ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 29: ลงโทษ

    ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ นอกจากถังเจี้ยนกั๋วกับคนที่เกี่ยวข้องแล้ว นักบัญชีชุนกับผู้นำคณะแต่ละคนก็มาด้วยเช่นกัน เมื่อถังเจี้ยนกั๋วพูดเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างก็มองไปที่ฉู่ต้าเกินอย่างประหลาดใจโดยไม่เข้าใจว่าเขาจะก่อเรื่องออกมาเป็นแบบไหน บนใบหน้าของฉู่ต้าเกินมีรอยบาดแผลเล็กน้อย ปฐมพยาบาลนิดหน่อยก็ได้แล้ว ส่วนใบหน้าของฉู่เฉิงก็ถูกหมอซ่งทายาจนคล้ำๆเขียวๆ จนเป็นที่น่าตกใจไม่น้อยเมื่อได้เห็น แน่นอนว่าทุกคนเอนเอียงไปทางฉู่เฉิงมากกว่า ชายชาตรีไปตีผู้หญิงกับเด็กน้อยถึงที่บ้าน หากพูดออกมาก็คงน่าขายหน้าจริงๆ ถังเจี้ยนกั๋วหารือกับพวกผู้นำหมู่บ้านครู่ใหญ่ก่อนจะพูดกับฉู่ต้าเกิน “เรื่องในวันนี้เป็นเพราะนายไม่มีเหตุผล นายก็อย่ามาอธิบายกับฉันเลย ครั้งก่อนตอนนายไปหาเรื่องยุวฯหลินถึงที่ ฉันก็ปล่อยนายไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าเรื่องวันนี้ยังผ่านไปแบบไม่ชัดเจนอีก ฉันที่เป็นผู้แทนหมู่บ้านคงไม่ต้องเป็นมันแล้ว นายก็ไม่ต้องพูดเหลวไหลอะไรอีกแล้ว ขอโทษยุวฯหลินซะแล้วหักส่วนแบ่งหนึ่งเดือน” ฉู่ต้าเกินผุดลุกขึ้นก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด “ท่านผู้แทนฯ เรื่องนี้ไม่ยุติธรรม ผม...”   ถังเจี้ยนกั๋วตบลงที่โต๊ะอย่างแรงแล้วพูดขึ้น “ไม่ยอมใช่ไหม นายไปฟ้องฉันกับเบื้องบนสิ ถ้าเบื้องบนคิดว่าฉันผิด ตำแหน่งผู้แทนฯนี้ฉันก็ไม่ทำมันแล้ว” ฉู่ต้าเกินเห็นท่าทางโกรธสุดขีดของถังเจี้ยนกั๋วแล้วมองดูสายตาเหยียดหยามของทุกคน สุดท้ายเขาจึงยอมรับ เขาฝืนขอโทษหลินซี หลินซีเองก็ไม่อยากไม่จบไม่สิ้นกับเรื่องพวกนี้ เธอเพียงแค่ร้องขอให้ทุกคนเป็นพยานว่าต่อไปฉู่ต้าเกินห้ามไปหาเรื่องที่บ้านหลินซีอีก ถังเจี้ยนกั๋วก็เป็นพยานให้หลินซีอีกครั้งเช่นกัน หากตระกูลฉู่ไปหาเรื่องที่บ้านอีกก็จะโดนหักส่วนแบ่งทันที ฉู่ต้าเกินคอตกกลับบ้าน ฉู่ซานซูนั่งอยู่กับเขาเงียบๆ ชายทั้งสองนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดฉู่ซานซูก็ตัดสินใจได้ หลินซีก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ครั้งก่อนที่ฉู่ต้าเกินมาหาเรื่อง ผู้แทนฯถังก็ทำให้มันผ่านๆไปอย่างคลุมเครือ ซึ่งนี่ก็ช่วยให้ความหยิ่งยโสของฉู่ต้าเกินเพิ่มมากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เขาก่อเรื่องอีก การจัดการของถังเจี้ยนกั๋วก็เพียงแค่ทำให้สงบลงเท่านั้น เธอพาฉู่เฉิงกลับบ้าน เรื่องแรกที่หลินซีทำก็คือการดูบาดแผลของฉู่เฉิง ใบหน้าของฉู่เฉิงในครั้งนี้บวมขึ้นมานิดหน่อย ประกอบกับดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำจึงทำให้เห็นแล้วยิ่งน่าสงสาร หลินซีรู้สึกกังวลนิดหน่อยจึงเรียกระบบแล้วให้ระบบตรวจฉู่เฉิง ไม่นานผลการวินิจฉัยของระบบก็ออกมา บนใบหน้ามีบาดแผลที่ค่อนข้างลึก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ แต่แผลเป็นไม่น่าจะลึกมาก หลินซีก็ไม่ยอมแน่นอน ต่อให้เป็นรอยแผลตื้นๆก็ห้ามทิ้งรอยไว้บนใบหน้าของฉู่เฉิงเด็ดขาด หลินซีขอร้องให้ระบบรักษาให้ฉู่เฉิง ระบบก็ให้คำสัญญาอย่างหนักแน่นว่าไม่มีปัญหา หลินซึจึงโล่งอก จากนั้นเธอก็ให้ฉู่เฉิงพักผ่อน ส่วนตัวเองก็ไปทำอาหารต่อ หลินซีหั่นถั่วฝักยาวที่อยู่บนเขียงได้นิดหน่อยหลังของหลินซีก็รู้สึกเจ็บขึ้นมา แต่เพราะเธอมุ่งมั่นจะนึงเกี๊ยวให้ได้และยังจะทำโจ๊กอีกหนึ่งถ้วยด้วย ซึ่งนี่ก็คืออาหารค่ำของวันนี้ พอกินข้าวเสร็จ หลินซีก็ให้ฉู่เฉิงรีบเข้านอน เมื่อรอให้ฉู่เฉิงหลับสนิทแล้ว หลินซีจึงค่อยๆย่องเข้าห้องนอนของฉู่เฉิง ระบบเริ่มทำงาน หลินซีดูรอยแผลที่อยู่บนใบหน้าของฉู่เฉิง เมื่อคิดถึงท่าทางตอนที่เด็กคนนี้สู้สุดชีวิตในการปกป้องตัวเธอแล้ว ในใจของเธอก็รู้สึกซาบซึ้งไม่น้อย ตั้งแต่เธอมายังโลกแห่งนี้ เธอรู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นแขกที่มาจากที่อื่นเพื่อมาทำภารกิจให้สำเร็จ วันนี้เมื่อเห็นท่าทางที่ฉู่เฉิงปกป้องเธออย่างสุดชีวิตแล้ว มันก็ทำให้หลินซีรู้สึกว่าฉู่เฉิงไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายภารกิจของเธอ บางทีตัวเธออาจจะมีครอบครัวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนและมีพันธะเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ หลินซีลูบผมดำที่กระจายอยู่บนหน้าผากเขา แล้วตั้งมั่นว่าจะดูแลเด็กน้อยคนนี้เป็นอย่างดี ผ่านไปสิบนาทีการรักษาก็สิ้นสุดลงก่อนที่หลินซีจะค่อยๆย่องจากไป เมื่อรอให้ประตูปิดลง ฉู่เฉิงก็ลืมตาขึ้น ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ หลินซียังคงรู้สึกไม่สบายใจจึงถามระบบ “แบบนี้จะไม่ทำให้เขามีรอยแผลเป็นใช่ไหม?”   ระบบตอบ “ครั้งเดียวไม่ได้แน่นอน การรักษาแบบนี้จำเป็นต้องทำหลายครั้ง ส่วนจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับสภาพของบาดแผล” หลินซีคิดดูแล้วมันก็จริง ถ้าไม่อย่างนั้นระบบนี้ก็เกินคนไปแล้ว หลินซีฟุบลงกับเตียงอย่างอ่อนล้าและรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดตรงแผ่นหลังของตัวเอง ทว่าบาดแผลที่อยู่ด้านหลังทำให้เธอมองไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่เมื่อลูบดูแล้วไม่พบผิวที่เสียหาย หลินซีก็ไม่ค่อยมีอารมณ์จะมาสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไร เธอคิดว่าไม่กี่วันเดี๋ยวก็หายไปเอง เมื่อตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น หลินซีก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดบนแผ่นหลังที่รุนแรงกว่าเมื่อวาน เมื่อยื่นมือสัมผัสดูก็เห็นได้ชัดว่ามันบวมขึ้น หลินซีกัดฟันลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน แต่ตอนล้างหน้าจำเป็นต้องงอตัว ด้านหลังจึงยิ่งเพิ่มความเจ็บขึ้นเป็นทวีคูณ ฉู่เฉิงพบว่าท่าทางของพี่สาวแปลกประหลาดไปอย่างเห็นได้ชัดจึงตื้อถามอยู่หลายครั้ง สุดท้ายหลินซีเลยบอกเขาว่าถูกกระแทกเข้าที่ด้านหลัง ฉู่เฉิงร้อนรนจะไปตามหมอซ่งให้มาดูอาการพี่สาว หลินซีจึงคว้าเขาไว้ “ก็แค่ด้านหลังกระแทกนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พี่พักผ่อนสองวันเดี๋ยวก็ดีขึ้น”   ฉู่เฉิงมองหลินซีด้วยสายตาไม่เห็นด้วย “ได้ยังไงกัน ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง?”   “ไม่มีอะไรหรอก พี่รู้ตัวเองดี พักผ่อนสองวันก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” ฉู่เฉิงเห็นความมุ่งมั่นของหลินซีจึงทำได้เพียงต้องยอมล้มเลิกไป ในเวลานี้เอง ระบบที่ไม่ได้ปรากฏออกมานานก็โผล่หน้าออกมา แจ้งเตือนระบบ : ยินดีด้วย ตอนนี้เธอได้บรรลุภารกิจ -- เลี้ยงฉู่เฉิงให้เป็นผู้ใหญ่ อัตราความคืบหน้า 20% เธอจะได้รับรางวัลเหรียญทอง 200 เหรียญและพื้นที่เก็บของกว้างขึ้นอีก 50% หลินซีได้ยินมันพูดจบก็รู้สึกว่าหลังของตัวเองไม่ได้เจ็บขนาดนั้นแล้ว ไม่นาน หลิวเสียกับหยวนเฮ่อก็เข้ามา หลิวเสียมองหลินซีพร้อมถอนลมหายใจ “เธอดูตัวเธอสิ มานี่ยังไม่นานก็ก่อเรื่องไปเท่าไรแล้ว ฉันเคยบอกเธอไปแล้วว่าบ้านนั้นเป็นตัวปัญหา ให้ห่างไว้หน่อย เธอก็ไม่ฟัง โดนเขาหาเรื่องสองครั้งแล้วสิ” เจอหลิวเสียที่กำลังบ่นพึมพำหลินซีก็ได้แต่ยิ้มแห้ง   หยวนเฮ่อที่ยืนอยู่หน้าเตาและกำลังผิงมืออยู่ก็พูดปลอบหลิวเสีย “หลินซีน่ะเป็นคนจิตใจดี จะคิดถึงเรื่องยุ่งยากที่จะตามมาทีหลังได้ยังไงล่ะ เรื่องนี้พวกเราคุยกับผู้แทนฯถังแล้ว ถ้าตระกูลฉู่มาหาเรื่องอีก พวกเราก็จะรายงานต่อสำนักงานยุวปัญญาชน พวกเราไม่ได้มีอำนาจใหญ่โตเหมือนเขา แต่ก็ไม่ควรมารังแกกันก็ได้” หลินซีเข้าใจความหมายของหยวนเฮ่อ ตระกูลฉู่ชอบรังแกคนอ่อนกว่า แต่กลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า พวกเขาจึงมักมาหาเรื่องถึงบ้านครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้จึงต้องอาศัยกำลังของยุวปัญญาชนเพิ่มความกดดันให้กับผู้แทนฯถังนิดหน่อยเพื่อให้เขาจัดการตระกูลฉู่ให้ดี หลินซีมองหยวนเฮ่อด้วยความซาบซึ้ง ส่วนหยวนเฮ่อก็แค่ปลอบหลินซีไม่ให้เธอกลัว ฉู่เฉิงที่ยืนอยู่ข้างนอกได้ยินชัดทุกคำพูด