[บทที่ 6 ถ้ำดอกบัวเฮเดส]
ตอนที่ 52 เรื่องเล่าของถ้ำดอกบัวเฮเดส (1)
“เรื่องมันมีอยู่ว่า---”
วันที่ 9 เอนมูว์ทัวร์
หลังจากที่เกิดเหตุบุกโจมตีฐานบัญชาการบุกเบิกภาคพื้นตะวันออกได้ราวหนึ่งชั่วโมง
***ว่าที่ราชินี [แฟต]
"กลับขึ้นรถเดียวนี้ พวกเราจะกลับกันแล้ว! "
บุรุษเผ่ายักษ์ผมสีส้มเปลวเพลิง หรือก็คือคุณ ผอ. บานา เขาคนนั้นกำลังพูดด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดรุนแรงอยู่
ไม่มีใครในที่นี้ที่กล้าพอจะคิดส่งเสียงพูดคุยกันต่อหน้าเขา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความดุดันของ ผอ. อีกส่วนคือเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
การบุกโจมตีที่ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของชนเผ่าท้องถิ่น มันทำให้พวกเราเริ่มเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
นักเรียนอย่างพวกเราไม่สามารถมองพวกเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตรเหมือนอย่างแต่ก่อนได้อีกแล้ว
ไม่สิ คงต้องยกเว้นบางกลุ่มอย่างเช่นกลุ่มของฉันที่เริ่มสนิทกับพวกโทแพน
แต่คนแบบพวกฉันมันเป็นส่วนน้อยของรุ่นละนะ
ดังนั้นบรรยากาศระหว่างพวกเขากับพวกเราจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด
แถวของชนเผ่าท้องถิ่นซึ่งเต็มไปด้วยหูสัตว์และเนื้อนุ่ม ๆ ดูน่ากินนั้น ถูกจับแยกออกไปขึ้นรถอีกคันหนึ่ง
แม้แต่อาจารย์พวกอาจารย์เองก็ยังไม่ไว้ใจพวกเขาให้มานั่งรวมอยู่กับพวกเราเลยดูสิ---
“ขอแทรกแปบ... นี่เธอเห็นพวกเรา [น่ากิน] อย่างงั้นหรือเนี่ย!? ”
[โพแทน] แม่สาวเสือเพื่อนของคุณลี่พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
เธอรีบเคลื่อนตัวไปแนบชิดหนุ่มสิงโต [ไพไรต์] ด้วยใบหน้าที่ขาวซีด
“ก็แค่เปรียบเปรยค่ะ สำหรับฉันแล้ว เผ่าที่ดูน่ากินที่สุดคือเผ่าภูติค่ะ ตัวเล็ก ๆ เนื้อดูนุ่ม ๆ น่าทานมากค่ะ อย่างเช่นคุณลี่ตรงนั้น ผิวขาว ๆ นุ่ม ๆ ดูน่าทานมากเลยค่ะ”
“ดอง!? ”
คราวนี้เป็นคุณลี่ที่เคลื่อนตัวไปหลบหลังพรุน
แค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง~ ฉันไม่กินเพื่อนตัวเองหรอกค่ะ~
แต่เพราะพวกเธอตอบสนองได้น่ารักน่าชังมาก เลยคิดว่าปล่อยให้เข้าใจผิดไปแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นฉันขอเล่าต่อนะคะ”
กลับมาเล่าเรื่องต่อ...
หลังจากยานเหาะเริ่มออกตัวเพื่อกลับเมือง ก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นแทบจะในทันที
“ดิวซ์หายไปไหน!? มีใครเห็นดิวซ์บ้าง!? ทำไมถึงไม่เช็คชื่อก่อนออกรถกันเล่า! ”
เอซกำลังกรีดร้องโวยวายประท้วงอย่างรุนแรง
เขาลุกขึ้นแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างของตัวรถด้วยใบหน้าที่โกรธจัด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแห่งความวุ่นวายจากชั้นล่างของรถ
ฉันได้ยินเสียงตบหัวดังน่ากลัวทีหนึ่ง แล้วตามด้วยเสียงคนเดินกลับขึ้นมาจากชั้นล่าง
"ใครก็ได้จับมัดไอบ้านี้ที"
ผอ. บานาใช้แขนขวาแบกร่างไร้วิญญาณของเอซขึ้นมาชั้นบน
ยังไม่ตายใช่ไหมนั่น?
