ทันทีที่เหลียงอันถ่ายทอดพลังปราณไปยังผลึก หยาดโลหิตอสูรอันแวววาวในมือของเหลียงอันก็พลันเปล่งประกายเรืองรองด้วยรัศมีสีแดงฉาน ชั่วลมหายใจเดียวก็มีเงาวูบบดบังดวงอาทิตย์จิวฟงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นนกอินทรีขนาดใหญ่กำลังกระพือปีกสายลมแรงปะทะเข้ากับพวกเด็กๆจนเหล่าศิษย์บ้านประกายหมอกถึงกับซวนเซ
เหลียงอันพยักหน้าให้อินทรีขนเหล็กสัตว์อสูรซึ่งทำพันธสัญญากับเขาและทันใดนั้นร่างของสัตว์อสูรปีกแข็งก็จางลงๆจนดูคล้ายกับหมอกควันจากนั้นกลุ่มเงาจางๆก็พุ่งวูบเข้ามายังตันเถียนของเหลียงอันหยาดโลหิตอสูรพลันอันตรธานไปในบัดดล ขณะนั้นเองร่างกายของอาจารย์ประจำบ้านวายุจำรัสก็เปลี่ยนไป
ใบหน้านั้นยังคงเป็ใบหน้าของเหลียงอันแต่ดวงตาของเขากลับกลายมาเป็สีแดงโลหิตลำตัวของคนแซ่เหลียงมีขนสีเงินแข็งๆแซมอยู่ทั่วร่างกายที่แผ่นหลังของเขามีปีกใหญ่สองปีกงอกออกมาปีกทั้งสองเป็สีเงินเฉกเช่นเดียวกับสีของนกอินทรีตัวนั้น บัดนี้เหลียงอันกลายมาเป็ครึ่งคนครึ่งอสูรไปแล้ว!
“ไม่ต้องในี่ข้าเอง...ข้าได้ทำการควบรวมอสูรกับอินทรีขนเหล็กที่ได้ทำพันธสัญญาไว้...”เหลียงอันพูดกับเด็กๆที่กำลังตื่นใด้วยน้ำเสียงแหบพร่าน้ำเสียงของเขาฟังดูเหนื่อยล้า เขาเกร็งร่างกายไว้ทุกส่วน ใบหน้าของเขามีเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นที่ขมับของเขาก็มีเส้นเืปูดโปน
ควบรวมอสูรได้แปดคู่ลมหายใจเหลียงอันก็หอบแฮกๆใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเขารีบรวบรวมลมปราณไปที่จุดตันเถียนเพื่อขับหยาดโลหิตอสูรออกมาโดยไม่รอช้าเมื่อหยาดโลหิตอสูรเม็ดแวววาวออกมาพ้นร่างของเหลียงอันแล้ว นกอินทรีอสูรก็ปรากฏกายขึ้นอยู่เหนือศีรษะของเขาเหลียงอันที่กลับมาเป็มนุษย์โดยสมบูรณ์โค้งน้อยๆให้สัตว์อสูรขนเหล็กซึ่งกำลังมองเขาด้วยหางตาแล้วอินทรีตัวนั้นก็บินลับไปด้วยความเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ
เด็กๆยังคงตะลึงกับภาพที่เห็นไม่หายสัตว์อสูรอันร้ายกาจได้เข้ามาอยู่ในร่างกายคนและเปลี่ยนให้มนุษย์คนหนึ่งมีลักษณะกึ่งอสูรในขณะที่ศิษย์ใหม่กำลังยืนตัวแข็งอยู่นั้น เหลียงอันก็เอ่ยว่า
“เมื่อครู่ข้าได้สะกดไอสัตว์อสูรไม่ให้เข้ามายังตันเถียนไอสัตว์อสูรกับลมปราณของมนุษย์เข้ากันไม่ได้แม้การควบรวมอสูรจะทำให้ร่างของผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้นแต่ไอสัตว์อสูรจะเกาะเกี่ยวและแข็งตัวอยู่ที่จุดปราณทำให้การฝึกตนไม่ก้าวหน้ากว่าไอสัตว์อสูรจะหลุดร่อนออกไปจากตันเถียนก็กินเวลานานแสนนานด้วยเหตุนี้ผู้มุ่งสู่ความเป็เซียนจึงไม่ผสานร่างกับสัตว์อสูรหากไม่จำเป็”เหลียงอันพูดด้วยเสียงหอบ อาการของเขาบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระแสปราณในตันเถียนถูกไออสูรมาเกาะพันเหลียงอันโยนยาเม็ดสีดำเข้าปากแล้วสูดลมหายใจเข้า จากนั้นก็ระบายลมออกยาวๆไม่นานนักสีหน้าของเขาก็กลับมาเป็ปกติ
“จำไว้ว่าการควบรวมอสูรไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่ความแข็งแกร่งที่เที่ยงแท้หลักใหญ่ของผู้ฝึกตนคือการเดินลมปราณ ไม่ว่าจะเป็การฝึกยุทธ์ การปรุงยาการตีศาสตราเวท การเขียนอักขระ การจารตำราหรือแม้แต่การพยากรณ์นั้นอิงกับปราณในร่างกายทั้งสิ้นฉะนั้นจงตั้งใจฝึกเดินลมปราณให้ดี”
เหล่าเด็กบ้านวายุจำรัสต่างพยักหน้ารับคำอาจารย์ประจำบ้านเห็นลูกศิษย์มีความมุ่งมั่น อาจารย์เช่นเขาก็ดีใจเหลียงอันหยิบตำราเดินลมปราณของสำนักขึ้นมาแล้วถามว่า
“ใครอ่านตำราเล่มนี้มาแล้วบ้าง”
ชุนจางมินรีบยกมือขึ้นก่อนใครจากนั้นศิษย์บ้านประกายหมอกทุกคนก็ยกมือกันพรึ่บพรั่บเหลียงอันกวาดสายตามองดูลูกศิษย์ก็เห็นว่าไม่มีใครไม่ยกมือแม้แต่คนเดียว
“ดี!...ดีมากๆ!”
