พลังศักดิ์สิทธิ์...เป็พลังที่น่ารำคาญจริงๆ
หลังจากลองศึกษาพลังศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นมาซักระยะผมก็ได้คำตอบอย่างชัดเจนเลยว่าทำไมจำนวนคนที่สามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงมีน้อยนักนอกจากนั้นมันยังไม่เป็ที่นิยมอีกทั้งที่ถูกเรียกว่ามีรากฐานมาจากเทพธิดาแท้ๆอย่างกับเป็พลังที่ถูกมองข้ามเลย
ปัญหาอย่างแรกเลยคือพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่กระจายอยู่ทั่วไปเหมือนพลังเวทย์แต่จะรวมตัวกันหนาแน่นอยู่เป็ที่ไปนั่นจึงทำให้ผู้ใช้ต้องเก็บสะสมมันไว้ในร่างกายหรืออุปกรณ์เพื่อให้สามารถใช้พลังได้ในพื้นที่ที่พลังเบาบางและต้องกลับไปยังจุดที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นอีกครั้งหาก้าฟื้นพลัง
ถึงในจุดนี้จะมีข้อดีเล็กๆต่างจากพลังอื่นคือแม้พลังศักดิ์สิทธิ์จะถูกใช้จนหมดก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเหมือนพลังแบบอื่นก็เถอะแต่การที่ไม่สามารถฟื้นฟูพลังได้ทุกที่ทำให้มีสภาพเป็คนธรรมดาจนกว่าจะหาสถานที่ฟื้นฟูพลังได้ก็กลบข้อดีตรงจุดนี้ไป
ปัญหาอย่างที่สองคือหากอยากจะเป็ผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์คนคนนั้นจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์เป็เวลานานเพื่อให้ร่างกายซึมซับพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในร่างจนกว่าจะถึงจุดที่สามารถััได้ถึงมันจึงจะเริ่มใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้
ทว่าร่างกายของแต่ละคนมีความเข้ากันได้กับพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่เท่ากันบางคนอาจใช้เวลาไม่กี่ปีแต่บางคนใช้ทั้งชีวิตก็ไม่อาจััมันได้ด้วยซ้ำเลยไม่ค่อยมีใครทนอยู่กับมันจนใช้พลังได้ซักเท่าไหร่นอกจากพวกนักบวช
แน่นอนข้อดีในส่วนนี้คือมันไม่ขัดแย้งกับพลังเวทย์พวกภูติก็ไม่เกลียด แล้วก็แม้คนไม่มีพลังเวทย์ก็สามารถใช้ได้ เป็พลังที่ไม่มีการต่อต้านกับพลังอื่นเลย
ด้วยความที่จะฝึกก็ยากพอจะใช้พลังแต่ละครั้งก็ต้องคิดให้ดีแล้วที่สำคัญคือคุณสมบัติการฟื้นฟูที่เป็จุดเด่นก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าเวทย์ฟื้นฟูของพวกนักเวทย์อีกการที่คนสนใจจะมีน้อยก็คงไม่ใช่เื่แปลก
ใช่แล้ว การจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์มันควรจะยากเลยทำให้ทุกคนหันหลังให้แต่ทำไมถึง
“ดันใช้ได้ซะแล้วสิ ” ผมกระซิบกับตัวเองด้วยน้ำเสียงล่องลอยใจนึงยังคิดอยู่เลยว่าฝันอยู่รึเปล่าขณะมองประกายสีทองที่มือของตัวเอง มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมลองฝึกตามหนังสือบนชั้นไม่นาน
