เขาพบว่าสมุนไพรที่หญิงชรานำมาขาย คือ เตาตี้เยาไฉซึ่งเป็สมุนไพรจีนเฉพาะพันธุที่ปลูกไดเฉพาะทองถิ่นและสมุนไพรที่เขากำลังดูอยู่นี้ น่าจะมาจากธรรมชาติด้วยแต่ถ้าไม่ใช่ก็น่าจะมาจากการปลูกเองตามครัวเรือน
เขาหยิบเม่าเ้าเกาหรือรากของต้นแคทคลอว์บัตเตอร์คัพขึ้นมาดูสมุนไพรนี้ี่ใช้บดเป็ผงเพื่อรักษาอาการอักเสบ และยังต้านเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย
่นี้ความ้าสมุนไพรของทั่วโลกและในจีนมีสูงขึ้นหลายเท่าตัวทำให้สมุนไพรหายากหลายอย่างยิ่งมีราคาสูง บางครั้งสูงถึง 800-1,000หยวนต่อกิโลกรัม
จิงซิงอี้สอบถามราคาและแหล่งที่มารวมไปถึงสมุนไพรอื่นๆ ซึ่งหญิงชราเก็บมาจากธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกเอง
เขาพบว่าสมุนไพรของเธอมีความสดใหม่ สมบูรณ์บ่งบอกว่ามีตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูง และถ้ามีการใช้เทคนิคเผาจื้อหรือการแปรรูปที่ดีโดยเฉพาะเทคนิคจากตระกูลของจิงเซียว เขามั่นใจว่าจะได้อิ่นเพี่ยนที่มีคุณภาพปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการรักษามากยิ่งขึ้น
จิงซิงอี้ตัดสินใจซื้อสมุนไพรจากหญิงชราและอยากจะได้เพิ่มขึ้นเขาจึงนัดแนะและขอเบอร์ติดต่อเผื่อจะเดินทางไปดูแปลงสมุนไพรที่บ้านของเธอในวันหลัง
วันนี้เขาไม่มีรถและยังต้องอยู่ต่ออีก 2 วันเขากลัวว่าสมุนไพรจะเหี่ยวเน่าก่อน จึงต้องหากล่องเก็บสมุนไพรที่มีความเย็นอย่างไรก็ตาม หญิงชราบอกว่า เธอไม่มีกล่องให้และไม่รู้จะส่งพัสดุอย่างไรเธอแค่้าขายสมุนไพรวันต่อวันเท่านั้น
จิงซิงอี้เข้าใจและคิดว่าจะสั่งซื้อกล่องก่อนจากนั้นจึงกลับมาซื้อสมุนไพรอีกครั้งหลังจากที่ไปตรวจรักษาฟรีแล้ว และถ้าสะดวกเขาจะเดินทางไปที่บ้านของเธอ เพื่อไปเลือกสมุนไพรเอง
ในระหว่างที่เขาพูดคุยกับหญิงชราอยู่นั้นชายสูงวัยอายุประมาณ 60 กว่าปี รูปร่างท้วม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ก็มายืนฟังการสนทนาและดูสมุนไพรเช่นกัน
เขาหยิบสมุนไพรขึ้นมาต้นหนึ่งแล้วถามหญิงชราว่ามันคืออะไรและมีสรรพคุณอะไร หญิงชราตอบชื่อและอธิบายสรรพคุณสั้นๆบางอย่างเธอก็ตอบได้ไม่มาก
จิงซิงอี้กลัวว่าชายชราจะซื้อไปผิดเขาจึงช่วยอธิบายเสริมว่าแต่ละอย่างมีสรรพคุณอะไร แต่แล้วชายชราก็กลับถามอีกหลายอย่างทำให้จิงซิงอี้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าชายชรา้าซื้อจริงหรือ้าอะไรกันแน่
ดูเหมือนว่าชายชราดูจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เขาจึงพูดขึ้นว่า
“พ่อหนุ่มเก่งมากนะ รู้จักสมุนไพรตรงนี้หมดเลยแล้วยังบอกสรรพคุณได้ถูกต้องด้วย”
จิงซิงอี้พยักหน้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจเจตนาชายชราจึงถามว่า
“พ่อหนุ่มเป็นักศึกษาแพทย์แผนจีนใช่มั้ย”
จิงซิงอี้ส่ายหน้าและตอบว่า
“ผมเรียนจบแล้วตอนนี้เป็หมอจีนเปิดคลินิกอยู่ที่หมู่บ้าน”
ก่อนที่ชายชราจะพูดต่อก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งขัดจังหวะขึ้นมาว่า “เสี่ยวอี้! มาถึงนานแล้วเหรอ”
จิงซิงอี้หันไปเห็นเย่เฉินยืนอยู่ข้างหลังตัวเขามีเหงื่อเปียกโชกจากอากาศร้อน
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” จิงซิงอี้ถาม
เย่เฉินตอบว่า “ฉันไม่รู้หรอกฉันตั้งใจมาซื้อยาที่นี่ก่อน แล้วค่อยไปเจอนายตามนัด แต่ได้ยินเสียงคุ้นๆเลยเห็นว่าเป็นาย”
ทันใดนั้นเย่เฉินก็ทำตาโตและทักชายชราที่อยู่ข้างจิงซิงอี้ด้วยความประหลาดใจว่า
“อาจารย์เป็งเหอ!ผมกำลังจะไปซื้อยาที่ร้านของอาจารย์พอดีเลยครับ”
เขาก็มองไปที่จิงซิงอี้แล้วถามต่อว่า“อาจารย์รู้จักเสี่ยวอี้ด้วยหรือครับ”
เป็งเหอเป็หมอจีนที่มีชื่อเสียงในเซี่ยงไฮ้มานานและเขายังเปิดร้านขายสมุนไพรและรักษาโรคด้วย ร้านของเขาอยู่ที่ซอยนี้เช่นเดียวกัน
พวกเขาพากันเดินไปที่ร้านของเป็งเหอเย่เฉิงก็แนะนำให้จิงซิงอี้รู้จัก จิงซิงอี้จึงแนะนำตัวเองในขณะที่เย่เฉิงก็พูดเพิ่มเติมว่า คุณตาของเขาคือ จิงเซียว เป็งเหอตาลุก เขาถามย้ำว่า
“อาจารย์จิงเซียวที่มาจากตระกูลจิงในปักกิ่งใช่มั้ย!”
จิงซิงอี้ยิ้มและตอบว่า “ใช่ครับ”
เป็งเหอหัวเราะร่าและมองจิงซิงอี้ด้วยสายตาชื่นชม
“มิน่าล่ะ!พ่อหนุ่มถึงรู้จักสมุนไพรดีมาก”
ชายชราอธิบายต่ออย่างอารมณ์ดีว่า“ฉันรู้จักอาจารย์จิงเซียว แต่ไม่สนิทนัก เคยเห็นตอนที่อาจารย์รักษาคนไข้อยู่ 2-3ครั้ง แล้วก็ประทับใจมาก”
เมื่อมาถึงร้านเย่เฉิงก็สั่งซื้อยาและให้ไปส่งที่บ้าน และเขา้ามาเช็คตัวยาด้วยตัวเองด้วย
ในระหว่างที่เดินไปห้องเก็บยาด้านหลังด้วยกันจิงซิงอี้ได้เห็นวิธีการเก็บยาและสมุนไพรต่างๆ จากร้านของเป็งเหอ และเขายังให้คำแนะนำเย่เฉิงไปด้วยว่าควรซื้อสมุนไพรอะไรบ้าง เพราะเย่เฉิงมีงบประมาณจำกัด
หลังจากสั่งซื้อยาเรียบร้อยแล้วทางร้านจะจัดส่งไปให้ เย่เฉิงก็พูดกับจิงซิงอี้ถึงเื่การไปตรวจรักษาฟรีที่พรุ่งนี้เป็งเหอซึ่งยืนคุยกับลูกค้าคนอื่น ก็หันมาพูดว่า “พรุ่งนี้จะไปรักษาโรคฟรีที่ไหนหรือ”
เมื่อทั้งสองบอกเขาเป็งเหอก็พูดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิดว่า
“ฉันไปด้วยได้มั้ยไม่ได้ออกไปข้างนอกนานแล้ว”
เย่เฉิงดีใจมาก เขารีบโทรศัพท์หาอาจารย์โชคดีที่อาจารย์ของเขาว่างรับโทรศัพท์พอดี เขาจึงยื่นโทรศัพท์ให้ทั้งสองคุยกัน เมื่อนัดแนะวันเวลาและจัดการธุระต่างๆเสร็จแล้วชายหนุ่มทั้งสองคนก็ขอตัวไปกินอาหารเย็นตามที่นัดไว้
เมื่อทั้งสองเดินออกจากร้านไปแล้วลูกชายของเป็งเหอก็ถามพ่อด้วยความสงสัยว่า ทำไมพ่อจึงอาสาไปตรวจรักษาโรคฟรีกับทีมนี้ทั้งๆที่วันเสาร์เป็วันที่มีลูกค้ามากกว่าวันธรรมดาถึงแม้ว่าจะมีหมอคนอื่นมารักษาและซื้อสมุนไพรแต่ลูกค้าเก่าแก่ก็ยังอยากให้เขาช่วยตรวจโรคให้ เป็งเหอหัวเราะหึหึก่อนจะพูดว่า
“พ่ออยากจะไปเปิดหูเปิดตาดูบ้างว่าเด็กรุ่นใหม่เป็ยังไงโดยเฉพาะเด็กคนนั้น”
ลูกชายของเขาทำหน้างง ก่อนจะถามว่า“คนไหนครับ”
เป็งเหอตอบว่า“จิงซิงอี้หลานของอาจารย์จิงเซียวไง”
จิงซิงอี้กับเย่เฉินตกลงจะไปกินหม้อไฟหม่าล่าหลังจากเรียนจบมาได้เกือบครึ่งปี นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกันจริงๆ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาพวกเขาจะคุยกันผ่านโทรศัพท์บ่อยๆก็ตาม
่แรกที่เข้าเรียนแพทย์ด้วยกันนั้นพวกเขาอาศัยอยู่หอพักเดียวกันร่วมกับนักศึกษาคนอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยจึงสนิทสนมกันมาั้แ่ตอนนั้น
หลายคนย้ายออกไปอยู่หอพักข้างนอก และบางคนก็ไปๆมาๆเช่น จิงซิงอี้ ที่มีอพาร์ทเมนท์ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่จิงเซียวซื้อไว้ให้และยังมีบ้านพักของจิงเซียวอยู่นอกเขตเมืองอีกหลัง
ทั้งสองกินไปคุยไปโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างในขณะที่เด็กสาวหลายคน แอบมองจิงซิงอี้ด้วยความสนใจั้แ่เขาเดินเข้ามาในร้านเพราะรูปร่างที่สูงโปร่ง ผิวขาวใส สีผมและดวงตาสีน้ำตาลเข้มรวมไปถึงการแต่งกายด้วยเสื้อเชิร์ตขาวและกางเกงยีนส์สีน้ำตาลอ่อนทำให้เขาดูสะอาดตาและโดดเด่นจากคนทั่วไป
ถึงแม้เย่เฉินจะหน้าตาดี มีรูปร่างสูงและบุคลิกร่าเริงแจ่มใส แต่เขาก็ต้องยอมแพ้ให้กับความเด่นสะดุดตาของจิงซิงอี้เย่เฉินจึงรู้สึกชินชาเมื่อออกไปไหนมาไหนกับจิงซิงอี้แล้วต้องตกเป็เป้าสายตาแบบนี้เสมอ
เย่เฉินเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตการทำงานในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยว่าถึงเขาจะได้ทำงานที่นี่หลังจากเรียนจบ แต่ความกดดันจากการแข่งขันก็มีสูง
เขาต้องต่อสู้กับลูกหลานของผู้มีชื่อเสียงเพื่อให้เข้าถึงโอกาส และถ้าอยากก้าวหน้าก็จะต้องได้รับการส่งเสริมจากอาจารย์และหมอรุ่นพี่เก่งๆและการทำงานที่ก็มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ทำให้เขาซึ่งเป็หมอธรรมดา ไม่มีเส้นสายอะไรต้องต่อสู้แข่งขันอย่างหนักกับลูกหลานของหมอที่มีชื่อเสียงที่นี่ ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากครอบครัวแพทย์จีนแต่ก็มาจากต่างจังหวัด ไม่ใช่เมืองใหญ่เหมือนหมอเหล่านี้