จิวฟงเหลือบมองเ้าอ้วนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายที่กำลังชูมือหราเมื่อเห็นจิวฟงจ้องมองมาต้าไคก็หัวเราะแหะๆแล้วค่อยๆลดมือลงทีละน้อยเพื่อไม่ให้อาจารย์สังเกตเห็น
เหลียงอันดีดนิ้วหนึ่งครั้งถุงวิเศษก็ถูกเปิดออกยาเม็ดกลมสีเทาลอยออกมาจากถุงแล้วตรงไปหาศิษย์นับร้อยเมื่อลอยมาใกล้ผู้ฝึกตนยาเม็ดสีเทาก็หยุดนิ่งกลางอากาศเหล่าศิษย์คว้าเอาโอสถสีเทาแล้วกลืนลงไปตามคำสั่งของผู้เป็อาจารย์ ไม่นานนักพวกเขาก็รู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างซึมซาบอยู่ในร่างกาย
เหลียงอันเร่งให้เด็กๆนั่งหลับและยืดร่างกายให้ตรงดั่งขุนเขาพร้อมกับทำใจให้สงบนิ่งดังสายน้ำที่กระจ่างใสเมื่อศิษย์ใหม่เริ่มหลับตาตั้งสมาธิเขาก็เดินเข้ามาจัดท่าทางให้ผู้ฝึกตนทีละคนเพื่อให้ลมปราณในร่างกายของเหล่าศิษย์ผู้มาใหม่ไหลเวียนได้สะดวกขึ้น
“เยี่ยมมากสมกับเป็ดาวเด่นของสำนัก” เมื่อได้เห็นท่าเดินลมปราณของชุนจางมินอาจารย์เหลียงอันลอบชมอยู่ในใจ เขาปรับแต่งท่าทางให้นางอีกเล็กน้อย แล้วเขาก็เดินไปหาเด็กหญิงคนถัดไปซึ่งก็เป็เพื่อนร่วมศิษย์พี่ของชุนจางมิน
“นี่ก็ใช้ได้”
“นี่ก็ดี”
“คนนี้ไม่เลวเลย”
เด็กหญิงทั้งสามเป็เพื่อนของชุนจางมินอาจารย์เหลียงอันคิดว่าการจัดกลุ่มผู้ฝึกตนในปีนี้ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียวอย่างน้อยก็มีกลุ่มศิษย์ที่มีแววจะก้าวหน้าในโลกของผู้ฝึกตนมารวมกลุ่มกันอยู่
เหลียงอันใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเดินมาถึงแถวสุดท้ายเมื่อเห็นท่าทางของต้าไคที่นั่งหลังค่อมโน้มไปข้างหน้า เขาก็ถึงกับส่ายหัวเหลียงอันใช้ฝ่ามือตบไปที่หลังเ้าอ้วนแรงๆจนเกิดเสียงดังป๊าบจากนั้นอาจารย์แซ่เหลียงก็ดัดตัวของต้าไคให้ยืดตรงต้าไคลืมตาขึ้นมาพร้อมกับร้องอู้
“อย่าลืมตา ตั้งสมาธิไม่ต้องสนใจสิ่งรอบข้าง!” เหลียงอันเอ่ยด้วยเสียงดังเพื่อให้คนอื่นๆได้ยินด้วย
จิวฟงแทบจะไม่ได้ยินเสียงของอาจารย์ที่ยืนใกล้ๆทันทีที่โอสถสีเทาเข้าปากเขาก็นั่งขัดสมาธิและขยับตัวเพื่อให้กะบังลมและปอดทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมีใครบอกเขาขยับตัวได้ครู่เดียวก็พบท่านั่งที่ทำให้ลมหายใจไหลเข้าออกผ่านร่างกายได้ดีที่สุดขณะนี้เขานั่งตัวตรงราวกับรูปปั้นพระโพธิสัตว์ก็ไปปาน
“อา...สมบูรณ์แบบไม่น่าเชื่อว่าเด็กแซ่จิวจะตั้งท่าเดินลมปราณได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้!”เหลียงอันพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขาคิดว่านิสัยที่แสดงออกมาภายนอกอาจไม่สะท้อนถึงพร์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
สำหรับจิวฟงแล้วการเดินลมปราณด้วยวิธีตามแบบปกตินั้นง่ายราวกับพลิกฝ่ามือเพียงเขายืดตัวขึ้นและสูดลมเพียงเล็กน้อยลมหายใจเข้าก็ชักนำไอปราณไปถึงจุดตันเถียนจนเกิดแสงสว่างวาบขณะนี้เขามองเห็นสายปราณไหลรวมลงไปที่จุดตันเถียนเมื่อรวมกับการกระตุ้นจากโอสถสีเทา สายปราณของเขาก็ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นทีละน้อยๆ
สาเหตุที่จิวฟงสามารถเดินลมปราณได้ง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปากนั้นเป็เพราะว่าเขาได้ฝึกเดินลมปราณย้อนกลับมาก่อนการปรับจังหวะการหายใจตามแบบฉบับของคัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุทำให้อวัยวะภายในเปลี่ยนแปลงไปอวัยวะน้อยใหญ่พร้อมที่จะชักนำกระแสปราณจากอากาศให้ไหลเข้าสู่ร่างกายอยู่ทุกเมื่อ
เวลานี้เหลียงอันสั่งให้ศิษย์ทุกคนเริ่มเดินลมปราณจิวฟงไม่สนใจเสียงที่แว่วเข้ามาในโสตประสาทจิตของเขาจดจ่อและคอยสังเกตสายปราณที่ไหลลงสู่ตันเถียน สายปราณที่คล้ายกับสายน้ำไหลรินลงสู่หลุมสว่างๆหลุมน้อยๆสายน้ำเอื่อยๆค่อยๆขยายตัวขึ้นทีละน้อย และทันใดนั้นเองจิวฟงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ในสายปราณที่เปรียบประดุจสายธาราไหลเอื่อยมีเส้นปราณเส้นบางๆซ่อนอยู่ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็นว่าสายปราณนี้แตกต่างจากปราณปกติแต่จิวฟงก็รับรู้ถึงความละเอียดและบางเบาของมันได้ ความละเอียดนั้นเป็หนึ่งเดียวกับฐานปราณขนาดเท่าหัวแม่มือซึ่งก่อตัวมาจากวิชาเดินลมปราณย้อนกลับ!
อันที่จริงสายปราณย้อนกลับนี้มิได้เพิ่งเกิดขึ้นสายใยปราณย้อนกลับอันแสนจะละเอียดถูกสร้างขึ้นั้แ่จิวฟงฝึกเดินลมปราณย้อนกลับอย่างไม่หยุดไม่หย่อนแล้วหากแต่ในครั้งนี้ไอปราณจากทรัพยากรโอบล้อมและเคลือบสายปราณเส้นบางๆไว้จึงทำให้จิวฟงพอจะสังเกตเห็น
เ้าเปี๊ยกดีใจเหลือคณนาเขา้าเสริมสร้างสายปราณอันละเอียดอ่อนนี้ให้มีขนาดทัดเทียมกับสายปราณสายปกติจิวฟงรีบลุกขึ้นมาทั้งๆที่ยังหลับตา เขากางสองแขนสองขาทำท่าแบกโลกไว้
“อาวววววว์”
“อูววววววว์”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบพวกศิษย์ทั้งหลายต่างสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงนั้นครั้นจะลืมตาขึ้นมาพวกเขาก็จำคำสั่งของเหลียงอันได้เหล่าศิษย์หลับตาฝึกเดินลมปราณต่อไปโดยพยายามไม่สนใจกับเสียงที่เริ่มจะดังขึ้นทุกทีแต่ขณะนั้นเองก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
ครอกกกกกฟรี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คราวนี้พวกศิษย์บ้านประกายหมอกถึงกับทนไม่ไหวพวกเขาต่างหันหลังกลับมามองยังต้นเสียงทั้งสองและเมื่อได้เห็นจิวฟงยืนทำท่าประหลาดอีกทั้งยังมีเ้าอ้วนที่นั่งสัปหงกพวกเขาก็ถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก
“จิวฟง! ต้าไค!” เหลียงอันะโดังลั่นจนคนทั้งสองสะดุ้งจิวฟงและต้าไคลืมตามามองหน้ากัน แล้วทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันแบบเจื่อนๆอาจารย์แซ่เหลียงมองหน้าเด็กทั้งสองพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอยู่นานจากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาวๆ
เป็อันว่าการฝึกเดินลมปราณครั้งแรกของศิษย์บ้านวายุจำรัสจบลงเร็วกว่าที่หลายคนคิดเหลียงอันให้ผู้ฝึกตนจดจำวิธีการเดินลมปราณในวันนี้แล้วนำไปฝึกฝนต่อกันเอาเองก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายเหลียงอันได้กำชับให้ผู้ฝึกตนหัดเดินลมปราณในที่ลับตาคนโดยที่เขาไม่ได้บอกเหตุผลใดๆแก่ลูกศิษย์
“ข้าลืมบอกไปว่าหนึ่งเดือนข้างหน้าจะมีการทดสอบพลังปราณของศิษย์บ้านวายุจำรัสในระยะเวลาหนึ่งเดือนผู้ฝึกตนจะยังไม่บรรลุถึงลมปราณขั้นที่หนึ่งเพราะฉะนั้นทางสำนักจะใช้ผลึกแร่สีหมอกในการตรวจวัดพลังปราณ ผู้ที่มีพลังปราณมากที่สุดถือว่าเป็ผู้มีทั้งพร์และความมุ่งมั่นและสมควรที่จะได้รับตำแหน่งหัวหน้าบ้าน”
เมื่อได้ยินคำว่าหัวหน้าบ้านดวงตาของจิวฟงก็ลุกวาวเขาหมายมั่นปั้นมือที่จะ่ชิงตำแหน่งนั้นมาให้จงได้
“สิบห้าเหรียญเงินต่อหนึ่งสัปดาห์เงินจำนวนนี้นำไปแลกโอสถสีเทาได้สามสิบเม็ดยาปริมาณนี้ต้องทำให้สายปราณย้อนกลับของข้าขยายใหญ่ขึ้นได้แน่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องเป็ที่หนึ่งในการทดสอบ!”
ขณะนั้นเองเหลียงอันก็มองมาที่จิวฟงแล้วกล่าวว่า
“ผู้เป็หัวหน้าบ้านเท่ากับเป็ตัวแทนของบ้านประกายหมอกหัวหน้าบ้านสามารถตักเตือนผู้กระทำผิดหากลูกบ้านไม่เชื่อฟังก็สามารถริบป้ายของคนผู้นั้นไว้และแจ้งมายังอาจารย์ประจำบ้านได้หากข้าพิจารณาแล้วว่าความผิดนั้นเป็ความผิดที่ร้ายแรงก็จะส่งเื่ต่อให้ผู้คุมกฎตัดสินลงโทษ”
พอสิ้นเสียงของเหลียงอันชุนจางมินที่นั่งอยู่แถวหน้าก็หันหลังกลับมามองจิวฟงนางจ้องมองเขาอยู่นานโดยที่ไม่ละสายตา ฝ่ายจิวฟงก็จ้องหน้าชุนจางมินกลับเ้าเปี๊ยกเบ้ปากพร้อมกับยักไหล่
“ชิ...มองข้าด้วยสายตาอย่างนั้นหมายความว่าอะไรคิดจะใช้อำนาจหัวหน้าบ้านยึดเอาป้ายประจำตัวของข้าล่ะสิ ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เ้าไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นได้แน่”แต่แล้วด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบ จู่ๆจิวฟงก็เปลี่ยนความคิด
“เอ๊ะ หรือว่า...ที่นางจ้องหน้าข้าเช่นนั้นเป็เพราะว่า...นางตกหลุมรักข้า!”
“ไม่ผิดแน่ที่นางเดินตามข้าออกมาจากหอคัมภีร์เป็เพราะนางอยากจะชวนข้าคุยและที่นางไม่ยอมชะลอฝีเท้าเมื่อเช้านี้เป็เพราะนางอยากเดินเคียงคู่กับข้าอา...ไม่ได้ๆ ข้ายังเด็กอยู่ ไม่คิดถึงเื่ความรักระหว่างหญิงชายหรอก”จิวฟงส่ายหน้าไปมาอยู่ซ้ำๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่คนเดียวรอยยิ้มนั้นเองที่ทำให้ชุนจางมินละสายตาจากเขาได้เสียที