ปีที่2578 เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ค้นพบบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ พลังงานที่ถูกเรียกว่าสสารของจักรวาลถูกค้นพบจากแก่นมิติเครื่องชีวีวะและเพียงแค่ไม่นานสสารของดวงดาวก็แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทั้งโลก ทำให้ทุกสิ่งพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงและมันยังไม่หมดแค่นั่น เมื่อมีสสารของจักรวาลแล้ว นักวิจัยชั้นแนวหน้าของโลกก็ได้ทราบถึงจุดสูงสุดของเทคโนโลยี ที่ทำลายหลักการและเหตุผลของทุกสิ่ง พวกเขาสร้างบางสิ่งที่ฝืนกฏเกณฑ์ของหลักภูมิปัญญามนุษย์ มันถูกเรียกว่าประตูมิติวาป สสารแห่งจักรวาลบีบอัดอานุภาพและพลังงานในข้อมูลเชิงจินตภาพ เร่งข้อมูลด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าแสงหลายล้านเท่า สสารของจักรวาลแปรเปลี่ยนร่างกายของผู้ที่มันครอบคลุมจนเดินทางไปยังอีกฟากของห้วงจักรวาลได้ในพริบตาและเวลาไม่สามารถวัดค่าได้อีกต่อไป จึงทำให้รู้ว่าพวกเขานั่นไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ทราบถึงการคงของอารยธรรมมากมาย
ที่ด้านนอกของดาวโลกอารยธรรมทรงภูมิปัญญาได้เปิดรับสิ่งต่างๆสำหรับผู้ที่สรรสร้างเทคโนโลยีขึ้นสู่จุดสูงสุด ประตูมิติวาปเป็เพียงแค่จุดๆนึงที่เกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อเข้าสู่อาณาเขตแห่งดวงดาวแล้วโลกก็ได้รับรู้ถึงองค์กรเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่
สมาพันธ์แห่งดวงดาวหรือที่อีกขึ้นนึงถูกหลายสิ่งเรียกขานกันว่าการ์เดี้ยน องค์กรอิสระที่เป็ศูนย์รวมของทุกสิ่งในจักรวาล พวกเขามีหน้าที่ปกป้องภัยอันตรายหรือสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการล้มสลายของเผ่าพันธุ์ เพียงไม่นานโลกได้เข้าสู่สมาพันธ์แห่งดวงดาว องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากอารยธรรมทรงภูมิปัญญาต่างๆ องค์กรนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตจากภัยอันตราย แต่พวกเขายังแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนข่าวสาร แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆจนทำให้เทคโนโลยีของแต่ละดวงดาวนั่นก้าวะโไปอย่างใหญ่หลวง ดวงดาวโลกหรือที่เผ่าพันธุ์อื่นๆเรียกกันว่าดาวสีฟ้านั่น ได้เข้าร่วมสภาพันธ์แห่งดวงดาวในลำดับที่1724 มันก็หมายความว่ายังมีเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาอีกถึง1723ชนิดที่มีเทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่ยิ่งกว่ามนุษย์อยู่ไหนๆ มันทำให้รู้ว่ามนุษย์เช่นพวกเขานั่นเป็เพียงแค่เศษเสี้ยวของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น
เมื่อดาวโลกได้เข้าสู่อาณาเขตที่แท้จริงของจักรวาลแล้ว พวกเขาก็ต้องที่จะแปรเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ปฏิทินของดาวโลกแปรเปลี่ยนเข้าสู่ปฏิทินของอาณาเขตแห่งอวกาศ คำนิยายต่างๆในอดีตกาลที่ถูกบันทึกไว้ก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็ปีอวกาศทั้งหมด โลกได้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่นับั้แ่ที่ประมิติวาปถูกสร้างขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานวันเข้า อารยธรรมต่างๆของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง มันก้าวะโจนแทบจะไม่อยากจะเชื่อ
มันมีสิ่งนึงที่ทุกคนไม่ว่าใครก็ยังต้องตกตะลึง อนุภาคพลังงานลึกลับที่นักวิจัยชั้นแนวหน้าของโลกได้ค้นพบ สสารแห่งจักรวาลคือทุกสิ่งที่แปรเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ทั้งหมดไป พวกเขาได้รับการวิวัฒนาการขึ้นไปอีกขั้น พลัง ความเร็ว ร่างกายอันแข็งแกร่ง มีอายุยืน โรคร้ายไม่ก้าวกร่าย ทุกสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนั่นมีสสารแห่งจักรวาลเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น
ปีอากาศที่210 นับแต่ที่โลกได้เข้าร่วมสมาพันธ์แห่งดวงดาว มันก็เป็เวลามากว่า200ปีแล้ว ดวงดาวโลกเป็หนึ่งในจุดศูนย์กลางของเผ่าพันธุ์ต่างๆ พวกเขามาเที่ยวและพักผ่อนบนดวงดาวสีฟ้า เผ่าพันธุ์ต่างดาวที่แปลกประหลาดจากทั่วทุกหนแห่ง ล้วนแล้วแต่เดินทางมายังดาวโลก มนุษย์ในตอนแรกก็หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตต่างดาวกันอยู่ยกใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี พวกเขาก็กลับคุ้นเคยกันไปเอง การใช้ชีวิตในอดีตที่ผ่านๆมาได้มีสีสันที่สดใสยิ่งกว่าดวงดาวไหนๆ
เมืองแห่งนึงบนดวงดาวสีฟ้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสบาย อากาศที่บริสุทธิ์เสมือนกับอยู่บนสรวง์ สถานที่แห่งนี้เป็เมืองขนาดใหญ่ที่ถูกเรียกว่าเมืองแอล ภายในเมืองนั่นมีตึกอร่ามบ้านช่องที่ตั้งตระหง่านกันอย่างโดดเด่น มีรถยนต์ไฟฟ้าที่บินได้เหมือนเครื่องบิน มีเสาไฟฟ้าที่แสดงสัญลักษณ์สัญจรการเดินทาง มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่วิ่งอยู่บนรางอากาศ เทคโนโลยีต่างๆของมนุษย์ก็ก้าวไกลเกินกว่าที่จะจินตนาการ ภาพโฮโลแกรมสามมิติ เทคโนโลยีชีวะจักรกล แขนเทียมที่เหมือนกับของมนุษย์จริงๆ ทุกสิ่งเป็ไปได้ในยุคสมัยแห่งนี้
ณใจกลางเมืองแอล มีตึกขนาดใหญ่ที่ตรงทางเข้าถูกเขียนว่าสำนักงานพิพากษา เพียงแค่ชื่อก็ไม่ต้องบ่งบอกถึงคุณลักษณะของมันแล้วว่าเป็เช่นไร สถานที่แห่งนี้คือจุดศูนย์รวมที่จะนำคนชั่วหรือคนที่ทำผิดกฏหมายเข้าสู่กระบวนการตัดสินและในวันนี้มันก็มีชายหนุ่มผมสีเทาตัดสั้นผู้นึงต้องรับฟังคำตัดสิน
ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ ฝูงชนมากมายนั่งรอคอยฟังคำพิพากษาจากผู้ตัดสินสูงสุด ใจกลางห้องโถงมีชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลากำลังยืนสั่นเทาด้วยท่าทีอันหวาดกลัว เส้นผมสีเทายุ้งเหยิงรุงรัง เสื้อผ้าฉีกขาดราวกับขอทาน แขนทั้งสองตรงบริเวณข้อมือของเขาถูกตึงไว้ด้วยตรวนแม่เหล็ก มันคือสิ่งของที่เอาไว้ใช้จำกัดบุคคลอันตรายไม่ให้สามารถที่จะหลบหนีไปได้และเบื้องหน้าที่อยู่ไม่ไกลจากเขานั่นคือโต๊ะตัวใหญ่ที่ด้านหลังมีชายวัยกลางคนทรงภูมิปัญญานั่งอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น ยังมีมนุษย์อีกหลายสิบคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเรียงรายกันไป แต่ละคนจ้องมองมายังชายหนุ่มเป็จุดเดียวกัน ั์ตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความซับซ้อน
"นั่นนะหรอ? ผู้ที่วางเพลิงคนแถวย่านสลัมจนตายกันเกลี้ยงเลย"
"ใช่หรอ? เขายังดูเด็กอยู่เลยนะ อายุเพียงแค่15ปีแต่วางเพลิงสังหารผู้คนบริสุทธิ์ไปหลายพันคนเนี่ยน่ะ"
"ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะมีสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายเช่นนี้ จิตใจมันทำด้วยอะไรวะ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆก็ยังถูกย่างสดทั้งเป็เลย ข้าไปเห็นมากับตาแล้ว ซากศพของแต่ละคนนี่สยองสุดๆ!!"
