บทที่๒(แผนการทำลาย) ป้ายชื่อทายใจ
ซู่ฟูเหรินนั่งไม่ติดที่ทันทีเมื่อได้รับสารว่านางจะต้องต้อนรับซู่เต๋อฮองเฮาผู้เป็นพี่สาว อันทรงมีดำริจะมาชมป้ายชื่อเสี่ยงทายและเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยองค์เอง ทั่วทั้งจวนจึงวุ่นวายกันเป็นที่สุด เสียงโหวกเหวกแซ่แซ่ดนั้นปลุกให้ฝาแฝดตื่นขึ้น ซูเจี้ยนลุกขึ้นแต่งตัวผัดหน้าเรียบร้อยดีแล้ว ทว่าซูจิ้นยังคงงัวเงีย ไม่ยอมลืมตากอดหมอนนอนซุกใต้ผ้า เยี่ยซูเจี้ยนหมดปัญญาจะฝืนใจนาง จึงได้แต่หวังว่าพี่ชาย หรือมารดา ใครสักคนจะรีบมาช่วยปลุกนางเสียที“เยี่ยซูจิ้น! เยี่ยซูเจี้ยน! ตื่นบัดเดี๋ยวนี้!”เป็นซู่ฟูเหรินเองที่เดินมาลากตัวพวกนางถึงห้องนอน นางรีบให้บ่าวไพร่จัดแจงตกแต่งทำความสะอาดทันทีโดยไม่รอให้ซูจิ้นแฝดพี่ลุกขึ้นด้วยซ้ำ ผู้เป็นแม่ถอนใจอย่างระอา ก่อนจะรีบเปิดผ้าห่มดึงตัวนางให้ลุกขึ้น โดยมีแฝดน้องช่วยเหลือ“เยี่ยซูจิ้น! ฮองเฮาเสด็จ!”ได้ยินเพียงแค่นี้คนขี้เซาก็ตาเหลือก ให้ฟ้าผ่าตาย! นางนอนอยู่ดีๆ แม่ของแผ่นดินก็เสด็จมา อาญาจะลงเพียงนางหรือจะโดนทั้งครอบครัวเจ็ดชั่วโคตรหรือไม่ หากนางไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาหมอบรับเสด็จ เยี่ยซูจิ้นสะลึมละลือคุกเข่าลงกับพื้นเตรียมรับเสด็จ คนอื่นเห็นก็ยากจะซ่อนแววขบขันมิได้ พอเห็นว่าถูกหลอกแล้วจึงได้มีปากเสียงขึ้นมา“ให้ข้าตายเถอะ! ทำไมท่านแม่ถึงโกหกข้า!?” นางยังมีฤทธิ์ต่อกร เมื่อเห็นว่าในห้องมีเพียงบ่าวไพร่และครอบครัว“ไว้เจ้าคอยตายทีหลัง ข้าไม่ได้โกหก ซู่เต๋อฮองเฮากำลังเสร็จมาจริงๆ ตอนนี้จงรีบลุกขึ้นแต่งตัว อีกไม่นานเสด็จมาถึงเจ้ายังไม่พร้อมรับ คงได้ตายกันยกบ้านแน่!”นางจำใจต้องตื่นเต็มตา แล้วเดินไปทางอ่างน้ำซึ่งบ่าวเตรียมเอาไว้ให้หลังฉากกั้น เยี่ยซูเจี้ยนผู้น้องเสร็จภารกิจของนางแล้ว กำลังให้แม่นมชราของนางช่วยใส่น้ำมันและแต่งผม ขณะที่แฝดพี่ถูกบังคับให้ต้องขัดสีฉวีวรรณทั่วตัว นางก็หันมาถามมารดา“ท่านแม่...ไฉนฮองเฮาถึงกับต้องเสด็จมาที่จวน? พระนางแค่ส่งคนสนิทมาเช่นตอนสู่ขอก็ได้”“ใครจะไปคาดเดาพระหทัยของพระนางได้ ขนาดตอนพระนางมีบัญชาให้พวกเจ้าแต่งงาน ข้ายังไม่อาจคาดการณ์ได้เลย แม้ว่าหากว่ากันตามตรง พระนางเองก็เป็นคนสกุลซู่มาก่อนเช่นเดียวกับข้า แต่ดูเหมือนจะไม่อาจเข้าใจความคิดกันได้เลย”“ท่านป้า เอ๊ย! ฮองเฮาช่างเปรียบเสมือนน้ำป่า อยู่ดีๆ ก็ไหลมาพัดพาชีวิตข้าพังพินาศ” ซูจิ้นอดปากเปราะมิได้“ไม่ทันได้แต่งงาน เจ้าจะหาเรื่องลงโลงเสียแล้ว” ซู่ฟูเหรินจนใจ “เอาล่ะ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวกันให้ดี แม่นมช่วยดูแลพวกนางด้วย ข้าต้องไปเตรียมตึกใหญ่ให้พรั่งพร้อม”“เอาเถิดท่านแม่...