ตอนที่ 28 : ออกเดินทางจากเมืองจันทร์ล่อง
เฉิงชิงชิงยิ้มขึ้นพร้อมกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่สดใสว่า “เปล่า... ข้าไม่มีเื่อันใด ข้าแค่เพียงอยากร่วมเดินทาง ไปกับพวกท่านด้วยเท่านั้น เพราะข้าก็้าเดินทางไปยังเมืองฝู่หลงเช่นกัน”
“เย้!!! จริงหรือ!!! พี่สาวชิงชิงจะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ดีเลย!!! ข้าจะได้มีเพื่อนคุยระหว่างเดินทาง” เชี่ยอิงอิงะโตัวลอยทันที
“เ้า!!! จะไปกับพวกเรา... เ้าแน่ใจแล้วหรือ บางทีเราอาจถูกลอบโจมตีจากตระกูลม๋อ หรือไม่ก็พวกนักล่าค่าหัว” รันฟงเทียนกล่าวลองเชิงนาง
“ใครกลัวกันเล่า... ข้าก็ไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้วนะ ั้แ่ฝึกฝนวิชาที่เจ้...!!!” ก่อนเฉิงชิงชิงจะกล่าวจบ รันฟงเทียนเอื้อมมือมาปิดปากนางทันพอดี
“นี่เ้า!!! จะะโเพื่อ??? ก็ได้ ๆ เ้ามากับพวกเราก็ได้” รันฟงเทียนยืนห่างจากนางแค่คืบเดียวเท่านั้น บรรยากาศที่ทุกคนมองมาชวนให้ฝันหวานเสียจริง
“อะแฮ่ม!!! ข้าว่าพวกเราไปกันเถอะ!!!” เชี่ยหลีเนียงกล่าวขัดและเริ่มเดินออกจากเมืองจันทร์ล่องทันที
รันฟงเทียนยักไหล่ขึ้นและเดินตามไป ปล่อยให้เฉิงชิงชิงยืนตะลึงอยู่... นางไม่คาดคิดว่าเขาจะจู่โจมนางแบบนี้ ทำให้ของนางหัวใจเต้นตึกตักจนทำอะไรไม่ถูก เชี่ยอิงอิงจึงดึงแขนของนางทำให้นางได้สติขึ้นมา จากนั้นใบหน้าของนางก็เริ่มมีสีแดงระเรื่อ
การเดินทางจากเมืองจันทร์ล่อง ถ้าใช้วิธีการเดินเท้าไปยังเมืองฝู่หลง ต้องใช้เวลาประมานเจ็ดวัน แต่... ถ้าขี่ม้าหรือสัตว์อสูรก็จะใช้เวลาน้อยลงมาก อาจจะแค่สองถึงสามวัน ระหว่างเดินทางรันฟงเทียนเริ่มคิดถึง บ่อน้ำพุบริสุทธิ์จันทร์งาม ว่าทำไมท่านป้าเชี่ยถึงได้มีอาการผิดปกติ... แม้เพียงวูบเดียวแต่เขาก็ััถึงมันได้อย่างชัดเจน
เมืองจันทร์งามอย่างนั้นหรือ... ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านป้าเชี่ยอย่างแน่นอน ทั้งยังมีค่ายเซียนปิงที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะอีก... เฮ้อ !!! เวลาเหลือเพียงหนึ่งปีงานประลองก็จะเริ่มขึ้น ข้าต้องมีระดับพลังปราณมากพอ ที่จะสามารถเข้าร่วมงานนี้ได้ สงสัยข้าต้องตั้งใจฝึกอย่างจริงจังเสียแล้ว ขณะที่เขากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น... ก็มีเสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
“คุณชายฟงเทียน ท่านวางแผนจะทำอะไรต่อจากนี้” เฉิงชิงชิงกล่าว
“ข้ายังไม่มีแผนอันใด เพียงแต่พอไปถึงเมืองฝู่หลงแล้ว ก็คงหาที่อยู่อาศัยก่อน... แม่นางชิงชิงเ้าพอมีใครที่แนะนำข้าได้บ้างหรือไม่??? ” รันฟงเทียนหันมายิ้มและตอบ
“อืม...!!! ก็พอมีอยู่บ้าง หากว่าถึงเมืองฝู่หลงแล้ว ข้าจะถามคนรู้จักของข้าให้” เฉิงชิงชิงก้มหน้าลงแล้วกล่าว... นางไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ ั้แ่ที่เขาจู่โจมนางครั้งก่อน
