บทที่25. พูดคุยก่อนออกเดินทาง
“นั้นเ้าสิบสี่บุตรสาวคนเล็กของเ้าอย่างไรเล่าเ้าสี่”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยคำพูดออกมาเมื่อเห็นว่าพ่อลูกได้พบหน้ากันแล้วในที่สุด
“จิ่วจิวน้อยของพ่อ”เมื่อได้ยินบิดายืนยันถึงสิ่งที่เขามั่นใจอยู่แล้วอีกครั้ง จึงรวบร่างเล็กๆ กลมๆในอ้อมแขนเข้ามากอดไว้แน่นทันที พร้อมยกมือขึ้นลูบหัวกลมๆ อย่างเอ็นดูและคิดถึง
“ท่านพ่อ...ท่านพ่อของฉิบฉี่ ฮิ ฮิ”จิ่วจิวน้อยเอาคางเกยบนบ่าท่านพ่อพลางโยกหัวไปมาซ้ายขวาๆ อย่างมีความสุขนางจำเสียงท่านพ่อได้ เสียงนี้แหละที่อยู่ในความทรงจำของนางมานานแล้ว
“เอาละตอนนี้ไปโรงเตี้ยมที่พักกันก่อนเถิดไว้มีอันใดค่อยคุยกัน”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยออกมา
“ขอรับ/ขอรับ”
“เ้าค่า”
“กิ้ววว”
ตอนนี้ท่านผู้เฒ่าไป๋เดินนำหน้าทุกคนโดยยังคงอุ้มเ้าถ่านน้อยตัวอ้วนกลมไปด้วยตามมาด้วยไป๋ซ่างิและไป๋ซ่างจวินที่อุ้มร่างของจิ่วจิวไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อยจากนั้นคนทั้งหมดก็พากันเดินมาที่โรงเตี้ยมที่ผู้เฒ่าไป๋พักอยู่
จิ่งจิวที่ถูกท่านพ่ออุ้มอยู่ก็เกิดหิวขึ้นมาจึงหยิบเอาเฉ่าเหมยลูกโตๆ ออกมาจากถุงมิติเพาะปลูกทันทีไป๋ซ่างจวินเห็นดังนั้นก็เข้าใจว่าเป็เพียงถุงผ้าใส่ของธรรมดาๆที่บุตรสาวใส่เฉ่าเหมยไว้กินนั้นเอง
“งั่ม ๆ ๆ” ปากเล็กจิ้มลิ้มกัดงั่ม ๆไปที่เฉ่าเหมยคำโตๆ ก่อนเคี้ยวตุ่ยๆ จนแก้มพองออกสองข้างราวกับกระรอกน้อยเคี้ยวไปก็ยิ้มให้ท่านพ่อไปด้วยอย่างมีความสุขมากไป๋ซ่างจวินเองก็มองบุตรสาวตัวน้อยกินเฉ่าเหมยด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยน่าเอ็นดูยิ่งนักตอนนี้ในสายตาเขาบุตรสาวทำสิ่งใดก็น่ารักไปหมดขนาดตัวไป๋ซ่างิผู้เป็ลุงสามของจิ่วจิว ยังคอยหันมามองร่างเล็กๆที่น้องชายอุ้มอยู่อย่างเอ็นดูไปตลอดทาง
“อร่อยหรือไม่” เมื่อเห็นท่าทางการกินของบุตรสาวแล้วดูท่านางจะชื่นชอบผลไม้มากเลยทีเดียว
“อย่อยมากเยยเ้าค่ะ ฮิ ฮิ ท่านพ่อจินดูสิเ้าคะ”ว่าแล้วมือน้อยๆ ก็ล้วงเอาเฉ่าเหมยออกมาอีกลูกก่อนจะส่งป้อนให้ท่านพ่อของนางกินทันที
ไป๋ซ่างจวินไม่อยากขัดใจบุตรสาวตัวน้อยจึงยอมอ้าปากกัดเฉ่าเหมยกินไปคำหนึ่งแต่เพียงคำแรกที่ลิ้นได้ัักับเฉ่าเหมยลูกโตเท่านั้นแหละ ขายาวๆที่เดินตามหลังบิดาและพี่ชายอยู่พลันหยุดชะงักไปทันทีนั้นเพราะเขารับรู้ได้ถึงพลังปราณหลายสายที่มันพวยพุ่งอยู่ภายในร่างกายตอนนี้นั้นเอง
