บทที่ 1
ไม่เต็มใจยอมรับ
ร่างในชุดขาวราบเรียบสวมชุดคลุมกระโปรง เป็หญิงรับใช้ที่ดูดีคนหนึ่ง กายค่อนข้างเตี้ย นั่งยองบริเวณหน้าเก้าอี้ปลายเตียง คิ้วเรียวยาวทั้งสองขมวดมุ่น สายตากังวลมองยังเตียงนอน ยังร่างที่นอนตรงแข็งทื่อ
เมื่อครู่ขนตาของนางเกิดสั่นเบาเล็กน้อย ภายหลังลืมตาจึงปรากฏั์ตาอันสับสน ดวงตาหลับลงอีกครั้ง กะพริบตาและลืมตาตื่นอีกครั้งหนึ่ง ดวงตากลมกวาดมอง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง...
การกระทำดำเนินเช่นนี้ไปมา ถึงหลายสิบครั้งด้วยกัน
คิ้วของหญิงรับใช้ตัวน้อยเผยร่องรอยความโศก น้ำเสียงขื่นขมกล่าวถ้อยคำ “ไท่จื่อเฟย ขออย่าทำชิงหลัวหวาดกลัวแล้ว หากไท่จื่อมาและพบเห็นท่านเป็เช่นนี้ ข้าคงต้องถูกสั่งสอนยกใหญ่”
*ไท่จื่อเฟย เป็ตำแหน่ง ภรรยาหลวงของไท่จื่อ (รัชทายาท)
สุดท้ายนางหรี่ดวงตาลงครึ่งหนึ่ง มองสำรวจตัวเองด้วยสีหน้าอันสับสน ปลายนิ้วเรียวกลมชี้ยังปลายจมูกของนางเอง พร้อมอ้าปากที่ราวกับเป็เพชรน้ำเอกเล็กน้อยเอ่ยคำถาม “สหาย เมื่อครู่เรียกข้าว่าอะไร?”
ชิงหลัวหน้าเสียพร้อมร้องดังขึ้น มือไม้เร่งร้อนโบก ร่างทรุดลงกับพื้นและปล่อยโฮ
“ไท่จื่อเฟย ชิงหลัวขอร้องท่านอย่าได้กล่าววาจาล้อเล่น”
เมื่อเห็นชิงหลัวแทบขุดพื้นดินมุดศีรษะลงไปด้านล่าง นางไม่อาจทนได้ มือพลันค้ำยืนกายขึ้นลุกนั่ง แต่แล้วกลับได้ยินเสียง ที่ปะปนด้วยความโกรธ ดังจากอีกฟากของประตู
“เมิ่งอวิ๋นเสียง คราวนี้เ้าคิดเล่นเล่ห์กลอันใด?”
ประตูพลันถูกเตะเปิดออกโดยผู้มาเยือน บานประตูกระทั่งเกิดเสียง “กึง” ดังขึ้น สุดท้ายไม่อาจทนไหว ทั้งบานจึงร่วงหล่นกับพื้นเสียงดัง
วันฟ้ากระจ่างในเดือนหก ดวงอาทิตย์ที่ภายนอกหน้าต่างเพิ่งขึ้นจากขอบฟ้า ฉับพลันกลับมืดหม่น ร่างเงาเป็ชั้นทอดยาว บรรยากาศกลายเป็มัวหมอง
นางลุกนั่งครึ่งตัว พร้อมมองออกไป
ใบหน้าของเขาที่เปี่ยมด้วยโทสะ ทว่ายังคงเป็ใบหน้าอันงดงาม คิ้วบางขมวดแน่น ประหนึ่งวงคลื่นสีครามแห่งเดือนหกกระจายออกราววงน้ำ ดวงตาสีดำที่ทอประกาย ประหนึ่งผลึกดวงดาวและดอกไม้อันงดงาม
มันทำตัวนางชะงักงันไปครู่หนึ่ง
พบเห็นนางจับจ้องเขาอย่างเหม่อลอย คิ้วและดวงตากลับเผยร่องรอยความรังเกียจ ถ้อยคำกล่าวเล็ดลอดจากฟันที่ขบเคี้ยว “เมิ่งอวิ๋นเสียง! เปิ่นหวางกำลังถามเ้าอยู่?”
*เปิ่นหวาง คือคำเรียกแทนตัวเองของผู้มีบรรดาศักดิ์ไท่จื่อ
เมิ่งอวิ๋นเสียง? ร่างกายนี้ของนาง เป็นามเ้าของเดิมงั้นหรือ? ช่างเป็ชื่อที่ไม่น่าไว้ใจ นางเพียงคิดอย่างเงียบงัน ทว่าในเมื่อเด็กหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าเรียกตัวนางเช่นนั้น แม้ไม่เต็มใจนางก็ต้องยอมรับ
แม้ไม่คิดอยากยอมรับ นึกคิดว่าเป็ความฝัน แต่หลังกะพริบตาแล้วหลายสิบครั้ง สิ่งที่ได้เห็นก็ยังคงเป็เตียงแพรไหมอ่อนนุ่ม รวมกับเด็กสาวคนหนึ่งที่คุกเข่าร้องอ้อนวอนอยู่ข้างเตียง ก็พบว่ามันคือความจริงที่ต้องยอมรับ
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็เลยตามเลย คิดเสียว่าได้่เวลาชวนอิ่มเอมก็แล้วกัน
เมิ่งอวิ๋นเสียงเม้มริมฝีปากเผยรอยยิ้ม ประกายเขินหายปรากฏในดวงตา อีกฝ่ายไม่ยินดีได้เห็นตัวนาง ก็ยิ่งทำนางอยากมอง กระทั่งจับจ้องตรงไปยังอีกฝ่าย ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและกล่าวถ้อยคำอย่างกระมิดกระเมี้ยน “คุณชายน้อยท่านนี้ ขอกล่าวบอกนามของท่าน แก่ไท่จื่อเฟยคนนี้ได้หรือไม่?”
จิ่งหรงอดกลั้นโทสะ ใบหน้าขณะนี้แทบเผยความดำมืด ฝีเท้าก้าวเชื่องช้า เดินเข้าหาตัวนาง
ชิงหลัวปาดเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดปรากฏจากหน้าผาก ขณะนี้หันกลับไปโค้งคำนับโขกศีรษะต่อจิ่งหรง “ไท่จื่อ ไท่เจื่อเฟยเพิ่งตื่นขึ้น เวลานี้อาจยังสับสน ขออย่าได้กล่าวโทษท่านหญิง”
เมิ่งอวิ๋นเสียงที่คิดลุกขึ้นนั่งยังเก้าอี้ปลายเตียง ดวงตาบังเกิดความสงสัย พร้อมเอ่ยคำถามต่อจิ่งหรง “ท่านคือไท่จื่อ?” นางราวกับพึมพำ “งั้นก็เป็บรรดาศักดิ์สามีของเราตอนนี้สิ”
จิ่งหรงก้าวเดินถึงเก้าอี้ปลายเตียง เตะชิงหลัวที่คุกเข่าโขกศีรษะอยู่พ้นทาง พร้อมคว้าคอเมิ่งอวิ๋นเสียงไว้ด้วยกำมือ ทั้งยังออกแรงบีบ
เมิ่งอวิ๋นเสียงที่ถูกรัดคอ ปากอ้าค้าง สีหน้าแดงก่ำ ดวงตากลอกมอง เป็อาการขาดอากาศหายใจ
ที่ข้างใบหู เสียงเบาเอ่ยคำถามขึ้น “เปิ่นหวางคือสามีเ้า แต่ไม่ใช่สามีคนเดียวที่เ้ามี หากยังกล้าล้อเล่น ก็อย่าได้กล่าวโทษที่เปิ่นหวางโหดร้าย”
มือนั้นสะบัดออก เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงถูกผลักไปยังเตียง ศีรษะกระแทกเข้าขอบเตียง เป็ผลให้ดวงตาของนางต้องหลั่งน้ำตาแห่งความเ็ปออกมา