“ว่าแต่แม่นางชิงชิง เ้าจะไปเมืองฝู่หลงทำไมกัน??? ” รันฟงเทียนถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ!!! ก็เป็เพราะท่านนั่นแหละ... ช่วยรักษาอาการาเ็ของข้าจนหาย ทำให้พลังยุทธของข้าเพิ่มขึ้นมาก ทางหอการค้าเทียนเซียนก็เลยแต่งตั้งให้ข้า เป็รองผู้จัดการหอการค้า สาขาเมืองฝู่หลง” เฉิงชิงชิงกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ยินดีด้วย... แม่นางชิงชิง” รันฟงเทียนยิ้มให้นางอย่างสดใส
พวกเขาเดินทางด้วยเท้า โดยไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด เพราะทุกคนมีระดับพลังเพิ่มขึ้นมาก จึงต้องใช้เวลาในระหว่างที่เดินทางผ่อนคลายจิติญญาไปด้วย เพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นชินเสียก่อน เพื่อทำให้การโคจรพลังปราณไหลลื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมให้รากฐานของพลังปราณนั้นมั่นคงขึ้นด้วย
จนกระทั่งพวกเขาหยุดพักเพื่อชื่นชม ทุ่งดอกไม้ที่งดงามแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นเอง ก็มีลมพัดรุนแรงพาดผ่าน เป็ผลให้ต้นไม้ใหญ่ในละแวกนั้นเกิดการสั่นไหว
รันฟงเทียนมองไปยังอีกฟากฝั่งของทุ่งดอกไม้ ซึ่งมีเนินเขาบดบังสายตาอยู่ เขาจับััด้วยจิติญญาศักดิ์สิทธิ์ รู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้อย่างเลือนราง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนโดยทันที จากนั้นจึงกล่าวกับทุกคนว่า “มีคนกำลังสู้กันอยู่ทางด้านหลังของเนินเขาตรงนั้น... เราลองไปดูกันเถอะ!!!” เขาจึงนำทุกคนมาหยุดที่เนินเขา….
“ฮ่า...ฮ่า... ในที่สุดข้าก็เจอเ้า!!! ตงเปียน... วันนี้ต้องเป็วันตายของเ้า ข้าจะได้แก้แค้นให้น้องสาวข้าเสียที” ชายหนุ่มชุดดำกล่าวด้วยอารมณ์ดีใจ
“เหอะ!!! เฉินไห่หรง น้องสาวของเ้า ก็เป็เพียงหญิงแพศยา นางเป็ฝ่ายที่มาตามติดพันข้าเอง มิได้บังคับนางเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อข้าใช้นางจนเบื่อ ข้าก็ยังสู้อุตส่าห์ให้เงินตอบแทนแก่นาง เพื่อให้นางจากไปแต่นางกลับเนรคุณ ถึงขั้นพยายามคิดที่จะสังหารข้า... ก็สมควรตายแล้ว” ตงเปียนกล่าวอย่างเหยียดหยาม
“ดีมาก!!! ดีมาก!!! ตงเปียนแกตาย!!!” เฉินไห่หรงคำรามเสียงต่ำ พุ่งทะยานเข้าใส่ตงเปียนทันที
“หมัดทมิฬมรณะ” เส้นแสงสีดำพุ่งตรงเข้าไปหาตงเปียนที่บริเวณ่อกของเขา… ตงเปียนไม่ได้สนใจมองหมัดนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาพลันเร่งพลังปราณขึ้นในทันที
“หมัดตะวันเพลิง” หมัดของเขาพุ่งปะทะ เข้ากับหมัดของเฉินไห่หรงอย่างแม่นยำ... คลื่นพลังสีดำและคลื่นพลังสีแดงพลันแข่งกันกลืนกินซึ่งกันและกัน... จนะเิออก
“ตู้มมมม!!!”