“จิ่วจิวผลไม้นี้มัน!!!”ไป๋ซ่างจวินรู้ว่านี่คือผลไม้ปราณไม่ผิดแน่นอน
“ฉิบฉี่ปลูกเองเ้าค่า ฮิ ฮิ อย่อยหยือไม่เ้าคะฉิบฉี่เก่งหยือไม่เ้าคะ งั่ม” ถามแล้วก็ก้มหัวกลมๆ ลงกัดเฉ่าเหมยไปอีกคำปากแดงๆจิ้มลิ้มเลอะหมด จนคนเป็บิดายกมือขึ้นมาเช็ดให้อย่างเอ็นดูเป็หนักหนาคิดว่ารอก่อนมีเวลาค่อยถามก็ยังไม่สาย
“เ้าสี่มีอันใดหรือ”ไป๋ซางิเอ่ยถามน้องชายขึ้นเมื่อหันกลับเห็นว่าจู่ๆเขาก็หยุดเดินไปเสียอย่างนั้น
“ไม่มีอันใดขอรับ” ไป๋ซ่างจวินเอ่ยตอบพี่ชายพยายามเก็บสีหน้าตื่นตะลึงไว้ให้แเีที่สุดเพราะตอนนี้อยู่ข้างนอกไม่เหมาะที่จะถามหรือเอ่ยพูดถึงเื่นี้จึงเอ่ยตอบไปเช่นนั้นก่อนจะเดินตามหลังทุกคนไปทันที
เดินต่อไปอีกไม่เกินเค่อก็พบเข้ากับท่านพ่อบ้านหวังฉีที่พึ่งกลับมาจากการหาข่าวจากท่าเรือและเมื่อได้เห็นบุรุษสองคนที่มีรูปร่างสูงโปร่งด้านหลังผู้เป็นาย แม้จะผอมและทรุดโทรมเพียงใดแต่เขากลับจดจำนายท่านสามและนายท่านสี่ได้เป็อย่างดีเลยทีเดียวความดีใจที่ได้พบเจอกันทำให้เขาไม่อาจห้ามน้ำตาได้จริงๆแต่ก่อนที่จะพูดคุยสิ่งใดกัน ทุกคนก็พากับเข้าไปยังห้องพักก่อน
ทันทีที่เข้าห้องพักเ้าถ่านถูกวางลงให้ยืนเองเพราะขนที่ฟูฟ่องของมันและขาสั้นๆ ทำให้ยามที่มันเดินนั้นตัวโยกเยกไปมาเลยทีเดียวเ้าถ่านน้อยเดินเตาะแตะเข้าไปที่เบาะนอนประจำตัวก่อนล้มตัวนอนแมะหงายท้องลงไปทันที
“ตุ้บ! โครกกกก!! กิ้ววว”
“ฮิ ฮิ เ้าถ่ายน้อยหิวแย้วววท่านพ่อให้ฉิบฉี่ยง(ลง)ก่อนเ้าค่ะ” ข้าสั้นดิ้นไปมากระแด่วๆตีขาในอากาศส่งสัญญาณบอกท่านพ่อให้วางนางลง
“ได้ๆ” แม้ยังอยากอุ้มนางต่ออีกแต่ก็ไม่อยากขัดใจบุตรสาวตัวน้อย แขนที่ผอมแห้งของไป๋ซ่างจวินค่อยๆวางร่างเล็กนุ่มนิ่มของบุตรสาวลงพื้นช้าๆและเมื่อลงพื้นได้เ้าตัวน้องก็วิ่งจรู๊ดดดด้วยข้าสั้นๆ ไปหาลูกน้องของตนเองทันทีก่อนจะหยิบเอาเฉ่าเหมยออกมาสามลูกส่งให้เ้าถ่านน้อยกิน
“กิ้ว ขอบคุณขอยับ”พอได้กลิ่นของกินที่โปรดปรานสัตว์อสูริญญาหนึ่งเดียวในห้องพักก็เด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจับผลไม้สีแดงสดกลิ่นห๊อมหวานนั้นเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อยท่านกลางความแตกตื่นจนตื่นตะลึงของไป่ซ่างิและไป๋ซ่างจวินที่ได้ยินเสียงของเ้าถ่านน้อยพูดคุยได้ราวกับมนุษย์ทั้งเสียงยังราวกับเด็กน้อยเพศชายอายุราวๆ 2-3หนาวเพียงเท่านั้น
