บทที่ 1
การพบเจอที่แสนอันตราย
เมอร์เซเดสคันขาวหยุดลงหน้าตึกสูงใหญ่ที่หรูหรา
เรียวขาเล็กก้าวลงมาอย่างสง่าผ่าเผยแต่ก็แอบแฝงความเร่งรีบ เผยให้เห็นลลิตาลูกสาวคนเดียวของตระกูลภานุมาศ มหาเศรษฐีเ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เป็ผู้เดินลงมาจากรถหรูคันดังกล่าว
ผิวร่างอรชรขาวผ่องอมชมพู เมื่อแสงแดดส่องกระทบก็ยิ่งทำให้มันดูส่องสว่างเจิดจ้ามากขึ้นดังไข่มุกอันเลอค่าที่หาจับได้ยาก เธอเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปภายในตึกใหญ่ด้านหน้าโดยมีบอดี้การ์ดหนุ่มรูปงามเดินขนาบด้านข้างตามมาติดๆ
“คุณไลลาคะ ท่านประธานรออยู่เชิญทางนี้ค่ะ”
เพียงแค่เธอเดินผ่านประตูเลื่อนอัตโนมัติเข้ามาเสียงพนักงานต้อนรับก็เอ่ยขึ้นทักราวกับว่าเฝ้ารอเธออยู่นานแล้ว
พนักงานสาวเกล้าผมขึ้นแต่งตัวเรียบร้อยเดินกรูเข้ามาหาเธออย่างไว สองตานั้นสั่นไหวเหมือนวิตกกังวลอะไรบางอย่างแต่ก็พยายามต้อนรับเรียนเชิญเธออย่างสุภาพให้มากที่สุด
ภายในกรอบลิฟต์สี่เหลี่ยมความเงียบเข้ามาปกคลุม
แม้ไม่มีคำพูดที่หลุดออกมาจากปากใคร แต่ท่าทีของพนักงานสาวก็ทำให้ไลลาและกันต์บอดี้การ์ดหนุ่มเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องตรึกตรองกลองกลั่น ว่าท่านประธานที่กำลังรอพวกเขาอยู่นั้นกำลังอารมณ์ไม่ดีแบบสุดๆ
“เชิญค่ะ” พนักงานสาวเปิดประตูโค้งก้มเล็กน้อยเชิญเธอเข้าไปภายในห้องห้องหนึ่ง
แม้แสงแดดจะเล็ดลอดเข้ามาผ่านประตูหน้าต่างทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วห้องแต่บรรยากาศกลับรู้สึกขมุกขมัว คู่ชายหญิงดูมีอายุกำลังนั่งรอพวกเขาอยู่บนโซฟา
ธนัทนั่งประสานมือทั้งสองรองกรอบหน้าที่แม้จะดูมีอายุแต่ก็ไม่ลดทอนความหล่อของเขาลงได้เลย การนั่งที่ดูธรรมดากลับมีอำนาจจนตัวเธอที่เห็นต้องรู้สึกเย็นวาบ
“ครั้งนี้ไม่ว่าแกกับแม่จะพูดอย่างไงหัวเด็ดตีนขาดฉันก็จะไม่เลื่อนการแต่งงานออกไปแล้ว”
ไม่พูดพร่ำทำเพลงธนัทก็เข้าประเด็นหลักทันที
เขาพูดชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยที่ผู้เป็ลูกสาวยังไม่ทันได้เข้าไปนั่งพูดคุยเลยเสียด้วยซ้ำ วิไลรัตน์ที่นั่งอยู่อีกด้านของโซฟาก็มองมาอย่างอ่อนใจ ผู้เป็สามีเธอในตอนนี้คงจะไม่ยอมฟังใครง่ายๆแล้ว
“พ่อคะ..”
“ฉันให้เวลาแกมามากพอแล้ว ให้จนตอนนี้แกย่างเข้ายี่สิบเจ็ดคนรุ่นแกเขาแต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไงในตอนนี้ฉันก็ไม่รออะไรอีกต่อไป”
คำพูดที่เด็ดขาดออกจากปากคนที่ทำหน้าเคร่งเครียด เมื่อเป็แบบนี้เธอคงไม่อาจจะปฏิเสธผู้เป็พ่อได้อีกต่อไป เธอเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
ไลลาค่อยๆหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาสีแดงที่ว่างอยู่ด้วยความนิ่งเงียบ เธอหลับตาลงเชื่องช้าหายใจเข้าออกก่อนจะเผยั์ตาลุ่มลึกเกินหยั่งถึง
“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลือกแล้วค่ะ”
คำที่ออกจากปากน้อยๆนั้นทำให้ชายตรงหน้ากระตุกมุมปากขึ้น
“เยี่ยม...”
