เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 ชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย

            การแข่งขันวาดภาพมีของรางวัลกัวซีฉือมอบผ้าคลุมไหล่ที่ปักโดยนางข้าหลวงในวังหลวง เยี่ยนเจาเจามอบชุดพู่กันน้ำหมึก กระดาษและที่ฝนหมึกชั้นดี นอกจากนั้นยังมีของบางส่วนที่สตรีชนชั้นสูงจากหลายตระกูลมอบให้เป็นของดีจำนวนมิน้อยเลยทีเดียว

            เด็กสาวจากตระกูลต่างๆล้วนแต่ยังเด็ก เป็นธรรมชาติที่ในใจจะมีเรื่องของการแข่งขันอยู่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังคันไม้คันมืออยากต่อสู้คิดออกแม้กระทั่งว่าจะวาดรูปสิ่งใด

            วาดสาวงามเดิมทีก็เป็นหัวข้อการสอบที่ง่ายมากภาพสาวงามคือตัวเลือกที่ง่ายที่สุด

            เยี่ยนเจาเจามาที่นี่ก็เพื่ออู้งานดังนั้นนางจึงมิได้สนใจว่าตนจะวาดภาพสิ่งใดออกมา เดิมทีในใจก็อยากวาดภาพสาวงามเมื่อยกพู่กันขึ้นมาวาด ในตอนที่เงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาของหนานหมิงเหอที่มองมายังตน

            เขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากเยี่ยนเจาเจา

            ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปอยู่ใกล้กับสตรีอื่นอยู่ไกลออกไปก็จะมองไม่เห็นเยี่ยนเจาเจา เพราะเหตุนั้นเขาจึงไปยืนอยู่ด้านใต้ของกันสาดที่ทำจากไม้ที่อยู่ไม่ไกล

            บนกันสาดไม้มีเถาองุ่นอยู่ไม่น้อยเวลานี้ยังไม่ถึงช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ใบของมันจึงยังคงหนาพอสำหรับการป้องกันแสงแดด

            ผิวของหนานหมิงเหอขาวซีดราวกับไม่ค่อยได้เจอกับแสงอาทิตย์สุขภาพของเขาไม่สู้ดีมาโดยตลอดเยี่ยนเจาเจาหายาวิเศษมาให้เขาไม่น้อยแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น นอกจากออกไปเรียนเขาก็แทบไม่ออกไปเดินเล่นด้านนอกเลย

            เพราะผิวที่ขาวจึงทำให้ใบหน้าของเขายิ่งมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ

            แสงแดดที่ส่องมาจากด้านบนถูกเถาองุ่นแยกออกเป็นชิ้นๆดวงตาของเขาอยู่ในเงา แต่แสงแดดเล็กน้อยได้ตกกระทบลงบนจมูก แสงอ่อนๆ ยิ่งทำให้มิอาจเดาอารมณ์ในดวงตาของเขาได้เลย

            ตอนที่เยี่ยนเจาเจามองไปเขากำลังกะพริบตาดูเหมือนเยี่ยนเจาเจาจะรู้สึกเหมือนได้รับรอยยิ้มจากเขา ในใจพลันเกิดความรู้สึกอ่อนไหว

            ภาพหญิงสาวเป็นสิ่งที่นางวาดมาแล้วหลายครั้งเก็บรายละเอียดอย่างดีเพื่อเป็นการรับมือกับหน้าที่ทางการศึกษาฝีมือดูชำนาญคล่องแคล่ว ทว่ายามนี้นางไม่คิดจะวาดภาพของหญิงสาวอีก

            กลับกันมันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญจะจริงจังหรือไม่จริงจังก็ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวอะไรกันนี่?

            ยิ่งไปกว่านั้นตรงหน้าก็มีหญิงงามมากมายเช่นนั้นจะสร้างภาพเสมือนหญิงสาวขึ้นมาอีกเพื่อการใด?

            เยี่ยนเจาเจายกพู่กันขึ้น

            ในทักษะดนตรีหมากล้อม อักษรและศิลปะภาพวาด ทักษะที่เยี่ยนเจาเจาด้อยที่สุดก็คือการวาดภาพดังนั้นนางจึงวาดตามความสนใจของตัวเอง ดังนั้นภาพที่นางวาดจึงมิได้เหมือนภาพวาดโบราณที่มีรายละเอียดของคนมากสักเท่าไรนางลงมือวาดเพียงดวงตาคู่หนึ่ง

            ดวงตาคู่นี้เป็นดวงตาที่มองนางอย่างอบอุ่นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กมีทั้งความเป็นห่วงและให้อภัยอยู่ในนั้น หากไม่เผยรอยยิ้มก็จะดูอ้างว้างเย็นชาแต่เมื่อยิ้มออกมาก็เป็นความอ่อนโยนที่ดูวุ่นวายยิ่งนัก เหมือนกับดวงดาวที่ตกอยู่ในก้นบึ้งของสระน้ำลึก

            หลังจากที่นางเริ่มวาดโครงคิ้วและใส่แววตาเข้าไปก็เปลี่ยนเป็นพู่กันหัวใหญ่ขึ้นแต่งแต้มสีดำปีกอีกาเข้าไป ตวัดปลายพู่กันไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นเส้นเกศายาวสลวย

            จากนั้นนางก็เปลี่ยนพู่กันอันใหม่จุ่มมันลงในน้ำ ใช้น้ำแยกส่วนที่เป็นผมและใบหน้าออกจากกัน เหมือนกับใบหน้านั้นซ่อนตัวอยู่ในเมฆหมอกยากเกินมองเห็นมีเพียงดวงตาคู่นั้นเท่านั้นที่ล่องลอยอยู่เหนือหมู่เมฆและหมอก

            ปอยผมตรงขมับมีกลิ่นอายคล้ายกิ่งของดอกเหมยที่ไม่มีวันหักเป็นประกายวาววับ กิ่งก้านสูงชันตื่นขึ้นมาพร้อมกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

            อีกทั้งแววตาคู่นั้นยังคล้ายกับมหาสมุทรกว้างที่มิอาจก้าวข้ามพ้นสายลมพัดผ่าน ในห้องเต็มไปด้วยความเงียบเหงาสง่างามมากเสียจนทำให้หัวใจมิอาจลืมเลือน

            “ก้าวอย่างหลักแหลมยิงอย่างแข็งแกร่งมั่นคง”

            เยี่ยนเจาเจาเขียนคำทิ้งเอาไว้

            ภาพวาดของนางเรียบง่ายตอนนี้ถือว่าวาดเสร็จแล้วเยี่ยนเจาเจาหยิบตราประทับประจำตัวที่เหน็บอยู่บริเวณเอวออกมาหยิบแป้นหมึกชาดแดงออกมาประทับอักษร “เจา” ลงไป

            ภาพวาดของเยี่ยนเจาเจาเป็นภาพลายเส้นเบารวมกับอากาศที่ค่อนข้างร้อน แค่ครู่เดียวหมึกก็แห้ง นางไม่ได้นำมันไปให้บัณฑิตหญิงผู้ให้คะแนนแต่บอกว่าตนยอมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจ รู้ตัวดีว่าผลงานของตนมิอาจตัดสินได้แค่เข้าร่วมเท่านั้น กล่าวจบก็ม้วนกระดาษเดินตรงไปทางหนานหมิงเหอ

            นางเองก็ทำตามหนานหมิงเหอไปยืนอยู่ใต้กันสาดไม้เถาองุ่นเลือกมุมที่มีเพียงพวกตนสองคนเท่านั้นที่มองเห็นคลี่ภาพวาดนั้นออกและยื่นให้หนานหมิงเหอดู บนใบหน้าเผยลักยิ้มออกมาทั้งสองข้างจากนั้นก็ส่งม้วนกระดาษใส่มือของเขา

            หนานหมิงเหอรู้สึกเหมือนใจอ่อนยวบลงเขาหัวเราะก่อนเก็บภาพนั้นเข้าที่อย่างดีมือหนาเอื้อมออกไปจับมือของเยี่ยนเจาเจาเพื่อรอดูว่า เฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีจะเริ่มการต่อสู้นี้อย่างไร

            อานหยางยืนอยู่ใกล้ตัวไป๋ฝูฉวีท่าทีดูราวกับสนใจว่านางกำลังทำอะไร แต่ความจริงแล้วเมื่อสักครู่นี้เขาล้วนจับจ้องเยี่ยนเจาเจาตลอดเวลา

            ดวงตาคู่นั้นภายใต้ลายเส้นการวาดของนางมันเหมือนกับหนานหมิงเหอยิ่งนักการตระหนักถึงสิ่งนี้ทำให้จิตใจของอานหยางรู้สึกว้าวุ่น

            หัวข้อ “สาวงาม” นางมิได้วาดภาพหญิงสาวเหมือนคนอื่นแต่วาดภาพพี่ชายของตนเองหรือ?!

            อานหยางไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดในใจของเขารู้สึกเพียงความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจ และมิอาจระบายมันออกมาได้

            พู่กันของเฉินเหลียนเอ๋อร์ขยับแต่เป็นเวลาเนิ่นนานไป๋ฝูฉวีที่อยู่ด้านข้างกลับยังไม่เริ่มต้นการวาดดูเหมือนว่านางเอาแต่มองเฉินเหลียนเอ๋อร์ เป็นท่าทีที่อยากจะพูดแต่ก็ไม่พูด

            บางทีนางก็เหมือนกับเยี่ยนเจาเจาคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์เองก็ต้องการยืมการแข่งวาดภาพครั้งนี้เพื่อลงมือกับตน แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เห็นว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ตั้งใจวาดเป็นอย่างยิ่งดูแล้วไม่ได้มีทีท่าว่าจะวางแผนอะไรเอาไว้เลย

            แต่เฉินเหลียนเอ๋อร์มิได้ใส่ใจฝีมือวาดพู่กันของนางเร็วมาก วาดเค้าโครงเพียงไม่นานก็สามารถร่างสาวงามรูปร่างสูงเพรียวทรงสง่าออกมาได้

            ภาพสาวงามนี้ดูแข็งทื่อไปสักหน่อยแต่เมื่อเปรียบเทียบกับทักษะของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก่อนหน้าก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

            ชั่วครู่ภาพก็วาดเสร็จนางไม่ได้นำไปให้ใครพิจารณา ทว่ากลับยื่นมันไปตรงหน้าไป๋ฝูฉวี และกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม “น้องหญิง หัวข้อในครั้งนี้ก็คือสาวงามในชีวิตนี้ของข้าสาวงามที่งามที่สุดมีเพียงเจ้า เช่นนั้นข้าก็เลยวาดภาพเจ้าเจ้าดูสิว่าเหมือนหรือไม่?”

            น้ำเสียงของนางยังคงเหมือนกับยามที่ทั้งสองคนยังเป็นสหายรักกันคำว่าน้องหญิงก็กล่าวออกมาอย่างสนิทสนมยิ่งนัก หากทุกคนไม่สังเกตเห็นความห่างเหินของทั้งสองคนพวกเขาก็คงคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์กำลังวาดรูปของไป๋ฝูฉวีอย่างตั้งใจ

            ไป๋ฝูฉวีไม่อยากรับมันแต่ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย นางจึงทำได้เพียงจำใจรับมันมา

            ไม่รู้ว่าไป๋ฝูฉวีรู้สึกกังวลมากเกินไปหรือไม่นางจึงรู้สึกราวกับมือที่วางอยู่บนกระดาษเปียกชื้นตลอดเวลาเมื่อลองดูอย่างละเอียดก็พบว่าพู่กันจุ่มน้ำหมึกชุ่มเกินไป เพราะเหตุนั้นจึงทำให้กระดาษเปียกเสียแล้ว

            ภาพวาดนี้ของนางใช้แร่ชนิดหนึ่งบดเพื่อเป็นสีของหมึกในตอนที่กลิ่นกระทบกับใบหน้าก็ทำให้สัมผัสได้ถึงกลิ่นฉุนทันที

            ไป๋ฝูฉวีคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะทำให้ตนอับอายผ่านเนื้อหาของการวาดทว่ามันกลับเป็นภาพที่สวยงามละเอียดลออมากทีเดียว

            ภาพวาดอาภรณ์พลิ้วไหวของเทวนารีตุนหวงดูแล้วสง่างามยิ่งนัก แต่เมื่อมองอย่างละเอียด ใบหน้านั้นกลับคล้ายกับไป๋ฝูฉวีเป็นอย่างยิ่ง

            “ขอบคุณศิษย์พี่เฉินที่มีน้ำใจข้าเทียบกับคนในภาพไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”

            ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีสงบลงนางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ท่าทีเจือความเขินอาย

            ไป๋ฝูฉวีรู้สึกเหมือนมีจุดที่แปลกประหลาดเรื่องการวาดภาพมันจะจบลงง่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

            “ไป๋ฝูฉวีเอ่อ ไม่ใช่สิ เฉินฝูฉวี ตามหลักแล้วข้าต้องเรียกเจ้าว่าน้องหญิง”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์เอาภาพพวกนั้นรวมเข้าด้วยกันจากนั้นก็เดินไปรินน้ำชามาสองจอก

            การกระทำของนางเริ่มจริงจังขึ้นจอกนั้นของนางหกลงใส่หลังมือและชายแขนเสื้อ แต่ก็มิได้ใส่ใจประคองถ้วยชาไปวางลงที่ด้านข้างของไป๋ฝูฉวี ก่อนยื่นชาปริ่มจอกทั้งสองไปตรงหน้าไป๋ฝูฉวี

            สิ่งที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ทำไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนแต่คำพูดเมื่อครู่เหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในแม่น้ำที่สงบ ทำให้ผิวของแม่น้ำปรากฏระลอกคลื่นกระเพื่อมครั้งแล้วครั้งเล่า

            “เฉินฝูฉวี?มิใช่นางแซ่ไป๋หรอกหรือ?”

            “ท่านพี่...หรือว่ามิใช่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน?”

            ผู้คนที่อยู่รอบๆเริ่มกระซิบกระซาบหันไปซ้ายทีขวาที

            แววตาของเยี่ยนเจาเจาปรากฏความชอบใจออกมานางขยับเข้าไปใกล้หนานหมิงเหอที่อยู่ใกล้ตัว พร้อมกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “นางจะเป็นฝ่ายเลือกเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ออกมาจริงๆเช่นนั้นหรือ?”

            “ไม้กลายเป็นเรือไปแล้ว[1] แม้นางไม่กล่าวมันออกมา ในไม่ช้านายท่านเฉินก็จะรู้มิสู้พลิกสถานการณ์ นางน่าจะยังมีไม้ตายอยู่เบื้องหลังเป็นแน่”

            หนานหมิงเหอหัวเราะ

            แต่ทางนั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ได้ยื่นจอกชาไปไว้ที่มือของไป๋ฝูฉวีแล้ว

            ไป๋ฝูฉวีคิดไม่ถึงเลยว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เก็บตัวเงียบมาตลอดจะนำเรื่องราวทั้งหมดออกมาพูดในยามนี้ รอบด้านล้วนเต็มไปด้วยผู้คน ในหัวมีเสียง “ตึง” ครู่หนึ่งก็ผงะไป

            สิ่งที่นางกลัวมากที่สุดก็คือการที่ตนถูกเปิดเผยสถานะที่แท้จริงออกมาท่ามกลางสาธารณะ

            ไป๋ฝูฉวีคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้จบเรื่องนั้นไปแล้วท่าทีนิ่งเงียบของเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่แสดงออกตลอดมา ทำให้นางสูญเสียการระมัดระวังไปคิดไม่ถึงเลยว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะกล้าพูดมันออกมาตรงๆ

            ชาติกำเนิดต่ำต้อย!

            ตัวตนของสตรีที่อยู่รอบๆล้วนแต่มีฐานะอย่างไรกัน?

            หากมิใช่บุตรสาวตระกูลชนชั้นสูงก็เป็นบุตรสาวจากตระกูลบัณฑิตแต่นางกลับเป็นคนที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย!

            ไป๋ฝูฉวีสัมผัสได้ถึงแววตาของทุกคนรอบๆที่มองมา มันเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม เสียงกระซิบกระซาบระหว่างกันก็เต็มไปด้วยคำเยาะเย้ยเสียงเยาะเย้ยต่อนางไม่รู้ว่ามันมากมายเพียงใด

            หากพวกนางและบัณฑิตชายในอาคารทางใต้รู้ว่านางมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยเช่นนั้นทุกอย่างมันก็จบแล้ว

            “เฉินเหลียนเอ๋อร์เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

            อานหยางไม่ได้หันหลังกลับมาสายตาที่เขามองไปยังเฉินเหลียนเอ๋อร์มีความดุร้ายอยู่หลายส่วน

            “ไม่ได้มีความหมายว่าอย่างไรข้าสั่งสอนบุตรนอกสมรสของตระกูล ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับคุณชายอานนี่เจ้าคะ”

            สายตาของเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่มองไปยังอานหยางเต็มไปด้วยความรังเกียจและเย้ยหยันราวกับคู่รักในวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกันของทั้งสองคนมันเหี้ยนเตียนไปหมดแล้ว

            แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยมองอานหยางด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน

            หน้าอกของอานหยางกระตุกหลังจากนั้นความเจ็บปวดจากความอัปยศก็แล่นเข้าสู่หัวใจของเขา

            เยี่ยนเจาเจามองไม่เห็นหัวเขาก็ช่างปะไรแต่เฉินเหลียนเอ๋อร์คิดว่าตนเองเป็นใครถึงทำเช่นนี้?

            เฉินเหลียนเอ๋อร์คร้านที่จะใส่ใจเข้าแล้วนางชนจอกกับไป๋ฝูฉวีราวกับเป็นสุราที่ใช้ดื่มอวยพรแสดงความยินดี คำพูดที่กล่าวเองก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่น่าขนลุก “อย่างไรเสียข้ากับเจ้าก็เป็นพี่น้องกันแม้ว่าเจ้าจะตั้งใจหลอกลวงข้ามาตั้งนานแล้วเรื่องบางเรื่องข้าเองก็ไม่อยากพูดให้มันแย่จนเกินไป ทว่าท่านแม่ของข้าทำใจได้แล้วในเมื่อเจ้าไล่ตามข้ามาถึงสถานศึกษาตระกูลหยวน ดูเหมือนจะต้องการผ่านประตูเข้าตระกูลเฉินของข้า

            ท่านพ่อบอกว่าเจ้าจะคำนับเหล่าบรรพชนก็ได้เพียงแต่เจ้าจำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับมารดาที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยมิเช่นนั้นประตูครอบครัวตระกูลเฉินจะไม่มีทางเปิดรับคนที่เกิดมาจากอนุภรรยาที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยเจ้าคิดออกแล้วสินะ

            มิใช่ตระกูลเฉินของข้าไม่ต้องการเจ้าหากเจ้าคำนับบรรพชนตระกูลเฉินก็จะทำให้เจ้ามีชาติกำเนิดใหม่ที่ดี ตระกูลเฉินของข้าจะรับเจ้ามาเป็นบุตรนอกสมรสซึ่งนั่นถือว่าเป็นความเมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว”

            ดูเหมือนเฉินเหลียนเอ๋อร์จะไม่ได้ใส่ใจนิ้วของผู้อื่นที่ชี้มายังตนนางนึกออกมาตั้งแต่ต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนอย่างไป๋ฝูฉวีก็คือหน้าตาทว่านางนั้นต่างออกไป

            นางโดนอานหยางถอนหมั้นในเมืองหยางโจวเกียรติของนางหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เพราะเหตุนั้นจึงไม่สนใจสิ่งนี้เลย

            ในเมื่อไป๋ฝูฉวีใส่ใจกับใบหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสานี้นักเฉินเหลียนเอ๋อร์จึงต้องการดึงหน้าของนางแล้วโยนมันทิ้งลงบนพื้นต่อหน้าทุกคน

            อานหยางคิดไม่ถึงเลยว่าไป๋ฝูฉวีจะเป็นน้องสาวต่างมารดาของเฉินเหลียนเอ๋อร์และยิ่งไปกว่านั้นก็คือเขาไม่รู้ว่าไป๋ฝูฉวีมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย

            เขาไม่ได้แสดงการตอบสนองใดออกมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคของเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ว่า “ตั้งใจหลอก” จิตใต้สำนึกของเขาเข้าใจได้ทันที

            -------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ไม้กลายเป็นเรือไปแล้ว หมายถึง เรื่องราวดำเนินไปถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้อีก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน