ตอนที่ 2 ความลับของมู่จิ่นเหยียน
ตอนเช้าหลังจากที่ฮ่องเต้จินตงหยางทรงเลิกจากการประชุมที่ท้องพระโรง ก็เสด็จยังตำหนักด้านข้างที่มีพี่น้องสกุลมู่รอเข้าเฝ้าอยู่แล้ว
“กระหม่อมมู่ชิงซาน”
“กระหม่อมมู่จิ่นเหยียน”
“ถวายพระพรฝ่าา/ถวายพระพรฝ่าา”
“ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
สองพี่น้องทำความเคารพผู้เป็เ้าแผ่นดินทันที ที่พระองค์ปรากฏพระวรกายในห้องทรงอักษร
“พวกเ้าตามสบาย เป็อย่างไรจิ่นเหยียนพอใจกับราชโองการของเราใช่หรือไม่”
“ทูลฝ่าา พอใจก็พอใจอยู่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่พระองค์ก็ทรงทราบว่ากระหม่อมกับองค์หญิงใหญ่แต่งงานกันไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เราบอกว่าแต่งได้ ก็คือแต่งได้ หรือเ้าจะขัดราชโองการ”
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่ขนาดเ้าไม่กล้า พอได้รับราชโองการก็รีบมาเข้าเฝ้าทันที”
“กระหม่อมสมควรตาย แต่กระหม่อมแต่งงานกับองค์หญิงไม่ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้านี่ยังไง เราบอกว่าแต่งได้ ก็คือแต่งได้ ไม่มีใครลงโทษเ้าหรอก”
มู่ชิงซานที่เห็นหนึ่งโอรส์ หนึ่งแม่ทัพน้อยสกุลมู่ยังคงเถียงกันไปมา จึงเอ่ยขึ้นมา
“ทูลฝ่าา จิ่นเหยียนกังวลว่าหากแต่งงานกับองค์หญิงเหวินเต๋อแล้ว พระนางทรงทราบความจริง เกรงว่าสกุลมู่หัวจะหลุดจากบ่า โทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าหมายถึงเื่ที่จิ่นเหยียนเป็สตรีเช่นนั้นหรือ พวกเ้าไม่ต้องกังวล สกุลมู่จะไม่มีใครได้รับโทษจากเื่นี้แน่นอน ในเมื่อเราเป็คนรับรองเ้าด้วยตัวเราเองแล้ว
อีกทั้งสกุลมู่ยังมีบุญคุณกับแผ่นดิน ต่อให้เ้าเป็สตรีแต่เ้าก็จับดาบเพื่อต้าจินมานับครั้งไม่ถ้วน หากใครเอาผิดพวกเ้า เรานี่แหละจะปกป้องเอง”
จินตงหยางฮ่องเต้ ทรงรับปากอย่างหนักแน่นว่าเื่ที่มู่จิ่นเหยียนเป็สตรีและแต่งงานกับองค์หญิงใหญ่ จินอวิ๋นเซียนจะไม่มีผู้ใดเอาผิดสกุลมู่ได้ทั้งนั้น
หากจะย้อนก็ต้องย้อนไปถึงสิบกว่าปีที่แล้ว สกุลมู่สูญเสียอย่างหนักจากากับแคว้นเหลียว ในขณะนั้นมู่จิ่นเหยียนยังเล็กมากนัก หญิงชายผู้คนก็ยากจะแยกแยะ
ครั้นาจบสิ้นลง ฮูหยินผู้เฒ่าที่ทราบข่าวเื่การสูญเสียที่เกิดขึ้น ก็หมดสติและโศกเศร้าเสียใจจนทำให้สมองเลอะเลือนไปบ้าง จำได้เพียงว่านางเหลือเพียงหลานชายแค่สองคน คือมู่หนาน และ มู่ชิงซาน นับแต่นั้นมามู่จิ่นเหยียนที่เป็หลานสาวคนเล็กที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่ปีก็ถูกลืมไปจากความทรงจำของฮูหยินผู้เฒ่าทันที
ทุกครั้งที่ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นมู่จิ่นเหยียนในวัยเด็กใส่ชุดของเด็กผู้หญิง มักจะถูกว่ากล่าวและให้เปลี่ยนเป็ชุดเด็กผู้ชายทันที ของเล่นเด็กผู้หญิงก็ถูกนำไปทิ้งเสียทั้งหมด เปลี่ยนเป็ของเล่นเด็กผู้ชาย
หากใครพูดถึงคุณหนูสามก็มักจะถูกฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษเพราะคิดว่าพูดจาเหลวไหลทั้งๆ ที่เป็คุณชายรอง แต่บ่าวไพร่กลับเรียกขานว่าคุณหนูสาม
นับแต่วันนั้นคุณหนูสามก็เลือนหายไปจากสกุลมู่ เหลือเพียงแต่คุณชายสาม มู่จิ่นเหยียนเท่านั้น
จินตงหยางฮ่องเต้ในสมัยนั้นรับรู้ถึงความโศกเศร้าเสียใจกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่านางเสียทั้งสามี บุตรชายสองคนและหลานชายคนโตในเวลาเดียวกัน ใครเล่าจะทำใจไหว จึงได้พระราชทานอนุญาตให้มู่จิ่นเหยียนใช้ศักดิ์ฐานะของคุณชายสามสกุลมู่ต่อไป
เพื่อตอบแทนความเสียสละของสกุลมู่และตอบแทนมู่เหลียน บิดาของมู่จิ่นเหยียน ผู้ที่ถือได้ว่าเป็สหายรักของพระองค์ จึงสั่งให้หน่วยงานราชการต่างๆรับรองฐานะครั้งนี้ และเก็บไว้เป็ความลับนับแต่นั้นมา
นานวันเข้าผู้คนในเมืองหลวงจึงรู้จักมู่จิ่นเหยียนที่เติบโตขึ้นมาในฐานะคุณชายสามของสกุลมู่ ลืมไปเกือบหมดสิ้นแล้วว่าสกุลมู่นั้นเมื่อครั้งหนึ่งเคยให้กำเนิดคุณหนูสาม
แต่สำหรับฮูหยินผู้เฒ่านางก็ยังคงจำได้แค่มู่หนานและมู่ชิงซานเช่นเดิม หากนับว่านี่เป็เื่ที่มู่จิ่นเหยียนเสียใจอีกเื่หนึ่งก็ว่าได้ แต่หลังจากคุ้นเคยกับฐานะนี้แล้วมู่จิ่นเหยียนก็ทำใจและใช้ชีวิตในฐานะคุณชายสามจนกระทั่งตอนนี้กลับรู้สึกชอบตัวตนนี้เสียอีก
เพียงแต่หากจะให้แต่งงานกับองค์หญิงใหญ่ มู่จิ่นเหยียนก็ยังแอบกังวลใจอยู่เช่นกัน สตรีใดบ้างจะไม่เสียใจ หากถูกหลอกให้แต่งงานกับสตรีด้วยกัน ทุกคนล้วนแต่อยากแต่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว สร้างครอบครัวกับบุรุษด้วยกันทั้งนั้น
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะทูลความจริงกับองค์หญิงใหญ่หลังแต่งงานได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาไว้เราจะเป็คนบอกนางเอง แต่เราอยากให้เ้าสัญญากับเราข้อหนึ่ง นับแต่นี้ไปเ้าต้องปกป้องนางเท่าชีวิต ทำได้หรือไม่ ส่วนเื่ต่างๆ ไว้เราค่อยบอกเ้าหลังจากแต่งงานก็แล้วกัน”
‘ว่าแล้ว’ มู่จิ่นเหยียนได้แต่พร่ำบ่นภายในใจ ว่าการอภิเษกสมรสครั้งนี้จากที่จะได้เป็ราชบุตรเขย ดูเหมือนว่านางจะได้ตำแหน่งองครักษ์ขององค์หญิงเพิ่มขึ้นเสียแล้ว
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนเข้าเฝ้าเพื่อไขข้อข้องใจของตนเองเสร็จแล้ว ก็ทูลลากลับจวนสกุลมู่ทันที ในระหว่างที่เดินออกมาจากห้องทรงพระอักษรสอนนั้น หารู้ไม่ว่าการปรากฏตัวของมู่จิ่นเหยียนตกอยู่ภายใต้ดวงตาหงส์คู่หนึ่ง
“คนผู้นี้คือคุณชายสามสกุลมู่อย่างนั้นหรือ”
คำถามนี้ออกมาจากโอษฐ์ที่ถูกแต่งแต้มไว้ด้วยชาดสีแดง น้ำเสียงที่กล่าวออกมาไพเราะราวกับระฆังกังสดาล หากมองจากรูปร่างและการแต่งกาย สตรีตรงหน้านี้จะเป็ผู้ใดอื่นมิได้ นอกเสียจากองค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียน ผู้ที่ขึ้นชื่อว่างามราวกับเทพธิดาฉางเอ๋อลงมาจุติ
“พ่ะย่ะค่ะ คนผู้นั้นคือคุณชายสามมู่จิ่นเหยียนพ่ะย่ะค่ะ”
ชุนกงกงขันทีรับใช้ข้างกายกราบทูลองค์หญิงให้ทรงทราบ หลังจากทรงรู้เื่พระราชโองการอภิเษกสมรสกับบุคคลผู้นั้นแล้ว ก็มิได้ทรงพอใจเช่นกัน วันนี้ที่เสด็จมายังตำหนักทรงพระอักษรของฮ่องเต้ ผู้เป็พระบิดาของตนก็เพียงเพื่ออยากถามหาเหตุผลของการแต่งงานในครั้งนี้
แต่ก็มิได้คาดคิดว่าระหว่างทางจะพบกับว่าที่ราชบุตรเขย ที่กำลังเดินออกมาจากด้านในเช่นกัน ดูจากสีหน้าท่าทางบุคคลผู้นี้สมแล้วที่อยู่แต่ในกองทัพ หาได้มีลักษณะบุคลิกเฉกเช่นบัณฑิต หรือคุณชายจากสกุลชั้นสูงที่เคยพบเจอ
“ไม่สำรวม!”
จินอวิ๋นเซียนว่ากล่าวบุคคลที่เพิ่งพบเจอครั้งแรกทันที ในเขตพระราชฐานผู้คนล้วนต่างต้องพึงระวังกิริยามารยาท ก้าวเดินด้วยความสงบเรียบร้อย
แต่ว่าที่ราชบุตรเขยผู้นี้กับส่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะหยอกล้อพูดคุย กับนางกำนัลที่กำลังเดินไปส่งที่หน้าประตูวัง ในสายตาขององค์หญิงเหวินเต๋อที่เติบโตมาในวัง ผ่านการเข้มงวดเื่มารยาทมาั้แ่เด็ก ย่อมรู้สึกขวางหูขวางตาเป็ธรรมดา
เพียงแต่ด้วยลักษณะนิสัยของมู่จิ่นเหยียน หากจะให้เดินแล้วเก็บปากเก็บคำจนกว่าจะถึงประตูวัง คงได้เฉาตายระหว่างทางเป็แน่
จึงหันไปชวนนางกำนัลที่นำทางผู้นั้นพูดคุย ครั้นบรรยากาศเริ่มคลายความอึดอัดก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับตนเองได้อีกครั้ง เพียงแต่การกระทำของว่าที่ราชบุตรเขยนี้อาจจะไม่ได้ถูกใจว่าที่ฮูหยินในอนาคตเช่นกัน
องค์หญิงเหวินเต๋อนอกจากตำหนิมู่จิ่นเหยียนหนึ่งคำแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมสิ่งใด ได้แต่เดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษร หลังจากที่ขันทีหน้าห้องเดินมาทูลเชิญ
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ”
“วันนี้ลูกพ่อก็มาเช่นกันหรือ”
“ลูกเพียงอยากจะมาทูลถามเหตุผลของการแต่งงานครั้งนี้เพคะ”
“เอาเป็ว่ามู่จิ่นเหยียนผู้นี้คือผู้ที่เหมาะสมกับเ้าที่สุด ไม่ว่าจะทั้งชาติตระกูล รูปร่างหน้าตา การศึกษา ฝีไม้ลายมือล้วนแต่หาตัวจับได้ยาก ที่สำคัญคนผู้นี้จะปกป้องเ้าได้อย่างแน่นอน”
“เสด็จพ่อก็ทรงทราบเื่คำสาปของลูก เวลาอีกเพียงไม่กี่ปีเช่นนี้ไม่ควรจะให้ผู้อื่นต้องมาตกระกำลำบากไปกับลูกด้วยเลย”
จินตงหยางฮ่องเต้ทรงเข้าพระทัยองค์หญิงเหวินเต๋อเป็อย่างดี พระองค์เองก็อยากจะให้คำสาปที่ติดตัวมาแต่กำเนิดขององค์หญิงถูกถอนได้ในเร็ววัน เพียงแต่การถอนคำสาปครานี้มิใช่ผู้ใดจะทำก็ได้
พระองค์เคยให้โหรหลวงหาวิธี ทำอย่างไรก็ไม่สามารถถอนคำสาปนั้น จนโหรหลวงกล่าวว่าทางสุดท้ายที่จะถอนคำสาปได้ คือการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของคำสาป
ดังนั้นพระองค์จึงอยากหาบุคคลที่พระองค์สามารถไว้วางพระทัย ฝากฝังให้ดูแลองค์หญิงเหวินเต๋อผู้นี้ได้ ประจวบเหมาะกับราชทูตของแคว้นเหลียวกำลังจะมาเยือน การชิงพระราชทานอภิเษกสมรสให้องค์หญิงก่อนย่อมเป็การดี
“เ้าวางใจได้ หลังจากแต่งงานพ่อจะให้พวกเ้าออกเดินทาง ไปหาวิธีถอนคำสาปหรือหากว่าหมดหนทางแล้วจริงๆ ก็ถือว่าพ่อให้เ้าได้ใช้ชีวิต่ปลายอย่างที่ใจของเ้า้า”
“ลูกเข้าใจแล้วเพคะ”
องค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียนผู้ที่สตรีทั่วทั้งแคว้นต่างอิจฉา แต่กลับไม่มีใครคาดคิดว่านางจะเป็ผู้ที่ถูกคำสาปของเผ่าจันทราั้แ่กำเนิด หากอายุครบ25ปีแล้วยังไม่สามารถหาวิธีถอนคำสาปนั้นได้ ชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงต้องดับสลายปล่อยร่างกลับคืนสู่ธรรมชาติเช่นเดิม
องค์หญิงเองก็รับรู้มาตลอดว่าองค์ฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดาพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะถอนคำสาปนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ผล ดังนั้นหากปล่อยให้ตนตามหาเผ่าจันทราสำเร็จแล้วถอนคำสาปนี้ได้ ต่อไปตนก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติเช่นกัน
หวังว่ามู่จิ่นเหยียนผู้ที่จะมาเป็ราชบุตรเขยนั้นคงมิทำให้ทั้งตัวองค์หญิงและฮ่องเต้ทรงผิดหวัง
ถึงแม้ลักษณะนิสัยจากภายนอกที่ได้เห็นเพียงแค่เวลาครึ่งถ้วยชา (ประมาณ5นาที) อาจจะมิได้ถูกใจเท่าใดนัก แต่เมื่อไม้กลายเป็เรือแล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีก
องค์หญิงเหวินเต๋อจึงได้แต่ทำใจยอมรับเงื่อนไขการแต่งงานในครั้งนี้ ภาวนาก็แต่เพียงภายในระยะเวลาที่เหลือของทั้งตนและมู่จิ่นเหยียนจะตามหาเผ่าจันทราและถอนคำสาปให้แก่ตนได้สำเร็จ