มันคือวิชาเยียวยาขั้นพื้นฐานเป็การดึงพลังศักดิ์สิทธิ์ไปไว้ที่มือแล้วรักษาเป้าหมายที่ัั ดูเหมือนมันจะให้ผลลัพธ์เทียบเท่าเวทย์ฟื้นฟูขั้นพื้นฐานของนักเวทย์ในหนังสือบอกว่ามือใหม่หลังจากใช้ซักพักจะรู้สึกถึงการลดลงของพลังศักดิ์สิทธิ์ในตัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงอะไรแบบนั้นเลยหรือเพราะที่นี่อยู่ในเขตโบสที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์กันนะ
บางทีถ้าผมละทางโลกเข้ามาหวังพึ่งศาสนา...ไม่มีทางผมต้องตายก่อนวัยแน่ถ้าจะต้องทำตามกฎยุ่งยากของนักบวช โดยเฉพาะกฎของนักบุญเนี่ยได้ยินมาว่าจะทำให้ชีวิตที่สดใสจืดชืดเสียยิ่งกว่าน้ำกลั่นเลยถึงความจริงผมจะไม่หวังเื่คนรักเพราะเพศที่ต่างจากชาติก่อนเกินไปอยู่แล้วแต่อย่างน้อยถ้าได้ใช้ชีวิตจริงๆก็ขอเที่ยวเล่นสนุกๆตามใจในโลกแฟนตาซีนี้ไม่ได้รึไง
ช่างเื่นั้นไปก็แล้วกันผมก็แค่ปิดเื่ที่ผมใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้เอาไว้แล้วเข้าร่วมพิธีประทานพรถ้ามีโอกาสได้เรียนที่บริลฮาต่อได้ก็ดีถ้าโดนเนรเทศก็ไม่ถือว่าแย่เท่าไหร่ ถ้าโดนขังลืมก็ค่อยคิดอีกทีแล้วกัน นี่เป็แผนลวกๆสำหรับรับมือที่ผมคิดขึ้นมา
ก็ในเมื่อผมเคลื่อนไหวในตอนนี้ไม่ได้แถมไม่รู้สถานการณ์ข้างนอกด้วยสิ่งที่พอทำได้ก็มีแค่เตรียมใจรับมือสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นเท่านั้นนี่นา
เอาเถอะ อย่างร้ายที่สุดก็แค่ตายอีกรอบผมพยายามปลอบใจตัวเองขณะจ้องมองประกายสีทองบนมือ
++ + + +
ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะที่คุ้นเคยดังขึ้น เป็คุณหัวหน้าแม่ชีที่ยืนรออยู่หน้าประตูเช่นเคยด้วยใบหน้าเรียบเฉยใน 7 วันที่ผมแทบไม่ได้ออกไปไหนก็ได้เธอนี่แหละคอยส่งข้าวให้ทุกวัน แม้เธอจะดูเหนื่อยทุกครั้งที่มาที่นี่แต่เธอก็มาตรงเวลาทุกวันขอบคุณจริงๆครับที่คอยดูแลเด็กติดห้องคนนี้
ความจริงก็ไม่ใช่ว่าผมออกไปไม่ได้แต่วันแรกที่ผมไปกินข้าวที่โรงอาหารนั้นทุกคนดูวุ่นวายอย่างกับเจอผีพวกนักบวชที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ลนลานพยายามใช้พลังขับไล่ิญญาร้ายใส่ผมส่วนคนที่ยังใช้พลังไม่ได้ก็เว้นระยะแบบสุดๆพร้อมทั้งมองด้วยสายตาระแวงผมเลยตัดสินใจฝึกพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในห้องเงียบๆดีกว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน
“จากนี้ไปท่านคิดจะทำยังไงหรอคะ ” เสียงคุณหัวหน้าแม่ชีเอ่ยระหว่างเดินนำทางทำลายความเงียบระหว่างผมกับเธอลงน้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบเหมือนเช่นเคยแต่ครั้งนี้ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความเป็ห่วงที่แฝงมาในน้ำเสียงนั้นมันคงเป็ความสัมพันธ์ที่เกิดจากการส่งข้าวสินะ