กลุ่มของพวกเราอาสาเป็นคนจับตาดูเอซตามคำสั่งของ ผอ.
แต่พอคิดว่าจบไปเรื่องหนึ่ง ก็เกิดเรื่องใหม่ตามมาทันที
“มีใครเห็นลูกมังกรสีน้ำเงินตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารักบ้างมั้ยคะ!? ”
“จาวิซเองก็ไม่อยู่เหมือนกันแฮะ...”
ดูเหมือนว่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของพรุนจะหายตัวไป รวมไปถึงจาวิสที่ถูกสั่งให้คุมความประพฤติคุณลี่ด้วย
เมื่อพิจารณาถึงอุปนิสัยของพวกเธอ ฉันก็พอจะคาดเดาได้ว่าสามคนนี้หายตัวไปอย่างตั้งใจ
บางทีคงแอบออกไปตามหาคุณลี่นั่นละ
ฉันคิดเช่นนั้นแล้วนั่งลงอย่างเงียบ ๆ จนกระทั้งกลับมาถึงเมือง
และทันทีที่ลงมาจากรถในตอนนั้น…
"ไปตามหาดิวซ์ก่อนละ! "
เจ้าเอซก็ตะโกนออกมาเช่นนั้น
เขาอาศัยจังหวะที่ ผอ. บานา กำลังยืนคุมแถวนักเรียน วิ่งหายลับกลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วราวลมกรด
วิ่งไปทางทิศตะวันตกอะนะ---
"ป่าเส้นด้ายดำมันอยู่ทางทิศเหนือของเมืองไม่ใช่หรือดอง? "
"เพราะแบบนั้น คุณเอซเลยยังไม่กลับมาจนกระทั้งถึงตอนนี้ สงสัยคงหลงทางอยู่ในป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ"
"พี่บ้า…"
ดิวซ์ใช้สองมือกุมหัวตัวเองอย่างหมดหวัง
มีพี่ชายติดน้องอย่างผิดปกติคงเหนื่อยหน่อยน่าดูสินะ?
"ฉันรู้แล้ว! บาดแผลตามร่างกายพวกเธอเกิดจากการออกไปตามหาเอซสินะ! ดอง! "
"เปล่าค่ะ เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับบาดแผลเหล่านี้เลย เป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ"
"..."
คุณลี่อึ้งกิมกี่จนนิ่งเป็นรูปปั้นหินไปเลยค่ะ
"แล้วจะเสียเวลาเล่ายืดยาวมาเพื่อ! "
"แหม่… แค่กลัวจะงงว่าเอซหายตัวไปไหน มันก็เท่านั้นเองค่ะ"
"งั้น… ที่ตอนนี้เยลโล่กับ ซุนไกท์ กับพวกโนอาร์ไม่อยู่ อย่าบอกนะว่าหายตัวไป---"
"อย่าคิดไปไกลค่ะ เยลโล่กับซุนไกท์คงตื่นสายตามปกติ ส่วนโนอาร์กับกลัทโทนี่ย์พังยับทั้งคู่ ถึงจะไม่รู้ว่าไปซ่อมแซมตัวเองที่ไหน แต่คาดว่าอีกไม่นานก็กลับมาแล้วค่ะ"
ฉันชำเลืองสายตาไปทางไพไรต์
พวกชนเผ่าท้องถิ่นยังคงทำสีหน้างุนงงเหมือนเดิมทุกครั้งที่ได้ยินพวกเราเรียกเทพเจ้าของเขาว่า [หุ่นยนต์]
ความจริงพวกเราเคยแจ้งเรื่องนี้ให้กับทางโรงเรียนทราบแล้ว เพราะคิดว่าตัวตนของโนอาร์อาจเกี่ยวข้องกับซากโบราณของที่นี่ แต่กลายเป็นว่าพวกผู้ใหญ่กลับไม่ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้สักอย่าง
" (... เอาเถอะ พวกผู้ใหญ่เองก็คงวางแผนอะไรเอาไว้อยู่กระมั้ง?) "
