การมาเยือนของหลินเต๋อนับว่าเหนือความคาดหมายของโจวลั่วอยู่ไม่น้อย
ภายในโถงใหญ่ หลินเต๋อนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ข้างกายเขามีสิ่งของสำหรับบำเพ็ญเพียรที่นำติดตัวมาด้วยวางอยู่ โจวลั่วไม่ได้ยืนรออย่างคราก่อน เขานั่งลงที่ด้านขวามือตามสัญญาณของอีกฝ่าย
“ดี ดียิ่งนัก เ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ ” หลินเต๋อมองดูโจวลั่วด้วยสีหน้าปรีดาอย่างยิ่ง เขาไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะทำให้สตรีที่เขาจัดหามาตั้งครรภ์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ต้องรู้ก่อนว่า หลินอีอีและสตรีทั้งสามคนนั้น ล้วนเป็คนที่เขาคัดสรรมาด้วยความพิถีพิถัน เดิมทีพวกนางมีฐานะในสายตระกูลของตนเองไม่สูงนัก ยามนี้ถูกหลินเต๋อส่งตัวมาให้โจวลั่ว แต่พวกนางย่อมต้องให้ความสำคัญกับบุตรสาวของเขาเป็อันดับแรก
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้สตรีทั้งสามจะให้กำเนิดบุตรออกมา ในท้ายที่สุดเด็กเ่าั้ก็จะยังคงอยู่ในสายตระกูลของเขา ต้องยอมรับว่าหลินเต๋อช่างวางแผนมาอย่างดีเพื่อขยายอำนาจในสายตระกูลของตนเอง
และโจวลั่วก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เขาจึงยอมมาเยือนด้วยตนเองซึ่งหาได้ยากยิ่ง
“ขอบคุณท่านและตระกูลที่เมตตาขอรับ” โจวลั่วยังคงกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
หลินเต๋อพยักหน้าด้วยความพอใจ หลังจากกล่าวคำพูดเยินยอตามมารยาทไม่กี่คำ จึงได้บอกถึงจุดประสงค์ที่สองของการมาเยือนครั้งนี้
“หลังจากนี้เื่การมีบุตรไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป อย่าให้กระทบต่อการบำเพ็ญเพียร”
เื่ที่โจวลั่วเรียนรู้การหลอมโอสถได้สำเร็จแว่วไปถึงหูของหลินเต๋อแล้ว หากอีกฝ่ายสามารถพึ่งพาการหลอมโอสถจนได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากตระกูลได้ เขาย่อมต้องสนับสนุนอย่างแน่นอน อีกทั้งตัวเขาก็ยังไม่มีสตรีที่เหมาะสมจะส่งมาให้โจวลั่วในยามนี้ และไม่อยากให้ตระกูลเป็คนจัดการส่งคนมาแทน เพราะจะทำให้บารมีของบุตรสาวเขาลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเปลี่ยนท่าทีจากก่อนหน้า
ความจริงแล้ว ในใจของโจวลั่วอยากจะปฏิเสธยิ่งนัก เขาอยากให้ตระกูลส่งคนมาเพิ่มใจจะขาด เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น ทว่าเื่เช่นนี้เขาไม่สามารถตัดสินใจเองได้ จึงไม่ได้ปฏิเสธไป
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันไม่กี่ประโยค หลินเต๋อก็จากไป จากนั้นย่อมตามมาด้วยรางวัลจากตระกูล ทว่ารางวัลคราวนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มากมายเท่าคราวก่อน เมื่อลองคิดดูแล้วก็เข้าใจได้ ในสถานการณ์ที่มีเขยแต่งเข้าตระกูลอยู่มากมายเช่นนี้ หากเพียงตั้งครรภ์แล้วให้รางวัลมหาศาล ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรในแต่ละวันของคนทั้งตระกูล
ทว่าสิ่งที่โจวลั่วให้ความสำคัญยิ่งกว่าคือการบำเพ็ญเพียรในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ ครั้งนี้เขาสามารถทำให้สตรีสามคนตั้งครรภ์พร้อมกันได้ เขาจะสามารถอยู่ในนั้นได้นานถึงสามเดือนเต็ม
เมื่อหลินฝูมาแจ้งว่าเขาสามารถไปได้แล้ว เขาก็รีบไปยังห้องเดิมทันทีเพื่อเริ่มต้นการบำเพ็ญ
...
ภายในห้อง โจวลั่วนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง เริ่มโคจรเคล็ดวิชาตามคำสอนของเคล็ดรวบรวมปราณ ในชั่วพริบตา รอบกายเขาก็ปรากฏแสงปราณจุดเล็ก ๆ ก่อตัวเป็ชั้นบาง ๆ เคลือบอยู่บนิั ขณะเดียวกันพลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินโดยรอบก็เริ่มไหลมารวมกันที่ตัวเขาเป็จุดศูนย์กลาง
พลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินซึมผ่านชั้นแสงนั้น เข้าสู่ร่างกายผ่านทางิั ด้วยความช่วยเหลือจากเคล็ดวิชา พลังปราณที่ผ่านการกลั่นกรองเหล่านี้ได้เริ่มหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดหลังจากโคจรครบหนึ่งรอบใหญ่ ก็ไหลลงสู่จุดตันเถียนในทะเลปราณ
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า โจวลั่วจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่ายนี้เพื่อยกระดับพลังฝีมืออย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เขาอยู่เพียงระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่ง่ต้น ในเวลาสามเดือนประกอบกับความช่วยเหลือจากเคล็ดรวบรวมปราณ ในที่สุดเขาก็บรรลุระดับมหาบริบูรณ์ และเกือบจะก้าวเข้าสู่ชั้นที่สองแล้ว
เมื่อครบกำหนดสามเดือน โจวลั่วก็ออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นหลินชิงหานที่อุ้มท้องโตอยู่แต่ไกล อาจเป็เพราะกำลังจะได้เป็แม่คน ความเ็าบนใบหน้าของนางจึงลดน้อยลงไปมาก การกลับมาครั้งนี้ หลินเต๋อจัดหาสตรีมาให้เขาเพียงคนเดียว และคาดไม่ถึงว่า สตรีผู้นี้กลับเป็สาวใช้อย่างเสี่ยวหลาน
ในฐานะสาวใช้ข้างกายของหลินชิงหาน ความจริงแล้วเสี่ยวหลานก็เป็ทายาทของตระกูลเช่นกัน เพียงแต่สายตระกูลของนางตกต่ำลง สุดท้ายจึงต้องกลายมาเป็สาวรับใช้ ทว่ารูปโฉมของนางไม่ได้ด้อยเลย หลินเต๋อจึงได้ถูกใจนาง
เื่นี้โจวลั่วย่อมไม่มีความเห็นใด ๆ
ในยามค่ำคืน หลินหลานนั่งอยู่บนเตียงด้วยความประหม่า ใบหน้าที่งดงามปรากฏอารมณ์ที่สลับซับซ้อน นางนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่ได้พบกับโจวลั่ว ตอนนั้นนางเผลอไปเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายเข้า และยังแอบคิดว่าเขยแต่งเข้าตระกูลคนนี้ช่างไร้มารยาทเหลือเกิน ไม่นึกเลยว่าในวันนี้ตนเองจะต้องกลายมาเป็อนุของเขาเสียแล้ว
เอี๊ยด
ประตูห้องถูกเปิดออก โจวลั่วเดินเข้ามาในห้อง เห็นเงาร่างที่งดงามนั่งอยู่บนเตียงเพียงแวบเดียว เขาไม่ได้พูดอะไรมาก และตั้งใจจะเดินไปดับเทียน ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีร่างหนึ่งแอบย่องตามเข้ามาทางด้านหลัง
โจวลั่วหันกลับไปมอง ก็เห็นหลินอีอีในท่าทางลุกลี้ลุกลน
“เ้าจะทำอะไร?” เขาเห็นหลินอีอีทำตัวราวกับหัวขโมยก็รู้สึกขบขันขึ้นมา
เมื่อถูกจับได้ หลินอีอีจึงได้แต่ยืดตัวตรง พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เสี่ยวหลานไม่มีประสบการณ์ ข้าจะมาช่วยสอนนางเ้าค่ะ”
หลินหลานที่นั่งอยู่บนเตียงได้ยินเช่นนั้น ใบหูก็แดงซ่านขึ้นมาทันที ส่วนโจวลั่วกล่าวอย่างอ่อนใจว่า “นี่เ้าคิดว่าข้าจะสอนนางไม่ได้หรือไร?”
“มันไม่เหมือนกันนี่เ้าคะ หรือว่าคืนนี้เราสามคนจะอยู่ด้วยกันเลยดีหรือไม่?” ดวงตาคู่สวยของหลินอีอีฉายแววเ้าเล่ห์
โจวลั่วมองทะลุถึงแผนการเล็ก ๆ ของนางได้ทันที สายตาของเขาเลื่อนไปมองที่ท้องที่เริ่มนูนออกมาเล็กน้อยของนาง
“ท่านไม่กลับมาตั้งสามเดือนแล้วนะเ้าคะ” หลินอีอีมองเขาด้วยสายตาไร้เดียงสา
“ก็ได้” โจวลั่วกล่าวอย่างจนใจ
ใบหน้าของหลินอีอีปรากฏรอยยิ้มดีใจขึ้นมาทันที
ด้วยเหตุนี้ คืนเข้าหอที่ควรจะเป็ของเขากับหลินหลาน กลับกลายเป็คืนของคนสามคนไปเพราะการปรากฏตัวของหลินอีอี
...
วันต่อมา โจวลั่วไม่ได้บำเพ็ญเพียร แต่เดินทางไปยังคฤหาสน์โซ่วชุนโดยตรง ภายในห้องหลอมโอสถ หลินจือโซ่วรออยู่นานแล้ว เมื่อโจวลั่วปรากฏตัว เขาจึงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “การบำเพ็ญเพียรนั้นสำคัญก็จริง แต่การหลอมโอสถก็ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด”
ในสายตาของเขา โจวลั่วที่มีรากปราณระดับเก้า ต่อให้ฝึกฝนไปชั่วชีวิตก็คงไปได้ไม่ไกลนัก สู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการหลอมโอสถยังดีเสียกว่า หากประสบความสำเร็จในการหลอมโอสถ ย่อมดีกว่าการตรากตรำบำเพ็ญเพียรเป็ไหน ๆ
“ท่านลุงโซ่ววางใจเถิดขอรับ ่ที่ผ่านมาข้าก็ได้ศึกษาวิชาโอสถอยู่เสมอ” โจวลั่วกล่าว
“หืม? งั้นให้ข้าดูหน่อยว่าเ้ามีความก้าวหน้าบ้างหรือไม่” หลินจือโซ่วเอ่ยด้วยความสงสัย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เสี่ยวเหนียน ไปเอาสมุนไพรมา”
“ขอรับท่านปู่โซ่ว” หลินเหนียนพยักหน้าแล้วเดินไปยังตู้เก็บของอีกด้านหนึ่ง
ขณะยืนอยู่หน้าตู้เก็บของ ดวงตาของหลินเหนียนฉายแววเ็าออกมา เขากวาดสายตามองสมุนไพร้าแล้วเริ่มเลือก เพราะสถานะเขยแต่งเข้าตระกูล ทำให้หลินเหนียนซึ่งเป็สายเืตระกูลหลินดูถูกอีกฝ่ายมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเขยที่แต่งเข้าบ้านคนนี้กลับได้กลายมาเป็ผู้ฝึกหัดของท่านปู่โซ่วด้วย ยิ่งทำให้เขาไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
ในสายตาของเขา คนอย่างโจวลั่วคู่ควรแค่การมีลูกให้ตระกูลหลินเท่านั้น ทว่ายามนี้กลับคิดจะมาตีเสมอเป็ศิษย์ร่วมอาจารย์กับเขา ช่างเป็การดูิ่เขาอย่างยิ่ง!
แต่เขารู้ดีว่าท่านปู่โซ่วชื่นชมอีกฝ่ายมาก ดังนั้นเขาจะลงมืออะไรอย่างเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำอะไรเลย
และตอนนี้คือโอกาส!
เมื่อครู่ท่านปู่โซ่วเพิ่งจะแสดงความไม่พอใจที่เ้าหมอนั่นหายไปบำเพ็ญเพียรถึงสามเดือน หากยังกลั่นโอสถล้มเหลวอีก ย่อมต้องทำให้ท่านปู่โซ่วโกรธเคืองแน่นอน และเมื่อใดที่อีกฝ่ายสูญเสียความเอ็นดูจากท่านปู่โซ่วไป เขาย่อมมีวิธีนับหมื่นที่จะกำจัดมันให้สิ้นซาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของหลินเหนียนก็ฉายแววสังหารออกมา เขาจงใจผสมสมุนไพรด้อยคุณภาพลงไปในกองสมุนไพรที่ต้องใช้ เขาเชื่อมั่นว่าขอเพียงสมุนไพรมีปัญหาแม้เพียงนิดเดียว ด้วยระดับของหมอนั่น ย่อมต้องหลอมโอสถล้มเหลวอย่างแน่นอน