เอาที่ท่านแม่สบายใจ อย่างไรเสียบรรพชนคงไม่ให้พวกข้าได้แต่งงาน” ซูจิ้นยิ้มหน้าบานจนผิดสังเกต“เอ๊ะเจ้านี่!” นายหญิงใหญ่อยากจะเอ็ดขึ้นอีก ทว่าจนคำพูด นางจึงได้แต่เดินออกไปอย่างหงุดหงิดโดยหารู้ไม่ว่า นอกจากโหราจารย์แห่งแผ่นดินแล้ว คราวนี้ซูจิ้นบุตรสาวทำนายอนาคตได้แม่นไม่แพ้กัน
ก่อนเสด็จออกจากวังหลวง ซูเต๋อฮองเฮาแวะเวียนมาเยี่ยมหน้าไท่จื่อเสียแต่เช้าตรู่ พบว่าพระโอรสมีความแจ่มใสปิติอยู่บนใบหน้าตลอดทุกย่างก้าวเมื่อทรงขอให้ชมสวนในตำหนักบูรพาเคียงกัน โดยมีจางไป๋หู องครักษ์หน้าตายลอบมองและเดินตามอยู่ห่างๆ จูหยางเหยี่ยนวันนี้มีอารมณ์สุนทรียิ่ง ริมฝีปากยามพูดจาคล้ายกับจะร่ายกลอนร้องเพลงให้ฟังได้ตลอดเวลา“วันนี้โอรสข้ามีสีหน้าแจ่มใส คงเป็นวันฤกษ์ดี” พระนางเอ่ยขึ้น รัชทายาทเหม่อมองยอดไม้ขณะตอบคำถาม“ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอกย่อมต้องเป็นนิมิตหมายที่ดีเป็นแน่แท้”“เห็นเจ้าอารมณ์ดี แม่ก็ดีใจ วันนี้คงได้ยิ้มอีกคราเมื่อตอนรับเอาป้ายชื่อเสี่ยงทายกลับเข้าวังหลวง” พอคนเป็นมารดาพูดขึ้นแบบนี้ จูหยางเหยี่ยนก็คล้ายจะมีความขุ่นมัวเพิ่มขึ้นในดวงตาเล็กน้อย“จำเป็นต้องยึดมั่นกับธรรมเนียมโบราณเช่นนี้หรือ? บางอย่างลดละไปบ้างคงไม่เสียหาย”“แม้ว่าจะเป็นพิธีกรรมโบราณ แต่ข้าก็ถือว่าการเสี่ยงทายเพื่อขอคำแนะนำแก่บรรพบุรุษนั้นสำคัญยิ่ง วันนี้แม่เจ้าจึงจะไปเยี่ยมตระกูลเยี่ยเสียเอง” ฮองเฮาตรัสและยกแขนให้บุตรประคองเดินข้างกาย “ดูเหมือนเช้านี้เจ้าเบิกบานยิ่ง ตื่นมารับแม่แต่เช้าตรู่ บอกมาเถิดมีเรื่องดีอันใดกันที่แอบซ่อนไว้?”“ดีสิท่านแม่ วันนี้ข้ารู้สึกตัวตื่นแต่เช้าอย่างมีความสุขยิ่งกว่าวันไหนๆ ข้าเพียงแต่วันนี้พระมารดาจะยินดีปรีดากับข้าด้วยเสียจริง” สุรเสียงไม่อาจปิดบังความยินดีเอาไว้ได้“หยางเหยี่ยน เจ้านี้ออดอ้อนนัก หวังว่าเจ้าคงมิได้มีแผนการอันใดซ่อนไว้หรอกนะ” ซู่เต๋อฮองเฮาหรี่ตามองพระโอรสคล้ายจะเพ่งมองจับผิด