“นะ นี่” ไป๋ซ่างิที่ปกติไม่ค่อยพูดนักยังถึงกับอุทานออกมาอย่างใส่วนไป๋ซ่างจวินใถึงกับพูดไม่ออก
“เ้าถ่านน้อยเป็สัตว์อสูรในพันธสัญญาของเ้าสิบสี่”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยบอกบุตรชายทั้งสอง
“สัตว์อสูรในพันธสัญญา” ไป๋ซ่างจวินทวนคำบิดาอย่างใ
“ใช่แล้ว”
“เป็ตัวอันใดหรือขอรับท่านพ่อ”ไป๋ซ่างจวินยังเอ่ยถามต่อ เขาจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนตอนที่เดินไปร้านหนังสือนั้นเห็นเ้าก้อนขนฟูสีดำนี่แหละที่ร้องกิ้ว ๆพร้อมกับมีเสียงเด็กผู้หญิงสดใสจนเขาต้องหันไปมองตามหลังในวันนั้นที่แท้ก็คือบุตรสาวตัวน้อยของเขากับเ้าถ่านน้อยนั้นเอง
“เป็หมีแต่คิดว่าน่าจะมีสายเืผสมสัตว์อสูรของดินแดนอันไกลโพ้นทะเลอย่างัอยู่ด้วย”
“หมีั!!”เมื่อได้ฟังทั้งสองก็ร้องขึ้นมาพร้อมกันหลังจากที่ฟังบิดาของตนเองพูดจบ
“เอาละเื่เ้าถ่านไว้พูดกันทีหลังตอนนี้คนที่เหลือเป็เช่นไรพวกเ้าเล่าให้พ่อฟังหน่อยเถิด”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยถามพร้อมหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้และถิดผ้าคลุมหน้าออก
จิ่วจิวน้อยที่กำลังนิ่งจุ้มปุ๊กอยู่กับเ้าถ่านเมื่อได้ยินว่าท่านพ่อกับท่านลุงสามกำลังจะเล่าเื่ให้ฟังก็รีบวิ่งกลับมาหาท่านพ่อของนางทันที
"ฉิบฉี่หยักนั่งกับท่านพ่อเ้าค่ะ"เอ่บบอกพร้อมชูแขนขึ้นสองข้างให้ท่านพ่ออุ้มขึ้น
"ได้ๆ"จากนั้นไป๋ซ่างจวินก็ก้มลงอุ้มร่างเล็กตัวกลมมานั่งตักก่อนที่ไป๋ซ่างิและไป๋ซ่างจวินจะผลัดกันเล่าเื่ราวออกมา
“ยามนั้นตระกูลไป๋แทบไม่เหลือความหวังใดๆไว้อีกแล้วขอรับ ทุกคนคิดว่าจะสู้ให้ถึงที่สุดจนตัวตายแต่แล้วกลับมีบุรุษชุดดำสวมหน้ากากปิดหน้าหลายคนเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทัน พวกเขาจัดการมือสังหารจนสิ้นก่อนพาคนที่เหลือรอดไปที่วัดล้างติดชายป่าด้านหนึ่งห่างไกลจากเมืองหลวงมากทั้งยังบอกว่าได้รับคำสั่งให้มาช่วยเหลือคนตระกูลไป๋ ก่อนไปยังได้มอบยารักษาอาการาเ็ภายนอกและภายในแต่ไม่อาจฟื้นฟูซ่อมแซมพลังปราณได้ขอรับ” เป็ไป๋ซ่างิเอ่ยเล่าออกมาสายตาเหม่อคิดไปถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
“ตอนนั้นพี่ใหญ่าเ็หนักที่กลางหลังจนไม่รู้สึกตัวขอรับพี่รองเองก็เจ็บหนักที่ขาจึงเดินทางไม่สะดวก พวกเราจึงตัดสินใจที่จะพักรักษาตัวอยู่ที่วัดล้างนานนับเดือนก่อนจะนำเงินที่ติดตัวบางส่วนไปซื้อเกวียนเพื่อเดินทางต่อจนกระทั่งไปปักหลักอยู่ที่เมืองฉางชิงขอรับครอบครัวพี่ใหญ่ตอนนี้เหลือเพียงพี่ใหญ่ที่นอนป่วยติดเตียงขยับไม่ได้กับบุตรชายที่เหลือรอดเพียงคนเดียวคือซ่างตงเท่านั้นขอรับ”ไป๋ซ่างจวินเอ่ยเล่าต่อจากพี่สามบ้างขณะเล่ามือหยาบกร้านก็ลูบผมนุ่มลื่นของบุตรสาวไปด้วยบ่อยครั้งที่ใบหน้ากลมเล็กเงยขึ้นมองท่านพ่อของตนเองก่อนแนบแก้มวางแปะกับอกของท่านพ่อเพื่อฟังต่อเงียบๆ
“ส่วนพี่รองตอนนี้ไม่ต่างจากคนพิการเพราะเดินขากะแผลก บุตรชายของพี่รองก็เหลือเพียงซ่างเฟิงที่รอดตายมาเพียงคนเดียวส่วนสะใภ้รองขอหย่าขาดและทิ้งพี่รองไปได้หลายเดือนแล้วขอรับ ส่วนตัวข้าเองก็สูญเสียพลังปราณไปจนหมดสิ้นลูกๆ ที่เหลือรอดมาก็มีซ่างิและซ่างหลิงขอรับท่านพ่อ” ไป๋ซ่างิพูดไปแล้วก็ตาแดงก่ำเขาเ็ปทุกครั้งที่คิดถึงความสูญเสียนี้
“นะ นี้หมายความว่าตระกูลไป๋เราสูญเสียงหลานชายไปไปถึง 7คนเชียวหรือทั้งยังสะใภ้ใหญ่ก็สิ้นแล้ว”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเทายามกล่าวถึงคนที่จากไปส่วนอดีตสะใภ้รองที่ทิ้งบุตรชายคนรองไปในยามทุกข์ยากไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
“ขอรับท่านพ่อ”
ทุกอย่างตกอยู่ในภวังค์ความเงียบงั้นท่านผู้เฒ่าไป๋หลับตาลงยามได้ฟังคำยืนยันของการสูญเสียในครั้งนี้จากบุตรชาย
“เฮ้ออ ยามนี้ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ คนตายไม่อาจฟื้นคืนสำคัญคือคนที่เหลืออยู่ส่วนเื่คนที่ให้ความช่วยเหลือคงต้องลองสืบดูว่าเป็ผู้ใดที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลไป๋ครั้งนี้อย่างไรก็คือผู้มีพระคุณของเรา เมื่อมีโอกาสย่อมต้องตอบแทนให้ได้...หวังฉี”
“ขอรับนายท่านเ้าไปจัดการเื่ต่างๆให้เรียบร้อยอีกครึ่งชั่วยามเราจะเดินทางไปที่ไปพบคนตระกูลไป๋ที่เหลือทุกคนอ้ออย่าลืมถังหูลู่ให้เ้าถ่านน้อย10ไม้ด้วยเล่า”ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเ้าถ่านน้อย
“ทะ ท่านปู่ววว”เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้นเมื่อท่านปู่พูดถึงถังหูลู่
“หื้ม ว่าอย่างไรเ้าสิบสี่”
“ฉิบฉี่หยักจินด้วย ขอฉองไม้ได้หยือไม่เ้าคะ”
“ได้สิ ได้ๆ เช่นนั้นหวังฉีเอาถังหูลู่มามา12ไม้"
“ขอรับนายท่าน” จากนั้นท่านพ่อบ้านหวังฉีก็รีบเช็ดน้ำตาที่เกิดจากความเศร้ายามเมื่อได้ยินเื่ราวทั้งหมดก่อนเดินออกจากห้องเพื่อจัดการเตรียมรถม้าและของต่างๆพร้อมแจ้งคืนห้องกับทางโรงเตี้ยมนั้นเอง....