"ปะามันซะ อาชญากรเช่นนี้เก็บไว้ก็เป็ภัยอันตราย!!"
"ใช่แล้ว ถ้าปล่อยให้มันเติบโตขึ้นละก็ ไม่รู้เลยว่าจะต้องมีกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยในเงื้อมมือของมันอีก"
เสียงกระซิบของฝูงชนที่เข้ามารับฟังได้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ใจกลางเป็จุดเดียวกัน แต่ละคนดวงตาแข็งกร้าวและจ้องเขม็งเพื่อที่จะดูดหน้าของอาชญากรผู้โเี้ ที่ใจกลางบนแท่นไม้ที่ถูกยกสูงขึ้น ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั่นก็ได้แต่กำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยหยดน้ำที่ปรากฏขึ้น ร่างกายเริ่มสั่นเทา ทุกสิ่งถูกถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้จบจนทำให้เขานั่นแทบจะครองสติไม่ไหว
"ผะ..ผมไม่ได้ทำ ผมไม่ได้ทำ"
มีเพียงแค่คำพูดที่ดังออกมาจากชายหนุ่ม หลายคนที่ได้ยินเช่นนั่นก็ประหลาดใจอยู่นิดๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เก็บมาสนใจ พวกเขารอเพียงแค่คำพูดจากบุคคลที่อยู่สูงสุดของสำนักงานพิพากษาเท่านั้น ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ ทุกสิ่งจะต้องเป็ไปตามที่พวกเขาได้รวบรวมมาทั้งหมด
"เงียบ ได้เวลาเริ่มการไต่สวนแล้ว..!!"
บนเก้าอี้สูงชายวัยกลางใบหน้าดุดันคนเลือบมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่าง ขณะนั่นเขาก็หยิบแฟ้มประวัติที่เต็มไปด้วยกระดาษมากมายขึ้นมาเปิดอ่านมัน ดวงตาของเขาเฉยชาราวกับว่าเขานั่นทำสิ่งนี้มาตลอดทั้งชีวิต
"เผ่าพันธุ์มนุษย์ ไครเซอร์ อายุ15ปี พ่อแม่ตายั้แ่ยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ เติบโตขึ้นมาตามชานเมืองของสลัมที่ดูโหดร้ายและวุ่นวาย ั้แ่วัยเด็กก็ถูกคนเฒ่าคนแก่แถวนั่นเลี้ยงดูขึ้นมา จนกระทั่งพวกที่เลี้ยงดูตกตายไป เ้าก็อดอยากแล้งแค้นประทังชีวิตไปวันๆ มีอะไรได้ก็กิน ไม่มีอะไรก็ไม่กินและเมื่ออายุ14ปีก็เริ่มที่จะรับจ้างทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแลกกับเครดิตเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายได้ที่ทำงานมาโดยส่วนใหญ่แล้วก็เอาไปช่วยเหลือคนแก่คนเฒ่า
"จากที่ดูตรงนี้แล้ว ประวัติของเ้าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น"