ฉันปัดความคิดของพวกโนอาร์ออกจากหัว แล้วหันไปมองพวกคุณลี่อีกครั้ง
"เอาละ คราวนี้ฉันจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังแล้วค่ะ"
เรื่องมันเกิดขึ้นในวันต่อมา
วันที่ 10 เอนมูว์ทัวร์
ณ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส]
มันเป็นถ้ำสีขาว
เป็นถ้ำที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุเฮเดสสีขาวบริสุทธิ์ รวมไปถึงแร่ล้ำค่าประเภทอื่นอย่างเช่น [ทองคำ] [เพชร] รวมไปถึง [แร่ภูติ] อยู่มากมาย
มันเป็นมหาขุมทรัพย์ของชนเผ่าท้องถิ่นที่สำคัญ เพราะไม่มีที่ไหนในทวีป ที่จะสามารถขุดทำเหมืองได้มากมายเท่ากับที่นี่อีกแล้ว
นอกจากจะเป็นเหมืองแร่แห่งความอุดมสมบูรณ์ มันยังมีตำนานเล่าขานสืบกันมาในชนเผ่าท้องถิ่นอีกด้วย
ลึกลงไปใต้เหมืองแร่หลายร้อยเมตร ที่แห่งนี้มีมหาขุมทรัพย์ปรากฏอยู่
มันเต็มไปด้วยแร่สกัดบริสุทธิ์ มีเงินทองสุมกองเท่าภูเขา มีอาหารเลิศรสราวกับเป็นอาหารของเทพเจ้า รวมไปถึงมียาแห่งเทพที่สามารถใช้รักษาได้ทุกโรคเพียงแค่ดื่มมันลงไป และยังมีเครื่องวิเศษที่สามารถลดอายุขัยของผู้คนให้กลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้งปรากฏอยู่ด้วย
มันเป็นตำนานเช่นนั้น
ซึ่งฉันได้เห็นกับตาแล้วว่ามันมีอยู่จริงค่ะ
อยู่ ๆ พวกฉันต้องไปอยู่ที่นั้นพร้อมกับทุกคนโดยไม่ทันตั้งตัวด้วยแสงสีแดงที่ส่องขึ้นมาจากพื้น
ผลลัพธ์จากการหาทางออกและเอาตัวรอด คือสภาพที่ไม่น่าดูของพวกเรา
โฮปที่โชกเลือดและแขนขวาหัก
ไฮเจนที่ปีกหักทั้งสองข้าง
เยลโล่ที่ถูกกรดลวกทั้งตัวจนมีสภาพไม่น่าดู
ฉันที่ขาขาดไปสองข้าง
มีเพียงแค่พรุน วานาดิไนต์ โพแทน ไพไรต์ ซุนไกต์ กับพวกโนอาร์ ที่มีแค่บาดแผลเล็กน้อยและยังคงมีแรงเหลือพอต่อสู้ได้อยู่
“รีบข้ามมาทางนี้เร็ว! "
ตรงหน้าของฉันนั้นเต็มไปด้วยบ่อกรดที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุน
เส้นทางเดินที่น่าจะเป็นทางออกได้ถูกตัดขาดลงครึ่งด้วยบ่อกรดขนาดใหญ่
หากเพียงแค่จุ่มขาลงไป เป็นอันต้องถูกละลายจนหายไปจากโลก
แต่หากไม่ข้ามไป คงได้ถูกฝูง [เฮเดส] ที่วิ่งไล่ตามหลังสังหารทิ้ง
“กลัทโทนี่ย์ ฉันขอฝากนายท่านเอาไว้กับเธอด้วย”
ด้วยเหตุนี้โนอาร์จึงสละร่างกายตัวเองลงไปในบ่อกรด
เธอกางบาเรียคลุมร่างกายตัวเอง แล้วอุ้มพาทุกคนข้ามฝั่งไปอย่างรวดเร็ว
เธอพาข้ามไปทีละคนจนกระทั้งพลังงานในร่างกายเริ่มหมด และไม่อาจคงสภาพบาเรียได้อีกต่อไป
ร่างกายของเธอถูกกรดกัดกร่อนในตอนที่กำลังพาฉันซึ่งเป็นคนสุดท้ายข้ามไปอีกฝั่ง