“ ถ้าเป็ไปได้ฉันก็อยากจะเข้าเรียนต่อถึงมันจะเป็ไปได้ยากก็เถอะ” ผมบอกเธอไปด้วยท่าทางสบายๆ อย่าคิดมากเื่ผมเลยคุณหัวหน้าแม่ชี
“ท่านไม่คิดที่จะมาเป็...ขออภัยด้วยค่ะ ” นั่น!ที่พูดนี่คุณแม่ชีคิดจะชวนผมบวชใช่ไหม ถึงจะตัดบทไปเองแต่พูดแบบนั้นผมเดาได้ทางนี้ทางเดียวเลยนะถึงจะรู้ว่าเพราะเป็ห่วงแต่แบบนี้คงจะยิ่งต้องเก็บความลับเื่ที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้ให้เงียบกว่าเดิมแล้ว
หลังจากคำพูดไม่กี่คำนั้นระหว่างผมกับคุณหัวหน้าแม่ชีก็กลับสู่ความเงียบตามเดิมจนกระทั่งถึงรถม้าของโบสที่ได้จอดรออยู่วันนี้ถ้าโชคดีผมคงได้กลับไปที่คฤหาสน์ของตระกูลแบล็กวูฟแต่ถ้าโชคร้ายคงจบที่คุกซักที่ล่ะนะ
++ + + +
ที่ลานกว้างกลางเมืองมีคนมารอชมพิธีอย่างคับคั่งถึงความจริงแล้วคงจะแค่มารอดูบทสรุปของหญิงสาวขี้อิจฉาในข่าวลือเพื่อเตรียมเอาไปคุยในวงสนทนาต่อก็เถอะ
ประเด็นข่าวลือชั้นเยี่ยมแบบนี้ใครจะยอมพลาดง่ายๆสินะผมคิดก่อนจะก้าวลงจากรถมาเดินเข้าสู่ส่วนพิธีที่อยู่ไม่ไกลเงียบๆ มันเป็พื้นที่ยกสูงที่มีพระสันตะปาปาและพวกขุนนางบางคนรออยู่
สิ่งที่ทำให้ที่นี่ดูโดดเด่นขึ้นมาก็คงเป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตามแบบฉบับของเ้าชายผู้สมบูรณ์แบบเส้นผมสีทองถูกมัดเป็ทรงหางม้าและดวงตาสีฟ้าที่ดูบริสุทธิ์เป็ดั่งเครื่องยืนยันความเป็ราชวงของเขาองค์ชายลำดับที่ 1
พิธีประทานพรครั้งนี้นั้นดูเรียบง่ายกว่าปกติอาจเพราะไม่มีงานรื่นเริงเหมือนเช่นเคยหลักๆที่ผมต้องทำก็แค่เดินไปคุกเข่าต่อหน้าพระสันตะปาปาพร้อมกำสองมือเข้าด้วยกันเหมือนการภาวนาทั่วไปก็พอจากนั้นแสงสีทองก็จะสาดส่องลงมาที่ตัวผมจากนั้นผมก็แค่รอด้วยท่าทางการภาวนาเงียบๆก็พอ
“ไม่ต้องกังวลนะ วันนี้ความบริสุทธิ์ของเธอจะต้องได้รับการพิสูจน์ ” เ้าชายพูดออกมาขณะที่ผมกำลังเดินไปหาพระสันตะปาปาเ้าหมอนี่มันอยากมีบทเด่นรึไงถึงได้มาแสดงบทคู่รักตอนนี้ถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้แต่ความจริงที่หมอนี่คือคนที่อยู่เื้ัการวางยาพิษถ้ามองจากมุมของไมร่าแล้วมันก็ชัดเจนมาก
ผมทำเป็ไม่สนใจแล้วเดินไปทำตามพิธีต่อทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่นและทันทีที่ส่วนของพิธีจบลงตัวต้นเื่ก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมร้อยยิ้มอันอบอุ่น