แต่จูหยางเหยี่ยนยังคงวางมาดเรียบเฉยพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ คนที่กายชะงักงันกลับเป็นจางไป๋หูซึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังแทน เท้าเขาคล้ายสะดุดบางอย่าง พระนางไม่ทันจับพิรุธได้ทัน แต่ว่าแม่นมเหลียงซึ่งเดินตามเสด็จมาด้วยนั้นแอบสังเกตเห็นเต็มตา“องครักษ์จาง รองเท้าท่านไม่พอดีหรืออย่างใด ถึงได้เดินลำบากเสียอย่างนั้น” แม่นมเหลียงถามไถ่ “หรือแท้จริงแล้วรองเท้าหาได้คับแน่นเท่าใจเจ้า?”“มิได้ แม่นมเหลียง ข้าเพียงแต่ยังไม่ชินกับรองเท้าคู่ใหม่เสียเท่านั้น” เนื่องด้วยองครักษ์จางหน้าตายอยู่เป็นนิจ จะโกหกหรือพูดจริงก็ดูจะเหมือนกันเสียไปหมด อีกทั้งชื่อเสียงด้านคุณธรรมยังคงช่วยเขาเอาไว้ได้ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเขาเกิดอยากจะโกหกคนแก่เล่า“เป็นเช่นนี้คงต้องหารองเท้าใหม่ที่พอดี เช่นเดียวกับภรรยา โบราณว่าภรรยาที่ดีควรเป็นรองเท้าคู่สามีเมื่อเดินพลาด” ผู้สูงวัยกล่าวให้พร “ข้าหวังแต่เพียงว่าสะใภ้ตระกูลเยี่ยคงเป็นรองเท้าที่ดีของเจ้านะ องครักษ์จาง”เป็นอีกหนที่จางไป๋หูรู้สึกว่าซ่อนสีหน้าประหวัดไว้ไม่พ้น คำพูดเขาประหนึ่งศรที่ยิงออกไปได้ย้อนสะท้อนกลับมาแทงเข้ากลางอกเสียอย่างนั้น
การรับเสด็จเป็นไปด้วยดี เมื่อซู่เต๋อฮองเฮาได้มองเห็นว่าที่ไท่จื่อเฟยด้วยตนเอง พระนางถึงกับตรัสว่าปลื้มใจในท่วงทีอันสง่างามของเยี่ยซูเจี้ยนเสียจนลืมสังเกตท่าทางแข็งกระด้างของเยี่ยซูจิ้น ความปิติปรีดานั้นหมดสิ้นลงฉับพลัน เมื่อมีการเปิดตึกบรรพชนแล้วพบเห็นหลักฐานความเสียหายของป้ายชื่อทายใจถูกทิ้งเอาไว้ ด้วยความที่พระนางเป็นผู้งมงาย จึงแทบลมจับจนทรุดองค์ลงทันที ซูจิ้นแอบคิด หากพระนางได้รับทราบว่าพวกนางทั้งเตะ ทั้งทึ้ง ทั้งดึง และเผาป้ายด้วยตนเอง คงไม่พ้นพระราชทานโทษตายให้ถึงคอทันใด“ไม่ดีเอาเสียเลย” ทรงตรัสขึ้นเมื่อได้รับยาหอมจากมือของซู่ฟูเหริน แล้วจู่ๆ สีหน้าที่ดีขึ้นก็เปลี่ยนไปคนละทิศทางกับก่อนหน้า และยิ่งเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา ยิ่งทำให้ซูจิ้นซูเจี้ยนอยากเป็นลมแทนเสียเอง “ทว่ามันก็เพียงแค่พิธีกรรมเก่า จะละเลยผ่อนปรนไปบ้างคงมิเป็นไร...”“หา!!” แฝดผู้พี่จอมวางแผนถึงกับแผดเสียงขึ้นอย่างลืมตัว เมื่อได้ยินถ้อยรับสั่งหลังฮองเฮาทรงทอดพระเนตรป้ายชื่อเสี่ยงทาย ในขณะที่ซูเจี้ยนเพียงก้มหน้านิ่งสนิท“เจ้ามีปัญหาอย่างไรหรือ? แม่นางซู...” พระนางพยายามจะรับสั่งด้วย ทว่าก็ยังคงแยกฝาแฝดคู่นี้มิออก“ซะ...