เธอแบกฉันขึ้นเหนือผิวบ่อกรด พาว่ายข้ามด้วยร่างกายที่ถูกกัดกร่อน
ผิวหลุดร่อน เลือดสีใสไหลออกตามท่อขับดัน เส้นผมสีเงินกับใบหน้าอันน่ารักเว้าแหว่งไปถึงครึ่ง เผยให้เห็นโครงกะโหลกสังเคราะห์สีขาวภายใน ก่อนจะจมลงไปในบ่อกรดทั้งร่างและไม่ผุดกลับขึ้นมาให้เห็นอีก
“ท่านโนอาร์! ”
เสียงของไพไรต์ดังก้องไปทั่วถ้ำ
แต่พวกเราทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากมองดูเธอถูกหลอมละลายหายไปต่อหน้า และทำได้เพียงคาดหวังว่าสักวันเธอจะนำร่างใหม่ออกมาพบกับพวกเราอีกครั้ง---
“เดี่ยวก่อนดอง! ”
ขัดตอนคนกำลังพูดอีกแล้วนะคะคุณลี่
แหม่… แบบว่ากำลังเล่าติดลมอยู่เชียว
“มีอะไรหรือคะ? ”
“นี่เธอเล่าข้ามอะไรไปหรือเปล่าดอง!? ทำไมพวกเธอถึงไปอยู่ที่นั่นได้? ”
“บอกว่าเป็นเพราะแสงสีแดง ๆ ยังไงละคะ”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นก่อนถึงบ่อกรด! ทำไมถึงบาดเจ็บขนาดนั้นได้ละดอง!? ”
“เพราะว่าเกิดเหตุการณ์นู้นนี่นั่น พวกเราเลยเจ็บหนักกันค่ะ”
“ฉันงง! ดอง! ”
***แม่เสือตัวน้อย [โทแพซ]
“ฉันงง! ดอง! ”
ฉันมองดูเผ่าอสูรสองคนด้วยความรู้สึกขบขัน
เล่าได้ห่วยบรมมากเลยค่ะคุณมดตัวน้อย~
“ลี่ งั้นเดียวฉันคนนี้จะเป็นคนเล่าให้ฟังเองค่ะ รับรองว่าเล่าเก่งกว่าคุณมดแน่นอน! ”
“สมกับเป็นโพแทน งั้นเริ่มเลยดอง! ”
ลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นพร้อมกับยกชาดอกไม้ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะหันมามองทางฉันด้วยสายตาที่เป็นประกาย
เอาละ งั้นเริ่มละนะคะ~
เรื่องมันมีอยู่ว่า---
“ช่างเป็นเช้าที่สดใสจัง~”
คนสวยแห่งเผ่าเสือที่น่ารักและสดใสกำลังตื่นขึ้นรับแสงตะวันที่ทอประกายลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
เนื่องจากเป็นเพราะเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้น เลยทำให้วันนี้เป็นวันหยุดหนึ่งวัน
ฉันเลยว่างไม่มีอะไรทำทั้งวัน
ฉันจัดแจงแปรงฟัน ทำความสะอาดหางกับขนตัวเองด้วยน้ำยาแสนวิเศษของเผ่าอสูรกาย
ของวิเศษนั้นคือ [แชมพู]
เป็นที่รู้กันดีว่าเผ่าของเรานั้นมีขนฟูฟ่อง เลยทำให้ลำบากกับการทำความสะอาด
แต่ปัญหาทั้งหมดนั้นกลับถูกแก้ไขได้ด้วย [แชมพู] แสนวิเศษของพวกอสูรกาย
มันทั้งหอม ทำความสะอาดได้หมดจด และยังทำให้ขนที่ยุ่งเหยิงกลับมาเรียบลื่นหวีเรียงตัวสวยเงางามเป็นอย่างมาก
มีคุณภาพต่างจาก [แชมพู] ของพวกเราราวฟ้ากับเหว
ดังนั้นฉันจึงเรียก [แชมพู] ของพวกเผ่าอสูรกายว่าเป็น [ของวิเศษ] ---
