนทำให้ห้องโถงแห่งนี้คับแคบไปถนัดตา

            กัสมองภาพนี้ด้วยความทึ่งเพราะเขาเพิ่งจะเคยเห็นการเคลื่อนย้ายทางไกลของคนจำนวนมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก

            เขาถึงกับเห็นวงแหวนเวทที่เกือบจะดับลงกลางคันแต่ก็ถูกนักบวชสาวโดยรอบเสริมพลังอย่างรวดเร็วจนกลับมามั่นคงอีกครั้ง

            การเคลื่อนย้ายของท่านหญิงมิวลีฟนั้นใช้เวลานานเกือบสิบนาทีกว่าจะเสร็จ พร้อมกับกองกำลังข้ารับใช้กว่า 1 พันคนที่ติดตามมาด้วย

            นี่นับเป็นการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ที่ยากจะเกิดขึ้นได้จนพูดได้ว่าหากคนที่ร้องขอการเคลื่อนย้ายในครั้งนี้ไม่ใช่ท่านหญิงมิวลีฟแล้วละก็

            เกรงว่าคงจะไม่มีใครสามารถนำกองกำลังของตัวเองเคลื่อนย้ายผ่านวงแหวนเวทได้เกิน 100 คนในครั้งเดียวอย่างแน่นอน

            แต่ท่านหญิงนำมาทีเดียวถึง 1 พันคนซึ่งมากกว่าขีดสุดที่คนทั่วไปขอได้ถึง 10 เท่า มันจึงเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก

            แต่สิ่งที่ทำให้กัสตกใจมากที่สุดคือท่านหญิงเคลื่อนย้ายมาในตอนที่สถานการณ์ในเมืองแห่งดันเจี้ยนทุกแห่งวุ่นวายแบบนี้ได้มากกว่า

            กัสมองดูจำนวนคนที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังท่านหญิงด้วยความอึ้งน้อยๆ ก่อนจะได้สติเมื่อตัวแทนทั้งสามที่เขาสนิทสนมด้วยที่สุดส่งคำทักทายมาให้

            “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะท่านกัสโทนีย่า”

            “ครับ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ..เอาเป็นว่าพวกเราเข้าไปในดันเจี้ยนเลยดีไหมครับ หรือว่าท่านหญิงจะไปติดต่อใครก่อน”

            “หากเป็นเรื่องนั้นท่านกัสโทนีย่าไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ข้าได้ติดต่อคนในตระกูลเอาไว้แล้ว อีกไม่นานตัวแทนกองทัพจะมาพบกับพวกเราที่นี่ค่ะ”

            “เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รอกันหน่อยก็แล้วกัน”

            พูดแล้วกัสก็หันไปหาท่านหญิงมิวลีฟที่มองดูเขากับข้ารับใช้ของเธอด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะสบตากันยิ้มๆ แล้วเงียบไป

            ไม่นานนักตัวแทนกองทัพทั้งสามก็มาถึง

            ตัวแทนทั้งสามนี้เป็นตัวแทนของกองทัพเมด กองทัพอัศวินและกองทัพผู้ดูแลสวน ทั้งสามล้วนเป็นคนของตระกูลเทพมังกรทั้งสิ้นและมาพร้อมกับนักรบกล้าที่แข็งแกร่งจนกัสสัมผัสได้

            ความแข็งแกร่งของนักรบทั้งสิบนั้นเหนือกว่าระดับเตรียมเทพอสูรทั่วๆ ไปมาจนเกือบจะพูดได้ว่านี่คือผู้ที่กำลังจะก้าวเป็นเทพอสูรในไม่ช้า

            ท่านหญิงมิวลีฟมองดูตัวแทนทั้งสามแล้วยิ้มแทนคำทักทาย จากนั้นเธอก็หันมามองกัสและพยักหน้าให้กับเขา

            “พวกเราไปกันเถอะ”

            พูดจบท่านหญิงมิวลีฟก็เดินนำไปก่อน ตามมาด้วยตัวแทนข้ารับใช้ทั้งสาม กัสกับข้ารับใช้ จากนั้นติดตามมาด้วยตัวแทนกองทัพทั้งสามและนักรบ สุดท้ายคือกองกำลังข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟ

            ขบวนขนาดใหญ่เคลื่อนตัวออกไปจากวิหารเทพจริงแท้อย่างช้าๆ และกลายเป็นขบวนที่ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดในเส้นทางได้เป็นอย่างดี

            ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของผู้คนในขบวน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือความจริงที่ว่าทุกคนในขบวนนั้นเป็นสตรีที่งดงามก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทุกคนหันมามอง

            กัสที่เป็นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวนับว่าโดดเด่นที่สุดในขบวนนี้ แต่ก็ยังถูกท่านหญิงมิวลีฟบดบังไปไม่น้อยจึงทำให้หลายคนมองข้ามเขาไปโดยไม่รู้ตัว

            แต่ที่กัสคิดไม่ถึงก็คือ หลังจากเดินไปได้ครึ่งทางก็มีกองทัพขบวนหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาปิดกั้นเส้นทางของพวกเขา