เขาเม้มปากแน่นและยืนอยู่ด้านนอกสักพักก่อนจะจากไป ผ่านไปไม่กี่วัน เป่าเอ๋อร์ก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลมาระยะหนึ่ง เด็กคนนี้ก็ผอมลงไปมาก ท่าทางเซื่องซึมลงจนคนที่บ้านรู้สึกสงสารเป็นอย่างมาก พวกเขาพากันล้อมวงพาเป่าเอ๋อร์กลับบ้านราวกับดาวมากมายที่กำลังรายล้อมรอบพระจันทร์ การป่วยครั้งนี้ได้ใช้เงินเก็บของตระกูลฉู่ไปจนหมด ฉู่เอ้อร์เกินจึงจำเป็นต้องยืมเงินคนในหมู่บ้านอย่างช่วยไม่ได้ ไม่นานก็ปีใหม่แล้ว ในมือจะไม่มีเงินก็ไม่ได้ ถังเจี้ยนกั๋วยังคงใจอ่อนเหมือนเดิมและปล่อยให้เขายืมไปในนามของสมาชิกหมู่บ้าน และในเวลานี้เอง ยุวปัญญาชนที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเกิดก็เริ่มเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน วังเสี่ยวเจินมองดูหลิวเสีย ในใจของเธอเต็มไปด้วยความอิจฉา เธอเป็นยุวปัญญชนที่เพิ่งมาใหม่ในปีนี้จึงไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้ เมื่อคิดว่าตัวเองต้องฉลองปีใหม่ในที่แห่งนี้โดยลำพัง เธอจะต้องรู้สึกอึดอัดขนาดไหนกันนะ เมื่อหลิวเสียหันกลับไปก็เห็นหวังเสี่ยวเจินกำลังพิงประตูเหม่อลอยอยู่ เธอรู้ว่าในใจของอีกฝ่ายคงไม่มีความสุขจึงเอ่ยปากปลอบ “ฉลองปีใหม่ที่นี่ก็คึกคักเหมือนกันนะ พวกเธอต้องเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเด็กน้อยที่จะมาไหว้ปีใหม่ที่บ้าน พวกเธอต้องเตรียมขนมนะ พวกเขามาไหว้ปีใหม่ พวกเธอก็ต้องให้ของกินเขา” หวังเสี่ยวเจินโกรธจนแทบเต้น ตัวเองกลับบ้านไม่ได้ก็แย่มากพอแล้ว ยังต้องเตรียมขนมรับมือกับคนในหมู่บ้านอีก   โจวหลายตี้เห็นท่าทางของวังเสี่ยวเจินก็พูดปลอบขึ้นมา “เอาอะไรก็ได้ พอเป็นพิธีก็พอ คนในหมู่บ้านมีธรรมเนียมแบบนี้ พวกเราเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”   หวังเสี่ยวเจินตอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ฉันไม่ได้ต้องการความคึกคักแบบนั้น ก็แค่เด็กน้อยขี้ตะกละมาขอกิน นี่มันเรื่องอะไรกันเนี้ย” โจวหลายตี้กับหลิวเสียมองหน้ากันแล้วไม่พูดต่อ ทางด้านฉู่เฉิงก็อธิบายประเพณีฉลองปีใหม่ในหมู่บ้านให้หลินซีฟัง หลินซีมีระบบอยู่ในมือ ตอนเตรียมของปีใหม่จึงไม่ออมมือเลยแม้แต่น้อย เธอทอดเมล็ดแตงโมกับถั่ว ทำขนมถั่วแดง ขนมงา แล้วยังแลกผักดองกับคนในหมู่บ้านอีก โดยเฉพาะผักกาดดอง หลินซีชอบกินมาก ตอนที่หลิวเสียมาบอกลาหลินซี หลินซีก็ได้ให้ซาลาเปาไส้ผัดกาดดองแก่หลิวเสียไปสามชิ้นไว้ให้เธอได้กินระหว่างทางด้วย หลิวเสียหัวเราะแล้วรับไว้ และยังสัญญาว่าตอนกลับมาจะเอาอาหารพื้นเมืองมาให้หลินซีด้วย ตอนที่หยวนเฮ่อมาบอกลาหลินซี หลินซีก็ให้อาหารเขาไปจำนวนหนึ่งเช่นกัน   