ซูจิ้นเพคะ หม่อมฉันเพียงคิดว่า...หากบรรพบุรุษไม่เป็นใจเช่นนี้ หม่อมฉันกลัวว่าจะมีโชคร้ายมาเยือนถึงหน้าประตูเพคะ” นางพยายามแสร้งพูดเพื่อเอาตัวรอด“แท้จริงแล้วพิธีการนี้แทบจะไม่ได้มีการทำขึ้นมาหลายยุคสมัย การที่ข้ายึดถือนำมันกลับมาแล้วพบความล่มจมเช่นนี้ แสดงว่าข้านั้นคงอาจหาญรบกวนบรรพชน เป็นความผิดของข้าเองที่ดำริเช่นนี้ออกมา”“มิได้เพคะ พระนางเพียงทำตามพระประสงค์ของฟ้าดิน มิอาจโทษว่าเป็นความผิดอันใด” เยี่ยซูเจี้ยนเอ่ยขึ้น คาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาทั้งความทุกข์ของพระนางและของพี่สาวตน“ถูกต้องแล้วเพคะ อาจเป็นประสงค์ของฟ้าดิน มิได้เป็นความผิดของพระนาง” เยี่ยซูจิ้นกล่าวสนับสนุน “อีกทั้งอาจเป็นที่ดวงชะตาของพวกข้าเองที่มิคู่ควร”“กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร แม่นางเยี่ยทั้งสอง ขาดพวกเจ้าไปจะมีใครเหมาะสมกับบารมีขององค์รัชทายาท และองครักษ์จางอีกเล่า ทั้งชาติตระกูล ฐานะ หน้าตา พวกเจ้าล้วนเหมาะสมกันดีอยู่แล้ว ฟ้าดินก็มิอาจพรากได้ ทั้งองค์จักรพรรดิเองก็ทรงเห็นความตามนี้ถึงได้พระราชทานสมรสแก่พวกเจ้า”พอได้ยินถ้อยรับสั่งถึงพ่อของแผ่นดิน พวกนางก็จนปัญญาจะกล่าว ใครจะกล้าดึงฟ้าลงต่ำ โน้มดาวลงมาหาดินได้ เมื่อทายาทมังกรเป็นผู้ทรงเห็นชอบแล้ว เทพยดาเองก็คงยากจะเห็นต่าง ด้วยทรงเป็นเทพจุติบนแผ่นดินมนุษย์ เมื่อแม่ของแผ่นดินเห็นแล้วว่ามิได้มีใครกล่าวขัดข้องอะไรอีกจึงได้ว่าต่อไป“พิธีการยังคงเป็นไปตามเดิม วันนี้ถือว่าข้ามาดูหน้าสุณิสา วันหน้าเจ้าคงเป็นพระชายาที่ทรงค่าแก่บุตรชายของข้า แม่นางเยี่ย” รับสั่งแล้วก็ปรายตามาทางเยี่ยซูเจี้ยนที่ก้มหน้าสงบเรียบร้อย เป็นพระสุณิสาที่ถูกอกถูกใจนางยิ่งนัก และเมื่อไม่อาจห้ามฟ้าห้ามดิน ไปจนถึงห้ามคนได้ “หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชา” สองฝาแฝดน้อมรับคำแต่โดยดี แม้ในใจอยากให้ฟ้าผ่าลงบนหัวพวกนางเสียเดี๋ยวนั้น!