“ช่างเป็เื่ที่น่ายินดีจริงๆที่วันนี้คู่หมั้นของข้าได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในวันนั้นที่ศาลได้ตัดสินคดีของเธอผิดพลาดไปเพราะหลักฐานเท็จทำให้เธอโศกเศร้าจนต้องดื่มยาพิษฆ่าตัวตายนั้นมันทำให้ข้าเ็ปจริงๆแต่วันนี้การที่เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งและได้ผ่านพิธีประทานพรที่ว่ากันว่ามีเพียงผู้บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะผ่านมันไปได้นี้ถือเป็หลักฐานชั้นดีในการยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอแล้ว” น้ำเสียงเศร้าๆที่ดังออกมาจากคนที่โอบผมอยู่นั้นช่างน่ารังเกียจจริงๆแต่ผู้ที่ผ่านพิธีประทานพรได้ต้องบริสุทธิ์สินะคือสาเหตุที่พึ่งจะมาเปลี่ยนท่าทีเอาตอนนี้
เขาใช้น้ำเสียงที่ดังเพียงพอจะทำให้คนที่มาดูพิธีได้ยินโดยยังคงความเศร้าในน้ำเสียงเอาไว้นอกจากนี้แม้ผมจะพยายามเอาตัวออกจากแขนที่โอบอยู่ของเขาเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผลนี่ไม่ใช่การโอบด้วยความรักหรือความเป็ห่วงแต่คือการใช้กำลังบังคับให้อยู่นิ่งๆตรงนี้ต่างหาก
ถึงอย่างนั้นผู้คนรอบๆก็ดูจะไม่สังเกตถึงมันแล้วเริ่มโศกเศร้าไปตามคำพูดนั้น
ก็พอจะรู้อยู่หรอกนะว่าการพิจารณาคดีครั้งแรกไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมานอกจากผลลัพธ์ที่ว่าไมร่าวางยาพิษแล้วไมร่าก็ได้กินยาพิษนั้นเข้าไปจนเสียชีวิตแต่การมาเล่นลิ้นแค่นี้แล้วจะให้คนอื่นเชื่อนี่มันก็ดูเกินไปหน่อยไหม
“ ถึงอย่างนั้นแม้จะสายไปแต่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอผมได้แอบตามหาความจริงเงียบๆจนพบกับคนผู้นี้” องค์ชายผายมือไปทางหนึ่งก็มีทหารคุมตัวผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากทางนั้นขณะที่ผู้คนโดยรอบแหวกทางออก
“ ในวันนั้นพวกเราขาดพยานคนสำคัญคนนี้ไปทำให้มีการตัดสินคดีผิดพลาดเธอคนนี้คือสาวใช้ที่วางยาพิษและได้โยนความผิดให้กับคู่หมั้นของข้า ”องค์ชายชี้ไปที่หญิงสาวคนนั้น ดวงตาของเขาจ้องมองเธอด้วยความเ็าแม้เธอจะเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำทั่วทั้งร่างแม้ใบหน้าที่บวมปูดและเต็มไปด้วยคราบน้ำตานั้นจะยังร้องขอการอภัยก็ตาม
ภาพของหญิงสาวที่ไม่รู้จักตรงหน้าของผมนั้นน่าสงสารจับใจถึงอย่างนั้นผู้คนโดยรอบก็มองเธออย่างเหยียดหยามถึงขนาดที่มีบางคนถ่มน้ำลายไปทางเธอด้วยซ้ำ
ผมกำหมัดแน่นทีแรกผมคิดจะปล่อยให้การแสดงของเขาผ่านไปเงียบๆเพราะดูเหมือนจะไม่ได้มีความเสียหายอะไรต่อตัวผมแต่แบบนี้มันก็เกินไปจริงๆ
“ ฮะ ฮึกหม่อมฉันดีใจ หม่อมฉันดีใจจริงๆเพคะที่ฝ่าาทรงห่วงใยหม่อมฉันถึงขนาดนี้ในวันนั้นหม่อมฉันคิดว่าพระองค์ทรงทอดทิ้งหม่อมฉันไปเสียแล้วตอนที่พระองค์ทิ้งแก้วที่มียาพิษไว้เบื้องหน้าของหม่อมฉัน” ไหล่ของผมสั่นขณะที่หยดน้ำตาไหลออกมาอาบแก้ม ผมพยายามให้เสียงของผมดังมากที่สุดแต่ยังคงสั่นเครืออย่างโศกเศร้าตามธรรมชาติ