การปะทะกันครั้งนี้ทำให้เฉินไห่หรง กระเด็นออกไปสิบก้าว ส่วนทางตงเปียนก็ประหลาดใจมากเช่นกัน เพราะเขาก็กระเด็นถอยหลังไปแปดก้าว เนื่องจากพลังปราณของทั้งสองมีความใกล้เคียงกันเป็อย่างมาก
“ตงเปียน!!! ไอ้ชาติชั่ว... เ้าบรรลุพลังปราณระดับ 9 ขอบเขตก่อเกิดกายาด้วยหรือ หนอย...!!!” เฉินไห่หรงะโลั่น
“เหอะ!!! สวะอย่างเ้า… ไม่มีทางไล่ตามพลังปราณของข้าได้ทันอย่างแน่นอน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ๆ ” ตงเปียนมองด้วยสายตาเย้ยหยัน
ขณะนั้นเอง ตงเปียนเหลือบมองขึ้นไปบนเนินเขา... พลันสังเกตเห็นรันฟงเทียนแล้วฉีกยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็พุ่งเข้าใส่เฉินไห่หรง เขายกแขนขึ้นปล่อยพลังปราณอัคคี ซัดไปที่กลางอกด้านซ้ายซึ่งเป็ตำแหน่งหัวใจพอดี... เฉินไห่หรงรู้สึกได้ถึงความตาย เนื่องจากพลังปราณของเขายังคงติดขัดอยู่ เพราะเพลงหมัดทมิฬมรณะนั้น ได้สูบพลังปราณของเขาไปแปดในสิบส่วนแล้ว
“ปึก!!!”
ขณะที่หมัดของตงเปียน กำลังใกล้จะมาถึงบริเวณ่อกของเฉินไห่หรง ทันใดนั้นเอง… ก็มีกระจกสีดำเข้ามากันไว้เสียก่อน ทำให้ตงเปียนปลิวกระเด็นถอยหลัง เพราะผลสะท้อนกลับของพลังปราณของตน
“พรวดดดดด!!!”
ขณะที่ตงเปียนกำลังกระเด็นอยู่นั้น เขาก็กระอักโลหิตออกมา ราวกับลูกศรพุ่งออกมาจากคันธนู จากนั้นก็ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง
“ท่านนายกองหญิง ขอบคุณท่านมาก ที่ช่วยชีวิตข้าไว้” เฉินไห่หรงคำนับต่อหญิงสาวชุดดำ
“อืม!!! ตอนนี้เ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน... จะให้ข้าจัดการมันเลยหรือไม่” หญิงชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ตงเปียนเงยหน้ามองหญิงสาวชุดดำอย่างหวาดกลัว จากนั้นก็ะโขึ้น “พวกเ้าจะสังหารข้าไม่ได้นะ เพราะข้าคือ ศิษย์ของสำนักเพลิงพิโรธ แล้วถ้าข้าตายพยานกลุ่มนั้น จะต้องกลับไปรายงานสำนักเพลิงพิโรธแน่นอน” เขาชี้นิ้วไปทางกลุ่มของรันฟงเทียนแล้วฉีกยิ้ม และกล่าวต่อว่า
“ม๋อเทียน... ข้าเคยเป็อดีตพี่เขยของเ้านะ จงรีบมาช่วยข้า ถ้าหากว่าข้าตงเปียนผู้นี้ต้องตาย ก็อย่าคิดว่าพวกเ้าจะรอดไปได้ เพราะพวกนี้คือ กองโจรทมิฬ แห่งแคว้นทมิฬ... พวกมันจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์รอดไปได้อย่างแน่นอน”
“เ้าคนสารเลว!!! ก็มันเป็เพราะเ้าเปิดเผยที่อยู่ของพวกเราเอง คิดจะลากพวกเราไปลงนรกกับเ้าเช่นนั้นรึ!!!” เชี่ยอิงอิงะโลั่น พร้อมมองลงไปด้านล่างเนินเขาอย่างโมโห
“ปัญญาอ่อน!!! พวกเราไปกันเถอะ นี่มันไม่ใช่เื่ของเรา” รันฟงเทียนกล่าวพร้อมกับเดินจากไป
ขณะที่รันฟงเทียนกำลังจะจากไป กลุ่มชายชุดดำจำนวนหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้น จากนั้นก็มีชายชุดดำอีกสองคน ชักดาบพุ่งฟันด้านหลังของเขา อย่างเต็มแรงจากทางซ้ายและขวา
พลังปราณสีดำครอบคลุมไปทั่วทั้งดาบ เส้นแสงสีดำเส้นหนึ่ง พุ่งเข้ามาหมายจะตัดแขนขวาของเขาออก ส่วนอีกเส้นหนึ่งพุ่งมาทางแขนซ้ายของเขา เส้นแสงทั้งสองนั้นรวดเร็วดั่งอสรพิษฉกเหยื่อ
“ฉัวะ!!! ฉัวะ!!!”