ส่วนรัชทายาทหนุ่มผู้สำราญใจนั้น ยังคงเสพสุขอยู่กับเหล่าสนมนางในส่วนพระองค์ ด้วยภายในตำหนักคงยังมิได้มีการแต่งตั้งไท่จื่อเฟยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งป้ายชื่อเสี่ยงทายก็ถูกทำลายไปเลยแล้ว ไม่แคล้วว่าฮองเฮาจะต้องมองว่าเป็นลางร้ายต่อราชวงศ์อย่างแน่นอน ส่วนจางไป๋หูเล่า ราชองครักษ์หนุ่มเมื่อได้ออกเวรกลับไปยังจวนของตนเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัว นับเป็นครั้งแรกที่การแต่งงานของเขาถูกยกขึ้นมาในวงสนทนาอย่างเป็นกิจจะลักษณะก็ตอนที่ทั้งบ้านพร้อมใจกันรับประทานอาหารพร้อมหน้า“ไป๋หู...ยินว่าทางตระกูลเยี่ยเพิ่งต้อนรับเสด็จฮองเฮาด้วยเรื่องป้ายชื่อเสี่ยงทาย เจ้ารู้ข่าวแล้วหรือไม่?” เสียงของแม่ทัพจางฮุ่ย เจ้าตระกูลผู้เป็นบิดาของเขาเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจนบุตรชายคนโตแทบสำลักน้ำแกงที่กำลังซด เป็นเหตุให้คนข้างๆ แอบสอบถามต่อไม่ได้“ท่านพี่ ท่านพ่อเพียงถามถึงเรื่องดูฤกษ์เสี่ยงทาย ทำไมต้องร้อนรนเช่นนี้เล่า?” จางหูเฟย ผู้เป็นน้องเอ่ยขึ้น สองพี่น้องคู่นิ้ เป็นไม้เบื่อไม้เมากันแต่เล็ก ด้วยหูเฟยผู้อายุน้อยกว่าสามปีนั้นช่างเอาแต่ใจเป็นที่สุดจนสร้างแต่ความระอาให้แก่ผู้พี่ สำมะเลเทเมาจนหาเรื่องมาให้ไป๋หูบ่อยครั้ง แถมด้วยรูปโฉมที่แม้จะไม่คมคายแบบพี่ชายแต่ก็จัดว่ารูปงาม อีกทั้งคารมเจ้าชู้ทำให้เป็นที่ติดตาต้องใจของบรรดาหญิงสาวในเมืองหลวงไม่น้อย ถึงกับมีคนขนานนามถึงพี่น้องคู่นี้ว่า ผู้หนึ่งพยัคฆ์ขาว อีกหนึ่งจิ้งจอกแดง เป็นคู่ขวัญที่สตรีเล่าขานถึงกัน ฉายาจิ้งจอกแดงนั้นมาจากเหตุความกะล่อนไปทั่ว มีรอยสีชาดซึ่งมักได้จากสาวๆติดผิวหน้า หรือติดเสื้อกลับมาจวนบ่อยครั้ง บางคราวสีนั้นก็หาได้มาจากชาดโดยไม่ แต่มาจากโลหิตในเรื่องชกต่อย ซึ่งทุกครั้งจางหูเฟยต้องอาศัยบารมีบิดาและพี่ชายในการเอาตัวรอด“จางหูเฟย! เจ้าเงียบไปได้แล้ว!” คนเป็นบิดาเอ็ดขึ้น ขณะที่มารดาซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างกันนักเหลือบมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย นิสัยหน้าตายของไป๋หูได้มาจากคนเป็นแม่นี่เอง“นายท่าน หูเฟยเพียงสงสัย ข้าเองก็เช่นกัน” หนิงฟูเหรินเอ่ยขัดขึ้นด้วยกิริยาสงบนิ่ง สร้างความเกรงใจให้กับคนถูกทักเบาๆแม่ทัพจางฮุ่ยนั้นเกรงใจภรรยาหลวงของตนมาก ด้วยนอกเหนือจากเป็นภริยาพระราชทานแล้ว ยังคงเป็นธิดาอดีตสมุหกลาโหมแห่งต้าเซิ่ง ท่าทางและความงดงามของนางช่างเพียบพร้อมเสียจนเป็นที่เลื่องลือ นางเป็นฟูเหรินที่สงบเสงี่ยมอยู่เสมอ ไม่เคยเอ็ดตวาดเสียงดัง ทว่าบ่าวไพร่ก็เกรงใจนายท่านหญิงของตนเป็นยิ่งนัก นิสัยส่วนนี้เองที่จางไป๋หูได้รับสืบทอดมาอย่างเต็มเปี่ยม ผิดกับจางหูเฟย ซึ่งดูจะไม่ได้รับนิสัยสงบเสงี่ยม หรือน่าเกรงขามของบิดามารดามาเลย คงเพียงแต่รับเอาเค้าหน้าของมารดา และนิสัยเด็ดขาดเอาแต่ความคิดตนมาจากบิดา และด้วยความที่มีพี่ชายอย่างไป๋หูซึ่งรับราชการเป็นหน้าเป็นตาของตระกูลแล้ว บุตรคนรองเช่นเขาจะทำการเยี่ยงไรก็ไม่เดือดร้อน เพราะจะยังเหลืออีกคนคอยช่วยเหลือ นั่นคือพี่สาวคนโตจางไป๋หลิง ซึ่งมักเก็บตัวอยู่เสมอ...นิสัยของนางรักสงบไม่แพ้มารดา จนครานี้นางเองก็นั่งร่วมวงอยู่ แต่หามีคนใส่ใจสถานะของนางไม่ กระทั่งจู่ๆ คนที่เงียบเกือบเงียบที่สุดในบ้านตัดสินใจพูดขึ้นบ้าง“ข้าเองก็ด้วย”จางไป๋หูรู้สึกตกที่นั่งลำบากเสียจริง ทุกคนในจวนดูจะเป็นห่วงและสนอกสนใจเกี่ยวกับงานแต่งพระราชทานของตนเองมากถึงเพียงนี้ เขาไม่กล่าวอะไรเลยคงจะไม่ได้“ข้าเพียงสำลักน้ำแกงเท่านั้น ช่วงนี้ข้าอาจจะช่วยเหลืองานขององค์ไท่จื่อหนักไปเสียหน่อย จิตใจจึงค่อนข้างเหม่อลอยด้วยความอ่อนล้า” เขามิได้พูดโกหก เขาได้ช่วยเหลืองานของรัชทายาทจริงๆ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นงานลับเฉพาะอย่างการทำลายป้ายชื่อเสี่ยงทายเท่านั้น“ข้านึกว่าท่านพี่ไม่อยากแต่งงานกับแม่นางเยี่ยเสียอีก คนไหนนะ...แม่นางเยี่ยคนพี่หรือคนน้อง? ยินว่านางทั้งสองหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออก วันงานท่านกับองค์ไท่จื่อจะแยกตัวเจ้าสาวออกหรือไม่กันนะ ช่างน่าคิด” หูเฟยพูดเล่นแบบไม่เกรงกลัวฟ้าดิน“เยี่ยซูจิ้น” ไป๋หลิงตอบแทนน้องชายคนโต“อ๋อ แม่นางแฝดพี่นั่นเอง แต่จะสำคัญกระไร ในเมื่อทั้งสองก็หน้าตาเหมือนกันอยู่แล้ว แต่งกับคนพี่หรือคนน้องก็ค่าเท่ากัน”“หูเฟยเจ้านี่ก็ปากพล่อยนัก ถึงจะหน้าตาเหมือนกัน แต่ก็คนละคนกัน” คนเป็นพี่สาวเอ็ด “อย่างไรเสีย ข้าก็คาดหวังว่าไป๋หูจะมีภรรยาที่เพียบพร้อมและสงบเสงี่ยม ข้ายังคงต้องการให้จวนนี้อยู่ในความสงบร่มเย็นเช่นเคย”น้องชายคนเล็กแอบหันหน้าหนีพี่สาว เพื่อซ่อนสีหน้าล้อเลียนเอาไว้ เพราะในใจคิดแต่ว่าบ้านนี้ช่างเงียบเสียจนน่าเบื่อ ถ้าหากว่ามีสะใภ้เป็นคนสนุกสนานแต่งเข้ามาคงดี เขาคงมีสหายน่าคบทำให้อยากอยู่ติดบ้านได้บ้างใครจะไปทันคิดว่า...คำขอไร้สาระของจางหูเฟยจะเป็นจริงขึ้นมาได้!