ยิ้มที่ออกมาเหมือนมีแผนการบางอย่างที่ซ่อนอยู่ น้ำเสียงที่มีเลศนัยและดวงตาที่จ้องมองมาทางเธอนั้นไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าเขากำลังครุ่นคิดเื่อะไรอยู่
ในขณะที่ผู้เป็พ่อกำลังพึงพอใจกับคำตอบก็มีอีกสองคนภายในห้องตอนนี้ที่กำลังสั่นไหว
ดวงตาที่มักดูเยือกเย็นของบอดี้การ์ดหนุ่มด้านข้างแอบวูบไหวเล็กๆเมื่อเธอพูดจบ เขาทอดมองร่างสาวที่นั่งอยู่ก่อนจะกลับไปสุขุมอีกครั้ง
“ไลลาหนู....” วิไลรัตน์เดินเข้ามานั่งด้านข้างลูกสาวสุดที่รักโอบร่างบางเอาไว้ สายตาเด็ดเดี่ยวนั้นแสดงให้เห็นแล้วว่าเธอคิดมาอย่างเด็ดขาดแล้ว
เธอเองก็มีนิสัยที่เหมือนผู้เป็พ่อหากได้พูดออกมาอย่างจริงจังนั้นคือเธอจะไม่กลับคำอีกเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อไลลาได้ยินพ่อเธอพูดสั่งอย่างเด็ดขาดนั่นแสดงว่า
เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว
อย่างไงเสียการหมั้นหมายของเธอและภวิศนั้นก็เป็สิ่งที่ไลลารับรู้มาั้แ่จำความได้ มันฝั่งลึกลงไปภายในจิตใจแล้วว่าต่อให้เธอจะพยายามหลีกเลี่ยงมันสักแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้น
สิ่งที่เธอทำก็เป็เพียงการยืดเวลาออกไปเท่านั้น แต่ความจริงก็ยังคงมิเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม....
“ถ้าคุยกันเสร็จแล้วงั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
แม้ภายในใจจะยังคงอยากต่อรองกับผู้เป็พ่อ แต่หากธนัทได้ลองเอ่ยปากออกมาขนาดนี้แล้วเธอก็คงจะไม่มีสิทธิ์ชนะ
มือหนาของบอดี้การ์ดหนุ่มถูกยื่นออกมาให้เธอจับและลุกขึ้นอย่างสง่า เธอก้มโค้งให้ผู้เป็พ่อและแม่ เส้นผมสีน้ำตาลเบจสะบัดขึ้นลงตามจังหวะก้าวเนิบ
“ไลลา”
“ฉันอยากจะให้แกรู้เอาไว้ว่าต่อให้ฉันจะเลวแค่ไหน แต่แกก็คือลูกสาวของฉัน....ลูกเพียงหนึ่งเดียว”
เสียงของผู้เป็พ่อดังผ่านมาจากด้านหลัง เรียวเท้าเล็กชะงัก เธอก้มศีรษะลงตอบรับโดยไม่หันกลับมอง
“แบบนี้จะไม่เป็ไรเหรอครับ” เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาด้านในลิฟต์กันต์ก็เอ่ยถามผู้เป็นาย
“ไม่เป็ไรหรอก อย่างไงเสียมันก็ต้องเกิดขึ้นสักวันอยู่แล้วอีกอย่าง ในเวลาที่เกิดอะไรขึ้น ฉันก็ยังมีนายอยู่นิจริงไหม?”
“มันก็ใช่ครับแต่...”
“หลายต่อหลายครั้งที่ฉันพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งงาน พ่อก็อนุโลมมาตลอด...คงถึงคราวที่ฉันต้องยอมรับมันแล้ว”
หญิงสาวร่างน้อยหันหน้ามองยิ้มให้บอดี้การ์ดหนุ่มด้านข้างแ่เบา สายตาอ่อนโยนถูกส่งออกมาแต่มันแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ซ่อนอยู่
.
.
.
อีกด้านหนึ่งความมืดก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเธอเรื่อยๆ ในยุคที่ข่าวสารถูกส่งต่อกันไวเสียยิ่งกว่าจรวด ไม่มีทางเสียที่จะหลุดพ้นหูของผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องไปได้ ข่าวถูกแพร่สะพัดไปทั่วสารทิศและไม่พ้นแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ภายในประเทศก็ตาม
“งั้นเหรอ คุณหนูตระกูลภาณุมาศตกลงที่จะแต่งงานแล้วสินะ”
ภายใต้ความดำมืดทว่ากลับฉายให้เห็นภาพั์ตาดำขลับที่ดุร้ายราวสัตว์ป่ากำลังสนใจเหยื่อชิ้นใหม่ก็ไม่ปาน
เขายกแยกยิ้มออกและวางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะกระจกหนาด้านหน้า มืออีกข้างพลางหยิบซิการ์ใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงานมาตัด ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เข้ามาจุดให้อย่างรู้งาน
“แบบนี้คงต้องรีบกลับประเทศไปหาว่าที่ภรรยาเสียหน่อยแล้ว”
เสียงทุ้มที่ทรงพลังเอ่ยดังในความเงียบอย่างพึงพอใจ ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ทำงานสีน้ำตาล ส้นเท้าเหยียดตรงวางลงบนโต๊ะทำงานวางอำนาจบาตรใหญ่ ให้เหล่าลูกสมุนด้านข้างได้รับรู้ถึงความเกรงขามของชายผู้นี้
ห้องทำงานที่ถูกย้อมไปด้วยสีขาวครีม แม้จะไม่มีเครื่องตกแต่งอะไรมากมายแต่ก็รับรู้ได้ถึงความเรียบหรู บนโต๊ะทำงานที่มีกองเอกสารตั้งสูงมือเล็กๆคอยหยิบยกขึ้นอ่านพลางสลับกับหน้าจอโน้ตบุ๊กไม่พักตา
“คุณหนูครับคุณควรพักสักหน่อยนะครับ”
กันต์เอ่ยทักท้วงหญิงสาวตรงหน้าที่ั้แ่กลับจากที่บริษัทก็เอาแต่หมกตัวอยู่ที่ห้องทำงาน
จากแสงแดดที่เคยสาดส่องความสว่างเข้ามาในตอนนี้ท้องฟ้ากลับมีเพียงความมืดมิดให้ได้ชายตามอง
“...นั่นสินะ” แว่นตาที่วางนาบสันจมูกสูงถูกถอดลงพักสายตา
มายาหญิงสาวคนรับใช้ด้านข้างก็ออกไปเตรียมน้ำชาอย่างรู้งาน แต่ทว่าเมื่อประตูใหญ่ถูกเปิดออกกลับเผยให้เห็นร่างของผู้เป็แม่ที่ยืนรออยู่ด้านหน้าประตู
“พักแล้วเหรอ งั้นแม่ขอเข้าไปหน่อยนะ”
“ถ้าแม่มีธุระอะไรแม่ก็น่าจะเข้ามาเลยก็ได้นี่คะ”
“ฮึฮึ แม่ไม่ได้มีธุระอะไรหรอกแค่อยากจะมาคุยกับหนูนิดหน่อย” วิไลรัตน์เอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนปนหัวเราะในลำคอเบาๆ
เธอมายืนรอด้านหน้าอยู่ได้สักพักแล้ว แต่ด้วยกลัวว่าผู้เป็ลูกจะตั้งใจทำงานอยู่จึงไม่อยากเข้ามากวนใจ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ไลลาเดินไปนั่งที่ชุดโซฟาด้านหน้าโต๊ะทำงานพลางถามผู้เป็แม่เสียงเนิบ วิไลรัตน์เองก็เลือกนั่งโซฟาที่ใกล้ลูกสาวที่สุด
มายาคนรับใช้สาวเข็นรถบาร์น้ำเข้ามาด้านในเซตแก้วน้ำชาที่หรูหราถูกจัดเสิร์ฟให้สองแม่ลูกด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างาม
“พรุ่งนี้คุณชัยกรกับคุณกรองแก้วจะเข้ามาคุยเื่งานแต่งนะลูก แม่อยากให้หนูเตรียมตัวรับมือกับพวกเขาไว้ให้พร้อม ดังนั้นงานในวันนี้ก็พับไว้ก่อนและไปพักผ่อนเถอะลูก”
ดวงตาที่อ่อนโยนปรับเปลี่ยนไปทันทีเมื่อพูดถึงเื่นี้ สายตาคมกริบถูกส่งให้ผู้เป็ลูกสาวได้รับรู้และเข้าใจถึงสิ่งที่เธอสื่อออกไป
“...นั่นสินะคะ”
ไลลายกแก้วน้ำชาด้านหน้าขึ้นดื่มเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าที่สะสม
ในวันพรุ่งนี้เธอต้องเจอกับอดีตหัวหน้าตระกูลราพณาสูร ผู้นำคนก่อนของตระกูลั์...มันคงจะไม่ใช่เื่ง่ายๆเลย
“แล้วอีกเื่ที่แม่อยากจะบอก”
“....”
“ภวิศจะกลับมาแล้วนะลูก ดูเหมือนหลังจากที่หนูตอบตกลงเขาก็รีบจัดการงานค้างคาที่ต่างประเทศเลย”
วิไลรัตน์ยกถ้วยชาขึ้นดื่มเหลือบตามองไลลาที่กำลังเบิกตาใ ในบรรดาคนของตระกูลราพณาสูรตัวปัญหาใหญ่ตัวจริงก็คือ
ภวิศต่างหากหาใช่พ่อแม่ของเขา
แม้เธอและเขาจะเจอกันไม่มากนักแต่ข่าวของเขาก็มีให้ฟังจนหนาหู
ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลราพณาสูรและเป็เ้าตระกูลคนปัจจุบัน ภวิศ
คนที่ไม่ว่าใครที่พบเห็นก็ต้องก้มหัว เขาคือคนที่ควบคุมธุรกิจสีเทามากมายด้วยตัวคนเดียว ทั้งฉลาดหลักแหลมและโเี้เหนือใครจะจินตนาการนั่นคือสิ่งที่เล่าลือต่อๆกันมา
แต่สิ่งที่ลือกันไม่อาจได้รับการพิสูจน์ไม่มีใครทราบได้ว่าสิ่งที่พูดต่อกันมาเป็ความจริงไหม มันอาจจะไม่จริงก็ได้หรือไม่ก็คงไม่มีใครเหลือรอดมายืนยันความจริงที่โหดร้ายนั้นได้เลย
“งั้นเหรอคะ แบบนี้หนูคงต้องเตรียมตัวรับมือกับเขาเอาไว้ด้วย”
เธอไม่รู้นิสัยใจคอผู้ที่จะมาเป็สามีของเธอมากนักแม้จะถูกให้หมั้นหมายกันมาั้แ่เด็ก เนื่องด้วยการแต่งงานนี้มิได้เกิดด้วยความรักแต่เป็สิ่งที่ถูกกำหนดโดยผู้หลักผู้ใหญ่
เธอและเขาก็แทบจะไม่เคยพูดคุยอะไรกันเลยเสียด้วยซ้ำ หรืออาจจะเพราะไม่มีอะไรให้พูดกันเสียมากกว่า
“เขาเป็คนที่รับมือยากดังนั้นหากหนูมีปัญหาอะไรอย่าลังเลที่จะบอกให้แม่รู้”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงนะคะแม่ ถ้าหนูมีปัญหาอะไรแม่จะได้รู้เป็คนแรกแน่นอน” ไลลาพูดทั้งยิ้มให้ผู้เป็แม่
“ฮึฮึ งั้นแม่ไม่กวนเราแล้วพักผ่อนเถอะลูก”
“มายาไปส่งแม่ให้หน่อยนะ” เมื่อวิไลรัตน์ลุกไลลาก็ให้คนข้างกายออกไปส่งมารดาของตน
คนเป็แม่ออกไปแต่ไลลายังคงทอดมองน้ำชาในมือเหม่อคิดเื่ที่คุยกันในวันนี้
“คุณหนูจะให้เตรี...” กันต์เตรียมจะพูดบางอย่างแต่ไลลาก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“บอกแล้วไงว่าให้เลิกเรียกคุณหนูได้แล้ว”
อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว เรียกคุณหนูก็ชวนให้รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน มีไม่กี่คนที่เรียกแบบนั้น ส่วนกันต์ก็ติดมาจากคนที่ดูแลเธอเมื่อนานมาแล้ว
“แต่ว่าผม”
“พอมีคนอายุไล่ๆกันมาพูดแบบนี้ฉันรู้สึกแปลกๆ แถมนายก็เป็หนึ่งในไม่กี่คนที่ฉันสนิทด้วยดังนั้นผ่อนคลายเถอะ” เขาตรึกตรองอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ยปากจำยอม
“คุณไลลาจะให้ผมเตรียมคนคุ้มกันเพิ่มไหมครับ?”
“ไม่ต้องหรอกแค่สองสามคนก็มากพอแล้ว” เธอยิ้มออกมาเล็กๆเมื่อเห็นปฏิกิริยาของชายด้านหน้า
“อีกอย่างเขาน่ะไม่สามารถทำอันตรายฉันได้หรอก”
ปากสวยได้รูปคลี่ยิ้มเกินหยั่งรู้ออกมา สายตานิ่งสงบนั้นสื่อออกมาว่าตัวเธอไร้ความกังวลเื่ความปลอดภัยที่บอดี้การ์ดหนุ่มกำลังวิตกอยู่ ถึงข่าวลือจะพูดเื่ที่ว่าเขาอำมหิตถึงเพียงใด
แต่ไม่ว่าจะเป็คนร้ายกาจมากแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้