การลอบเร้นคืนสู่จวนตระกูลหลี่
แสงจันทร์เลือนลางทาบทอเหนือเรือนหลังใหญ่ของตระกูลหลี่ ราตรีกาลสงัดเงียบมีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านสวนหย่อมและยอดไม้เบาๆ ร่างหนึ่งในเงามืดเคลื่อนไหวแ่เบาราวปีศาจกลางราตรี หลี่ิ กลับมายังบ้านเกิดของตนอย่างลับๆ หลังจากห่างหายไปนาน ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่นและคั่งแค้นที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
หลี่ิแนบตัวกับกำแพงด้านหลังเรือนใหญ่ พลิกมองซ้ายขวาให้มั่นใจว่าไม่มีบ่าวคนใดลาดตระเวนผ่านมา คืนนี้เขาตั้งใจจะลอบเข้าไปใน ทางลับ ที่มารดาเคยสร้างไว้ในเรือน โดยที่แม้แต่บิดาของเขาก็ไม่เคยล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ทางลับสายนี้ถูกสร้างขึ้นเพราะมารดาของหลี่ิเริ่มระแวงในตัวสามี นางหวาดกลัวว่าภัยร้ายบางอย่างจะเกิดขึ้นกับตนและบุตรชาย จึงเตรียมเส้นทางหลบหนีและที่ซ่อนเร้นไว้แต่เนิ่นๆ
ตรงมุมกำแพงที่ถูกเงาไม้ใหญ่บดบัง หลี่ิใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามรอยแตกของอิฐเก่าครู่หนึ่ง เมื่อปลายนิ้วััโดนสลักเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ เขาก็ออกแรงกดเบาๆ “กึก” ผนังกำแพงที่แนบสนิทพลันขยับเขยื้อน กลไกลับถูกปลดปล่อย บานกำแพงส่วนหนึ่งผลักเปิดออกอย่างเงียบงัน เผยให้เห็นช่องทางแคบมืดมิดซึ่งนำเข้าสู่ด้านในของเรือนฮูหยินใหญ่
หลี่ิสูดลมหายใจลึก หัวใจเต้นระรัว ด้วยความตื่นเต้นและโหยหาความจริงที่ถูกปิดบังไว้ เขาก้าวเข้าไปในทางลับอย่างระมัดระวัง ปิดบานกำแพงกลับให้เรียบร้อย จากนั้นก็สาวเท้าตามระยะทางคดเคี้ยวที่ทอดยาวใต้พื้นเรือน ความทรงจำในวัยเยาว์ ผุดขึ้นในใจเขา ขณะที่ปลายนิ้วไล้ไปตามผนังดินเย็นชื้น: ครั้งหนึ่งมารดาเคยพาเขาเข้ามาเล่นซ่อนหาในอุโมงค์ลับนี้อย่างสนุกสนาน ทว่าในยามนั้นเขาหาได้ตระหนักไม่ว่าแท้จริงแล้ว มารดา้าให้เขารู้จักทางลับนี้เพื่อใช้ปกป้องชีวิตในอนาคต
ไม่นานทางลับก็นำหลี่ิมายังเื้ัตู้ไม้ใหญ่ภายในเรือน ห้องลับ นี้เคยเป็สถานที่ที่มารดาของเขาใช้เก็บข้าวของสำคัญ มีช่องมองเล็กๆ ที่สามารถมองออกไปยังโถงเรือนด้านนอกได้ หลี่ิแนบสายตามองผ่านช่องนั้น เงาร่างบ่าวคนหนึ่งเดินผ่านไปแล้วลับหาย เขารอจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงเปิดช่องประตูเล็กๆ ออกและก้าวเข้าสู่โถงเรือนใหญ่อย่างเงียบกริบ
หัวใจของหลี่ิเต้นถี่แรงเมื่อได้กลับมายืนในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ทั้งสุขและเ็ป กลิ่นอายอันคุ้นเคย ของบ้านตระกูลหลี่โชยมาแตะจมูก ความคิดถึงมารดาเอ่อท้น แต่เขาต้องข่มอารมณ์ไว้มิให้ความเศร้าทำให้จิตใจวอกแวก ภารกิจของเขาคืนนี้คือการตามหา กุญแจทองคำ ซึ่งแม่เลี้ยงได้เคยขโมยไปจากมารดาและซ่อนเก็บไว้ หลี่ิตั้งสัตย์ปฏิญาณในใจว่าของสิ่งนั้นซึ่งเป็มรดกชิ้นสุดท้ายของมารดา จะต้องกลับคืนสู่มือของเขาให้ได้
หลี่ิลอบเร้นไปตามเงามุมเสาและฉากกั้นภายในเรือนใหญ่ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เสียงฝีเท้าแ่เบาของเขากลมกลืนไปกับเสียงลมรำเพย ป่านนี้บิดาและแม่เลี้ยงคงเข้าใจว่าหลี่ิยหลบหนีไป ไม่นึกฝันว่าบุตรชายที่จากไปนานจะกล้ากลับมาลักลอบเข้าบ้านยามวิกาล
ขณะที่เขาลัดเลาะผ่านเฉลียงไปยังเรือนด้านใน พลันได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆ แว่วออกมาจาก ห้องหนังสือของบิดา ที่ตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกล หลี่ิรีบหยุดฝีเท้า ซ่อนตัวแนบผนังในความมืดใต้เงาเสา พลางเงี่ยหูสดับฟัง
“ท่านพี่เ้าคะ สิ่งที่ท่านเฝ้าค้นหามาเนิ่นนาน… ตอนนี้พบหรือยัง?” เสียงหญิงดังขึ้นแ่เบา ทว่าชัดเจนในความเงียบยามดึก เสียงนั้นหลี่ิจำได้ดี แม่เลี้ยง ของเขานั่นเอง นางกำลังสนทนากับบิดาในยามวิกาลเช่นนี้ คงมิใช่เื่ธรรมดา
ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่ง “ยัง… ข้ายังคงหาไม่พบ” น้ำเสียงนั้นเจือความหงุดหงิด “ตำราที่ได้มาแต่กุญแจแม่นมยังไม่บอก… เพราะเ้าได้กุญแจมาแล้วดันทำหายอีกให้แม่นมได้ไป แม้ข้าจะได้มาแต่ดูเหมือนบางสิ่งยังขาดหายไป”
หลี่ิเบิกตากว้างขึ้นเมื่อได้ยิน บิดาของเขากำลังเอ่ยถึง ตำรายาและกุญแจ อย่างนั้นหรือ? เขาชะโงกหน้ามองลอดผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย เห็นบิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักกลางห้อง โดยมีแม่เลี้ยงยืนอยู่ข้างกาย สีหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดและหม่นหมองด้วยความไม่สบอารมณ์
“ท่านก็ได้ตำรายาประจำตระกูลนางแล้วไม่ใช่หรือ?” แม่เลี้ยงพูดต่อ เสียงของนางเย็นเยียบและแฝงแววริษยา “นี่ก็นับว่าท่านบรรลุเป้าหมายที่อยู่กับนาง ท่านยัง้าสิ่งใดอีกหรือ?”