หยวนเฮ่อยังรู้สึกไม่วางใจจึงได้กำชับหลินซี “เธอตัวคนเดียวก็ระวังหน่อยนะ โดยเฉพาะหัวค่ำ ต้องปิดประตูหน้าต่างให้ดีๆ ถ้ามีอะไรก็ให้ไปหาฟางฉวนจื้อ ปีนี้เขาไม่ได้ไปไหน รอไว้ฉันกลับมาเดี๋ยวจะเอาของอร่อยมาฝาก” หลินซีหัวเราะ ทำไมถึงได้มองเธอเป็นเด็กน้อยไปได้ หยวนเฮ่อเห็นท่าทีที่ไม่สนใจจึงพูดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจนหลินซีแสดงออกว่าจำขึ้นใจได้แล้วเขาจึงเลิกพูด ท่ามกลางพายุฤดูหนาว หลินซีส่งเหล่ายุวปัญญาชนกลับไปหาญาติ คนที่ยังอยู่ต่างก็เดินบนคันนาระหว่างหมู่บ้านอย่างเงียบๆ ดวงตาวังเสี่ยวเจินแดงระเรื่อ ในเวลานี้ทุกคนต่างก็คิดถึงบ้าน หลินซีมองพื้นนาที่กว้างใหญ่แล้วก็คิดถึงบ้านของตัวเองเช่นกัน ฉู่เฉิงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเศร้าของหลินซี ในใจก็รู้สึกไม่เป็นสุข เขาได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนในหมู่บ้านหลายครั้งว่าพี่สาวไม่ใช่คนที่นี่ หากสามารถจากไปได้ พี่สาวอาจจะทิ้งเขาไว้ ดังนั้นเขาจึงต้องทำตัวดีๆเพื่อให้พี่สาวชอบเขา แบบนี้เขาก็จะสามารถอยู่กับพี่สาวได้ตลอดไป คิดมาถึงตรงนี้ ฉู่เฉิงก็ดึงแขนเสื้อของหลินซีแล้วพูดขึ้น “พี่สาว ผมฉลองปีใหม่เป็นเพื่อนพี่นะ พี่อย่างเศร้าใจไปเลย”   หลินซีหลุดออกจากความเศร้าสร้อยแล้วพูดขึ้นอย่างร่าเริง “ป่ะ กลับบ้านกัน” ฉู่เฉิงขานรับด้วยน้ำเสียงสดใสแล้วตามรอยเท้าพี่สาวไป ใกล้ปีใหม่หมู่บ้านชิงซานก็มีข่าวใหญ่ขึ้นมาข่าวหนึ่ง ฉู่ต้าเกินแต่งเมียแล้ว เขาแต่งกับผู้หญิงแซ่เถียนคนหนึ่งที่อยู่ข้างหมู่บ้าน ปัจจุบันอายุเธอก็ใกล้จะสี่สิบปีเข้าไปแล้วแถมยังมีลูกสาวอีกคนด้วย พวกเขาอาศัยช่วงว่างตอนปีใหม่จัดงานแต่งงานกัน พอพูดถึงงานมงคล ความจริงก็คือฝ่ายหญิงหอบกระเป๋ามาสองใบแล้วเชิญคนแถวบ้านมากินเลี้ยงก็ถือว่าแต่งงานกันแล้ว ความหมายของฉู่ต้าเกินก็คือช่วงนี้ในบ้านมักจะไม่ราบรื่น มีเรื่องมงคลมาล้างหน่อยก็ดี จะว่าไปฉู่ต้าเกินก็ยังสามารถมีลูกได้อยู่ บางทีอาจจะมีลูกเพิ่มอีกคนก็ได้ แบบนี้ต้าเกินก็ถือว่ามีคนสืบทอดแล้ว เรื่องของตระกูลฉู่กลายเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่บ้านช่วงหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยคำพูดต่างๆนานา ฉู่เฉิงรู้สึกเฉยๆกับเรื่องนี้ เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฉู่แล้ว ไม่ว่าฉู่ต้าเกินจะแต่งงานกับใครก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น   หลินซีคิดมากเกินไปหน่อยเลยเรียกฉู่เฉิงมาข้างกายตัวเองแล้วพูดกับเขา “ถ้าคนในหมู่บ้านนินทาหรือพูดอะไรกับเธอก็ไม่ต้องไปฟังนะ ไม่ต้องใส่ใจมันหรอก อย่าถูกคนอื่นยั่วโมโหเอาได้ เข้าใจไหม?”