“กรุณาข้ามบรรยายการแต่งตัวตอนเช้าแล้วเริ่มเรื่องทีด้วยค่ะ… ดอง…”
“อ่าว? ไม่อยากฟังวิธีตอนแต่งขนหรอกหรือ? น่าฟังมากเลยนะ มันต้องเล็ม---”
“ไม่เอา เกรงใจนะดอง…”
บูว์ บูว์~
ช่วยไม่ได้ งั้นข้ามช่วงแต่งตัวตอนเช้าไปเลยแล้วกัน
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ฉันก็ออกมาเดินเล่นที่สวนของโรงเรียนก่อนจะไปโรงอาหาร
ในตอนนั้นเองที่ฉันได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นเต้น
นั่นคือบนถนนที่ไม่ควรมีใครในตอนเช้าวันหยุด กลับมีชายหนุ่มสองคนกำลังยืนอยู่ด้วยกัน
ซึ่งพวกเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น--
“นั่นพรุนกับวานาดิไนต์นี่! ”
อสูรกายเผ่ายักษ์ [พรุน] กับชนเผ่าหมี [วานาดิไนต์] กำลังยืนคุยอะไรบางอย่างด้วยกันเพียงสองคน
ใบหน้าของฝั่งผู้หญิงเริ่มกลายเป็นสีแดงและส่งควันร้อนฉุยออกมาจากทางเขาทั้งสองข้างตรงศรีษะ
สวนฝ่ายชายเองก็ใช้แขนขวาดันฝ่ายหญิงจนเดินถอยไปแนบชิดต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
กลายเป็นฉากที่ดูดุเดือดเลือดเต้นและเร่าร้อนจนฉันเริ่มรู้สึกเขินขึ้นมาแทน
“แบบนี้ต้องอัดเก็บเอาไว้ประจานในภายหลัง! ”
คนที่ชื่อ [เยลโล่] ได้สอนฉันเกี่ยวกับอุปกรณ์วิเศษที่สามารถอัดรูปภาพเก็บเอาไว้มาให้แล้ว
ฉันหยิบสิ่งที่เรียกว่า [มือถือ] ออกมาจากกระเป๋า
[มือถือ] หรือ [สมาร์ทโพน] คืออุปกรณ์วิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง ทั้งโทรทางไกล คำนวณตัวเลข ไปจนถึงช่วยแปลภาษาและเก็บรูปภาพ
แน่นอนว่าฉันเข้าใจวิธีใช้ไม่ถึงครึ่งหรอก
แต่อย่างน้อยก็เก่งพอใช้อัดรูปภาพเป็นละนะ
ฉันบันทึกภาพของทั้งสองคน---
“เดียวก่อนค่ะ… ตอนนั้นคุณแอบถ่ายภาพในเหตุการณ์ตอนเช้าเก็บเอาไว้ด้วยหรือคะ? ”
คราวนี้เป็นพรุนที่พูดแทรกกลางวงขึ้นมา
“ใช่คะ นี่ไง~”
ฉันหยิบภาพบันทึกตอนเหตุการชวนระทึกนั้นออกมาให้เธอดู
“ลบทิ้งเดียวนี้เลยคะ”
“ไม่~”
*บรึ้ม! *
พรุนใช้ผ่ามือสับลงบนโต๊ะไม้หนาจนขาดครึ่งด้วยฝ่ามือเดียวเท่านั้น
“จะลบไม่ลบคะ? ”
“... หนูยอมแล้วคะ ลบแล้ว เพราะงั้น อย่าทำหนูเลยนะ…”
ฉันลบภาพชวนระทึกนั้นต่อหน้าเธอ
แต่เธอคงไม่รู้หรอกว่าฉันมีแอบส่งภาพนี้ไปให้เยลโล่แล้วละ
ฮุ ฮุ ฮุ~
กลับมาเล่าต่อ
ดูเหมือนว่า [วานาดิไนต์] อยากจะแสดงด้านดี ๆ ให้เธอเห็น เลยชวนเธอไปเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้
แต่ว่าพรุนดันปฏิเสธเขาแบบไร้เยื่อใย ฉันเลยรู้สึกสงสารแล้วไปขอร้องท่านโนอาร์ว่าพอมีวิธีดี ๆ แกมบังคับพาทุกคนออกไปเที่ยวกันได้ไหม?