ให้ตายสิการทำแบบนี้มันยากจริงๆแต่เ้าองค์ชายคนนี้กลับทำมันอย่างง่ายดายเสียงของผมจะดังพอในการดึงความสนใจของผู้คนแถวนี้ไหมนะ
ผมเหลือบตามองนิดหน่อยเหมือนผู้คนโดยรอบจะเงียบลงแปลว่าได้ยินสิ่งที่ผมพูดอยู่สินะ
“ความตายของหม่อมฉันมันเป็ความผิดของหม่อนฉันที่เข้าใจผิดไปเองคนเดียวเพคะ ”ผมคร่ำครวญต่อแต่คราวนี้รู้สึกได้ถึงความเย็นะเืจากดวงตาสีฟ้าที่จ้องลงมาที่ผมแม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองราวกับกำลังบอกให้เงียบเสียงลงซะ
“ โธ่ไมร่าผู้น่าสงสารของข้า ” องค์ชายเอ่ยพร้อมกับแรงบีบที่ราวกับจะบดขยี้ไหล่ของผม
“ อึกองค์ชายเื่ในครั้งนี้หม่อมฉันก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วดังนั้นจึงยังไม่มีใครสูญเสียจนถึงขั้นเสียชีวิตแล้วเธอคนนั้นก็ดูจะสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วพระองค์จะทรงให้อภัยเธอคนนั้นจะได้ไหมเพคะ เดี่ยวจากนี้หม่อมฉันจะดูแลเธอเอง ”ผมใช้เสียงสะอื้นในการกลบเกลือนเสียงที่ดังออกมาเพราะความเจ็บที่ไหล่พร้อมกับจ้องไปยังดวงตาสีฟ้าอันแสนเ็าเบื้องหน้า
“ ได้สิ ” หลังจากเงียบไปซักพักเขาก็เอ่ยออกมาราวกับตัดสินใจได้ดวงตาคู่นั้นก็จากที่เ็าก็กลายเป็ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นทันที
“ วันนี้เ้าคงจะเหนื่อยมากแล้วให้ข้าไปส่งเ้าที่คฤหาสน์ตระกูลแบล็กวูฟก็แล้วกัน ” เขาเอ่ยต่อขณะที่มือข้างหนึ่งประคองผมไปทางรถม้าของเขาส่วนอีกข้างทำท่าทางเป็สัญญาณให้พาตัวหญิงคนนั้นไป
บนรถม้านั้นเต็มไปด้วยความเงียบถึงแม้องค์ชายที่อยู่ตรงหน้าจะยังคงมีรอยยิ้มอันอบอุ่นเช่นเคยแต่สายตาที่มองราวกับกำลังประเมินค่านั้นทำให้ผมไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียวนี่มันเป็สัญชาตญาณของร่างกายนี้ไปแล้วรึเปล่านะ
“ดูเ้าจะมีความกล้าขึ้นมากเลยนะหลังจากฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ ” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากจ้องผมมานานถึงแม้จะเป็น้ำเสียงที่ฟังดูผ่อนคลายแต่ผมก็อดที่จะขนลุกไม่ได้
“ อะไรกันนี่ข้าถูกคู่หมั้นที่รักเมินซะแล้วสินะเนี่ย ” เขาเอ่ยหลังจากเห็นผมยังคงเงียบ
“ หมะ หม่อมฉันแค่ประหม่าที่ได้อยู่กับพระองค์เพียงสองคนเพคะ” ผมพยายามแถให้ดูดีที่สุดร่างกายนี้ยังคงสั่นอยู่เล็กน้อยทั้งที่ผมพยายามเก็บอาการมากที่สุดแล้วนะนี่ที่ผ่านมาเธอกับเ้าหมอนี่มีความสัมพันธ์แบบไหนกัน