บิดาของหลี่ิแค่นหัวเราะในลำคอ พลางตอบเสียงเบา “ตำรายานั่นข้าได้มาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ผู้หญิงโง่เง่านั้น… นางคงซ่อนส่วนสำคัญบางอย่างเอาไว้ ข้ารู้ว่ายังมีความลับอีกในตำราที่นางมิยอมให้ข้าได้ไป”
หัวใจของหลี่ิกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำพูดหยามหยันของบิดาที่มีต่อมารดาผู้ล่วงลับ เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าในฝ่ามือ ความโกรธและความช้ำใจ ปะทุขึ้นในอก แต่เขาต้องสะกดกลั้นไม่ให้พลุ่งออกมาจนเสียการ ทำไมท่านพ่อถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
“ท่านพี่ใช้เวลาหลายปีหลอกลวงนาง กระทั่งทำดีกับหลี่ิ” เสียงแม่เลี้ยงดังขึ้นอีกครั้งอย่างแ่เบา ทว่ากลับได้ยินชัดในความรู้สึกของหลี่ิ “สุดท้ายท่านก็ทำสำเร็จ ได้ทุกสิ่งที่้าจากนาง… แม้ต้อง วางยาพิษ นางทีละน้อยวันแล้ววันเล่า จนร่างกายนางอ่อนแอลงเช่นนั้น”
หลี่ิได้ยินดังนั้นรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางอก ความจริงอันโหดร้ายที่เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนปรากฏชัดเจนในคำพูดของแม่เลี้ยง บิดาวางยาพิษมารดา อย่างนั้นหรือ! นี่คือสาเหตุที่มารดาของเขาล้มป่วยเรื้อรังไร้สาเหตุใน่หลายปีก่อนสิ้นใจ ความอ่อนแอที่ค่อยๆ กัดกร่อนชีวิตนางหาใช่โรคภัยตามธรรมชาติไม่ แต่เป็ฝีมือของบุรุษที่เป็สามีของนางเอง!
หลี่ิตัวสั่นสะท้าน หายใจติดขัดราวกับมีใครมาบีบคอ เขาต้องยื่นมือท้าวผนังไว้เพื่อพยุงกาย มิให้ทรุดลงไปเสียก่อน ดวงตาร้อนผ่าว น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลออยู่ที่ขอบตา แต่ชายหนุ่มก็ยังข่มกลั้นมิให้หยดหยาดความเ็ปนี้รินหล่น
ภายในห้องสนทนา ดูเหมือนบิดาจะหัวเราะเบาอย่างพึงใจในความทรงจำอันชั่วร้ายของตน “ใช่ ข้าทำให้นางค่อยๆ อ่อนแรงลงทีละน้อย โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย แม้แต่นางเองยังมิทันรู้ตัวจนสายเกินไป” เขาพูดเนิบช้า ราวกับเื่ที่เอ่ยเป็เพียงการทดลองปรุงยาทั่วไป หาใช่การพรากชีวิตผู้ใดไม่
“นางมารู้ตัวก็เมื่อใกล้ตายแล้ว” แม่เลี้ยงกล่าวต่อ ใบหน้านางมีรอยยิ้มเย็น “ถึงตอนนั้นต่อให้นางอยากแจ้งความจริงแก่ หลี่ิ ลูกชายสุดที่รักเพียงใด ก็สุดปัญญา นางทำได้เพียงมองบุตรชายอย่างอาลัยก่อนหมดลม โดยที่เด็กคนนั้นไม่รู้อะไรเลย”
สิ้นคำแม่เลี้ยง เสียงหัวเราะต่ำของบิดาก็ดังขึ้น “ฮึ… นางพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเ้าหนูนั่นจริงๆ แต่ข้าจัดการเสียก่อน” น้ำเสียงเขาเหี้ยมเกรียมขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น “โชคยังดีที่หลี่ิมันยังเยาว์นัก ไม่ทันคิดสงสัยอะไร ได้แต่เสียใจตามประสาเด็กที่แม่ตาย หลังจากนั้นไม่นานมันก็ถูกส่งออกไปจากจวน ข้าก็ไม่ต้องทนเห็นสายตาของมันที่ชวนนึกถึงแม่นั่นอีก”