แต่ดาบที่ฟาดไปนั้น ตัดผ่านร่างของเขาได้อย่างง่ายดาย... ชายชุดดำทั้งสองเริ่มคิดว่ามันผิดปกติ ร่างของรันฟงเทียนที่ถูกฟันไปนั้นจู่ ๆ ก็เริ่มจางหายไป
“ผัวะ!!! ผัวะ!!!”
ทันใดนั้น ร่างที่แท้จริงของรันฟงเทียนก็พลันปรากฏขึ้น ตรงหน้าชายชุดดำ พร้อมทั้งเท้าอันแสนอบอุ่น กระทบที่ใบหน้าอย่างแรง ชายชุดดำทั้งสองกระเด็นลงมาจากเนินเขา ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นและกลิ้งไปตามทาง จนมาปรากฏตรงหน้าหญิงชุดดำ
รันฟงเทียนเตรียมพร้อมรับศึกตลอดทางอยู่ก่อนแล้ว จึงหันกลับมามองลงไปที่พวกกองโจรทมิฬ แล้วกล่าวขึ้นว่า “หากพวกท่าน้าสู้ ข้าก็จะไม่ขัด แต่พวกข้าและไอ้สวะตรงนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย”
“แข็งแกร่งยิ่งนัก... เ้าหนุ่มนั่นเป็ใครมาจากไหน อายุน้อยเพียงเท่านี้ เป็ไปได้ที่จะไม่มีใครรู้จัก” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยขึ้น จากนั้นทุกคนก็เตรียมพุ่งขึ้นไปบนเนินเขา
“หยุด!!! เ้าหนุ่มนั่นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับไอ้สวะนี้แน่นอน” คนผู้หนึ่งที่ะโออกมา เป็หญิงสาวใส่ชุดดำนั่นเอง
นางเดินเข้ามาหารันฟงเทียน เมื่อใกล้ถึงเขา... ก็เริ่มมีกลิ่นหอมฟุ้งพัดโชยมาจากตัวนาง ทำให้เขารู้สึกสดชื่น นางสวมใส่ชุดรัดกายสีดำ รูปลักษณ์เช่นนี้คล้ายเป็มือสังหาร แล้วใบหน้ารูปไข่ของนางบ่งบอกถึงความงดงามยิ่ง คิ้วนั้นคล้ายดั่งควันพลิ้วไหว ขณะที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายงดงามนัก… นางช่างงดงามโดยธรรมชาติสรรค์สร้างจริง ๆ
“นายกองหญิง!!! บางทีคนพวกนี้… เห็นว่าเรากำลังสังหารคนของสำนักเพลิงพิโรธ หากว่าพวกมันเปิดโปงเรา อาจจะทำให้พวกเรา ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายได้” ชายในชุดดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
หญิงสาวใส่ชุดดำได้รับฟังแต่ทำเป็ไม่ใส่ใจ นางกำลังม้วนเส้นผม ที่ยาวสลวยน่าหลงใหล ชวนให้เร้าใจของนางเล่น ขณะที่นางยิ้มอย่างยั่วยวนพร้อมกล่าวกับรันฟงเทียนว่า
“น้องชาย... เ้าคือศิษย์ของหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ใช่หรือไม่??? สำนักอะไรหรือ... บอกพี่สาวคนนี้ได้ไหม??? ”
“ใช่แล้ว!!! ข้าคือศิษย์สายนอกของสำนักัฟ้า” รันฟงเทียนตอบอย่างหนักแน่น เขารู้สึกว่าหญิงสาวใส่ชุดดำที่เข้ามาใกล้ และยั่วยวนซึ่งหน้าเช่นนี้ ทำให้ใจของเขาเต้นตึกตัก... ตึกตัก…
แต่สิ่งที่ชวนให้ใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เนินอกที่แทบทะลุออกมาจากชุดรัดรูปนั่น แม่นางผู้นี้ดูสูงกว่าเขาเล็กน้อย น่าจะมีอายุราวๆ 17 หรือ 18 ปี และเมื่อนางได้ถอดหมวกที่สวมใส่อยู่นั้น ก็ปรากฏเส้นผมดำขลับยาวงดงาม ของนางนั้นแลดูยุ่งเหยิงอยู่บ้าง
อกดินะเิบวกกับรอยยิ้ม อันทรงเสน่ห์ที่มากล้นขนาดนี้... มันเพียงพอที่จะสามารถกลืนกินชายหนุ่มผู้หนึ่งได้เลยทีเดียว