“ ประหม่านั่นสินะ ก็คงจะประหม่านั่นแหละ ” เขาพูดราวกับยอมรับได้แต่ก็ขยับเปลี่ยนที่มานั่งข้างๆผม
“ ข้านึกว่าเ้ายังเก็บเื่ที่ข้าพูดตอนอยู่ที่คุกมาคิดซะอีก” เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูของผมแล้วร่างกายนี้ก็สั่นมากขึ้นอีก
“นั่นน่ะข้าแค่หลอกเ้าเท่านั้น พวกคนร้ายตัวจริงมันจะได้โผล่หัวออกมาไง ”องค์ชายถอยหน้าออกมาพร้อมกับพูดด้วยท่าทางสบายๆเช่นเดิมพร้อมกับที่รถม้าได้มาถึงที่หมาย
“ โอ้มาถึงแล้วหรอเนี่ยข้าหวังว่าจากนี้พวกเราจะยังคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ได้นะคู่หมั้นที่น่ารักของข้า” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขณะจูบลงมาที่หลังมือของผม
อ่าอยากซัดซักหมัดชะมัด ผมได้แต่คิดในใจขณะเดินกลับเข้าไปในประตูอย่างสั่นๆพร้อมกับสัญญากับตัวเองว่าซักวันจะต้องทำให้มันเสียใจแน่
++ + + +
ที่คฤหาสตระกูลแบล็กวูฟวันนี้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นกับเหล่าผู้รับใช้ไม่ใช่เพราะคุณหนูที่ควรจะจากไปได้กลับมาแต่เป็เพราะคนที่พาเธอกลับมาคือองค์ชายลำดับ1 ผู้เป็อดีตคู่หมั้นที่ว่ากันว่าได้ทอดทิ้งเธอไปแล้ว
ในห้องทำงานของผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในคฤหาสน์แห่งนี้ในตอนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมชายวัยกลางคนยังคงยืนมองออกไปนอกหน้าต่างขณะที่ประตูได้ถูกเปิดออก
“ ยินดีต้อนรับกลับมานะ” หลังจากได้ยินเสียงปิดประตูเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งเช่นทุกครั้ง
“ ค่ะไม่ได้เจอกันนาน ” ผมตอบเขาไปเบาๆตอนนี้อาการสั่นได้หายไปแล้วและจิตใจของผมก็กลับมาสงบลงคงต้องขอบคุณเส้นทางที่ยาวกว่าจะมาถึงห้องห้องนี้ที่ช่วยให้ผมได้สงบใจระหว่างทาง
“ท่านคิดจะทำยังไงต่อไป ” ผมเปิดประเด็นต่อมันคือสิ่งที่ผมสงสัยที่สุดในตอนนี้แม้ตามเนื้อเื่ตระกูลนี้จะโดนลดบทบาทไปทันทีหลังไมร่าตายจนไม่รู้ว่าลงเอยที่ตระกูลล่มสลายหรือยังคงอยู่ต่อไปแต่ถูกลดบรรดาศักดิ์แต่ตอนนี้เพราะไมร่ายังอยู่มันจึงทำให้ผมสงสัยในจุดยืนของเขา
“ แล้วเ้าล่ะ้าอะไร” เขาถามกลับด้วยคำถามที่ทำให้ผมรู้สึกสงสัยมันคือคำถามลองใจหรือเป็คำถามที่อยากรู้ความ้าของผมจริงๆกัน
ผมคิดด้วยหัวใจที่หนักอึ้งหลังจากทนกับแรงกดดันที่มองไม่เห็นซักพักผมก็ตัดสินใจบอกความ้าจริงๆของผมออกไป
“ ข้า้าอิสระที่ไม่ถูกผูกมัดกับสิ่งใดถึงอย่างนั้นข้าก็ยังไม่มีพลังเพียงพอในตอนนี้ข้าจึง้าศึกษาเวทย์มนต์เพื่อให้สามารถยืนด้วยตนเองได้” ผมบอกในสิ่ง้าออกไปก่อนจะพบกับความเงียบไปอีกพักใหญ่