“ทำได้ค่ะ ด้วยแท่น [ประตูมิติ] ที่ติดตั้งหน้าทางเข้าเตาสุริยะ จะทำให้สามารถเคลื่อนไหวทุกคนไปมาระหว่างเตาได้ในทันทีค่ะ ถึงจะไม่สามารถไปหยั่งเตาที่ถูกปิดระบบสมบูรณ์ไปแล้ว แต่กับเตาที่ตื่นขึ้นอย่างเตาเบอร์ 1 หรือเตาที่ระบบยังไม่ปิดสมบูรณ์อย่างเช่น 3 กับ 8 นั้น สามารถทำได้ค่ะ โชคดีที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งทับบนเตาสุริยะที่ 8 พอดี ดังนั้นถ้าหากท่านพาทุกคนมาตำแหน่งตามที่ฉันระบุเอาไว้ จะสามารถพาทุกคนไปเที่ยวข้างนอกได้ทันที เอาเป็นเตาที่ 3 ดีมั้ยคะ? ที่นั่นอยู่ติดกับศูนย์พักผ่อน คิดว่าน่าจะเหมาะสมกับการไปพักแรมค่ะ”
ถึงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านเทพพูด แต่สรุปคือท่านสามารถพาทุกคนไปสถานที่อันแสนวิเศษได้
ดังนั้นฉันจึงเรียกทุกคนออกมารวมตัวกันบนตำแหน่งที่ท่านโนอาร์ระบุ
ซึ่งที่นั่นคือบนผืนหญ้าใกล้ทางเข้าโรงเรียนจากฝั่งด้านนอก
หากมองผ่าน ๆ ก็จะเห็นเป็นพื้นหญ้าธรรมดาไม่มีอะไร
แต่เห็นท่านโนอาร์บอกว่าใต้ผิวนี้ลึกลงไปราวสิบเมตร มันมีแท่นประตูมิติอะไรที่ว่านั่นฝั่งเอาไว้อยู่ละคะ
แน่นอนว่าการชวนทุกคนมารวมตัวนั้นยาก ฉันเลยโกหกหน้าตายกับทุกคนไป ว่าเจอข่าวความคืบหน้าของลี่แล้ว
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน พอทุกคนมาถึง ท่านโนอาร์ก็ใช้พลังของเทพเจ้าส่งทุกคนไปโผล่ที่ดินแดนของเทพทันที
แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่รอพวกเราอยู่นั้น กลับเป็นนรกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายแทนเสียอย่างงั้น---
“เดียวนะ หยุดก่อนเลย… จะบอกว่าไอแสงลึกลับตอนนั้นเป็นฝีมือของเธอกับโนอาร์เองหรอกเรอะ? ”
หนึ่งในเผ่าอสูรกายที่ชื่อโฮปหันมาจ้องฉันด้วยสายตาตำหนิ
ชิบหาย… ดันเผลอเล่าออกไปซะอย่างงั้น...
“จะบอกว่าที่ผมต้องปีกหัก ทั้งหมดเป็นเพราะเธอนี่เอง? ”
“ที่ฉันต้องเสียเงินไปต่อขาใหม่ ทุกอย่างเกิดจากเธอหรือคะ? ”
“ที่ฉันต้องลำบากลุยดงสัตว์ร้ายเพื่อช่วยทุกคนออกมา รวมไปถึงถูกเจ้าหมีคนนั้นแอบเนียจับหน้าอกในตอนที่แบกหนีฝูงสัตว์ เป็นเพราะเธอคือต้นเหตุหรือคะ? ”
พวกเพื่อน ๆ ของลี่เริ่มมองฉันด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้
ฉันส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางไพไรต์
อย่าเบือนหน้าหนีสิ!
“““เพราะเธอ! ”””
“ขะ… ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนค่ะ! ”
ว่าแล้วฉันก็วิ่งหนีออกไปจากโรงอาหารอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าในทันที