            วินาทีนั้นบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปเพราะความแข็งกร้าวที่กองทัพตรงหน้าแสดงออกมันเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก

            หลังจากนั้นเพียงอึดในกองทัพอีกกองทัพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยหน่วยธนูที่ปรากฏขึ้นจากด้านบนของอาคารที่เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง

            พริบตานั้นบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปในทันที มันกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างการเข้าใจผิดอย่างแน่นอน

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกมาให้เห็นบ่งบอกถึงความตั้งใจที่ชัดเจนของพวกมันทำให้กัสตื่นตัวขึ้นทันที

            กองกำลังข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟก็เคลื่อนไหว อาวุธชุดเกราะปรากฏขึ้นมาแทบจะในทันทีทำให้หญิงสาวทุกคนเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้

            ปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งขึ้นไปอีกเพราะทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่บุคคลที่จะเอาชนะได้โดยง่าย

            ขบวนรบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อโอบล้อมท่านหญิงมิวลีฟและกัสเอาไว้ตรงกลาง ในขณะเดียวกันกองทัพทั้งสองฝากก็เริ่มแปรขบวนเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้

            สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปอย่างมาก เขามองภาพนี้อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเพราะเขาไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำอะไรแบบนี้ภายในเมือง

            ต้องบอกว่ากองกำลังข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟเองก็คิดแบบนี้เช่นกันทำให้พวกเธอตอบสนองช้าไปชั่วขณะ

            ยังดีที่อีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนจะมีความสับสนวุ่นวายซ่อนอยู่เหมือนกันทำให้พวกมันไม่สามารถลงมือโจมตีได้ในทันที

            กัสสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ในทันทีและตระหนักว่าการซุ่มโจมตีที่ดูเหมือนเตรียมตัวมาก่อนนี้อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด

            ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความสับสนและแรงกดดันที่น่ากลัว เสียงตะโกนที่ดุดันและหยาบคายของบุรุษคนหนึ่งจึงกลายเป็นเสียงที่ดังเป็นพิเศษ

            “กัสโทนีย่า!! เจ้าเดรัจฉาน! ไสหัวออกมารับความตายเดี๋ยวนี้!!”

            เสียงตะโกนที่ดุร้ายและหยาบคายนี้หลุดออกมาจากบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพ เสียงของมันทั้งดุร้ายและเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นและความบ้าคลั่งจนทุกคนสัมผัสได้

            วินาทีนั้นกัสก็ตระหนักว่าปัญหาในครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากตัวเขา ไม่ใช่ท่านหญิง

            ทันทีที่รู้เรื่องนี้กัสก็หันไปมองท่านหญิงมิวลีฟด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะก้าวเดินออกไปด้านหน้าเพื่อออกไปจากการคุ้มกันของขบวนรบ

            “ท่านกัส! อย่าค่ะ! อย่าออกไป!!”

            ตัวแทนกลุ่มรอยัลเมดส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ ทว่ากัสก็ไม่ได้หยุดเท้าลงในทันที เขาเพียงหันไปยิ้มน้อยๆ ด้วยความขอบคุณ

            “ไม่ต้องห่วง..ในเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นจากข้า ข้าจะจัดการเอง”

            หลังจากพูดจบกัสก็เดินฝ่าขบวนรบของท่านหญิงมิวลีฟออกไปท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของนักรบทุกคนเพราะพวกเธอยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้จึงไม่กล้าที่จะขัดขวางเขาเอาไว้

            กัสฉวยโอกาสนี้ออกไปด้านหน้าขบวนด้วยสีหน้าที่เย็นชา เขามองไปรอบๆ มองดูสัญลักษณ์ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของอีกฝ่ายและเข้าใจได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้มาจากไหน

            “ตระกูลไอรอนบลัดบ้าไปแล้วสินะที่ยอมให้พวกเจ้าออกมาทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้..คิดดีแล้วหรือที่ทำแบบนี้ภายในเมือง”

            เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดังสวนกลับมาในทันที ตามมาด้วยเสียงสบถที่หยาบคายและดุร้ายของบุรุษวัยกลางคน

            “ทำเรื่องโง่ๆ งั้นหรือ!! นี่เจ้าคิดว่ามีแค่ตระกูลอันดูวเดธของเจ้าเท่านั้นหรือที่ฆ่าคนในเมืองได้!! แล้วที่เจ้าทำกับน้องชายของข้าเล่า!! แล้วท่านลุงของข้า!! เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าที่ฆ่าคนได้งั้นหรือ!!”

            ยิ่งพูดดวงตาของบุรุษวัยกลางคนก็ยิ่งแดงก่ำ ความบ้าคลั่งที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะก่อนที่จะกลายเป็นจิตสังหารที่เกรี้ยวกราดดุร้าย

            วินาทีนั้นกัสก็ตระหนักว่าการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่มีทางหยุดได้อีกแล้ว

            “วันนี้ข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า! ไม่ได้มีแค่เจ้าที่ฆ่าคนได้!! ฆ่ามัน!!!”