“ เ้าอยากจะออกเดินทาง?แล้วเ้าคิดจะหยุดตอนไหนล่ะ ”เขาคิดว่าผมอยากเดินทางท่องเที่ยวเหมือนที่ลูกขุนนางชายส่วนมากชอบทำกันและกลับมาดูแลตระกูลต่อหลังจากผ่านไปซักระยะสินะ
“ ไม่ข้าคิดจะเดินทางเพื่อตามหาสถานที่ของข้า ไม่ว่าจะเป็เป็ต่างเมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆที่ใดก็ได้ที่ข้าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข” ผมแก้ความเข้าใจผิดให้เขา
“ข้ารู้หากทำอย่างนั้นคงเลี่ยงการออกจากตระกูลไม่ได้ถึงอย่างนั้นในตอนนี้มันก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เท่าใดนักหากเทียบกับการที่ตระกูลถูกองค์ชายลำดับที่1 ควบคุมผ่านทางข้าไม่ใช่รึ ” ผมพยายามโน้มน้าวยังไงซะตระกูลก็ยังเหลือพี่ชายของผมเป็ผู้สืบทอดอยู่แล้วการที่องค์ชายมาส่งผมก็เหมือนเป็การบอกกลายๆว่าจะยังคงตำแหน่งคู่หมั้นเอาไว้เหมือนก่อนเกิดเื่
“ อ๊ะถึงข้าจะออกจากตระกูลไปแล้วแต่ข้าขอการสนับสนุนเพื่อเรียนที่บริลฮาต่อซัก 2-3ปีจะได้ไหม ข้าคิดว่าอย่างน้อยๆก็ควรจะมีพลังสำหรับเอาตัวรอดบ้าง ”ผมรีบบอกหลังจากพึ่งนึกได้
“ เื่เรียนต่อน่ะไม่มีปัญหาอยู่แล้วแต่เื่ออกจากตระกูลนั้นขอข้าตัดสินใจซักพักนะ” เสียงที่ตอบกลับนั้นดูเหงาและเหนื่อยอ่อนจนผมอยากจะให้เขาได้พักผ่อนแม้ซักนิดก็ยังดี
ถึงอย่างนั้นผมก็จะใจอ่อนไม่ได้ถ้ายังถูกผูกติดกับตระกูลแม้ไม่อยากแต่ถึงจะหลบจากเหตุการณ์ในโรงเรียนมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องถูกบีบให้เลือกข้างในากลางเมืองที่อาจเกิดขึ้นหลังนางเอกเรียนจบอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะ ” ผมลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานเงียบๆ
จนสุดท้ายในวันนี้ชายผู้เป็พ่อของไมร่าก็ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองหน้าเธอซักครั้งถึงอย่างนั้นผมก็มั่นใจว่าเขาคงไม่ได้เกลียดเธอหรอกและตัวไมร่าเองก็คงรู้ดี
ผมรู้เพราะตอนนี้กำลังพยายามกลั้นน้ำตาของตัวเองไม่ให้ไหลก่อนจะกลับถึงห้อง
‘ไม่จำเป็ต้องเสียใจน่าพวกเขาไม่ใช่ครอบครัวจริงๆของนายซักหน่อยนายตัดสินใจแล้วนี่ว่าถึงข้างนอกจะลำบากแต่อิสระพวกนั้นก็ดีกว่าการเป็หุ่นเชิดคอยแสดงละครจากนั้นก็ถูกทิ้งอย่างไร้ค่าเหมือนเบี้ยบนกระดาน’ ผมพยายามบอกกับตัวเองขณะกลั้นน้ำตา
ความเศร้านี้อาจเป็เพราะผมรู้ดีว่าในโลกนี้การที่ผมออกจากตระกูลไปมันหมายถึงผมคงไม่สามารถมาเจอครอบครัวนี้ได้อีกแล้วตลอดชีวิตที่เหลือ
แต่ไม่ว่าความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจของผมตอนนี้มันจะมาจากการที่ผมอินกับความทรงจำของไมร่ามากไปหรือเพราะร่างของไมร่ากำลังโศกเศร้าอย่างมากก็ตามผมก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว