บทที่ 29: หารือการแต่งงาน!
รุ่งเช้าของวันถัดมา
“ตอนเย็นลูกชายเราจะกลับมาถึงแล้ว” จั่วิเว่ยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “เ้าเด็กดื้อคนนี้ในที่สุดก็ยอมกลับบ้านสักที”
“ใช่แล้ว เราไม่ได้เจอเขานานเลย ไม่รู้ว่าเขาสูงขึ้นหรือเปล่า” ไป๋อิงยิ้มจนปิดปากไม่มิด “ได้ยินว่าอากาศที่ต่างประเทศร้อนกว่าบ้านเรา ฉันว่าคงโดนแดดจนตัวดำแน่ๆ”
จั่วิเว่ยถอนหายใจยาว “จริงสิ ฉันโทรหาจั่วซีแล้วนะ ยังไงน้องชายกลับมาทั้งที เธอก็ต้องมาด้วย อีกอย่างฉันก็บอกให้เธอพาหลิงซิ่วซือมาด้วย”
ทันทีที่พูดจบ สีหน้าของไป๋อิงดูไม่ค่อยพอใจขึ้นมาทันที
แต่เมื่อจั่วิเว่ยพูดออกมาแล้ว เธอไม่กล้าคัดค้าน ได้แต่ทำหน้าเข้าใจ “อืม ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะบอกจางอี้ให้เตรียมอาหารเพิ่ม”
ลูกชายที่จั่วิเว่ยรักมากที่สุด ในที่สุดก็กลับบ้านหลังจากเรียนจบ
ทุกคนต่างตื่นเต้นและรอคอยการกลับมา โดยเฉพาะไป๋อิงที่นำสาวใช้ไปต้อนรับถึงสนามบิน ครอบครัวทุกคนรอคอยการกลับมาอย่างเต็มที่ รวมถึงจั่วซีและหลิงซิ่วซือที่มาร่วมงานในคืนนี้ด้วย
จั่วซีมองดูใบหน้าของจั่วเสวียน เขาสูงประมาณ 180 เิเ สูงกว่าจั่วิเว่ยครึ่งศีรษะ รูปร่างสมส่วนและดูแข็งแรง ผมสีทองอ่อนทำให้เขาดูสบายๆ กลับมาบ้านแล้วเขาก็ทักทายทุกคนอย่างอบอุ่น
“พี่ใหญ่ พี่รอง”
ความจริงแล้วจั่วซีไม่ได้สนใจว่าเขาจะนับถือเธอในฐานะพี่สาวหรือไม่ เพราะในบ้านนี้ไม่มีใครสนใจเธออยู่แล้ว แต่เธอก็ยังคงรักษาหน้ายิ้มเอาไว้ นั่งข้างหลิงซิ่วซืออย่างสงบ มองดูจั่วเสวียนที่เหมือนเป็ดาวดวงเดียวที่ได้รับความสนใจจากทุกคน สนทนากับทุกคนอย่างสนิทสนม
“คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง อาหารเย็นพร้อมแล้วค่ะ” จางอี้นำจานสุดท้ายมาเสิร์ฟพร้อมรายงานอย่างนอบน้อม
“มากินข้าวกันก่อนดีกว่า กินเสร็จค่อยคุยกัน พวกเธอคงหิวกันแล้วใช่ไหม” จั่วิเว่ยรีบพูดขึ้น
“ที่จริงผมทานอาหารบนเครื่องมาแล้ว เลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” จั่วเสวียนพูดกับจั่วิเว่ยด้วยความเคารพ “พ่อครับ ไม่เจอกันนาน ผมรู้สึกว่าพ่อยิ่งดูหนุ่มขึ้นนะครับ”
ทุกคนค่อยๆ นั่งลงที่โต๊ะอาหาร ไป๋อิงไม่หยุดดูแลจั่วเสวียน ตักอาหารให้และถามไถ่อย่างอบอุ่น
จั่วซีเหลือบมองจั่วม่านที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะพูดยังไง ในใจลึกๆ เธอก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
“พี่สาว ได้ยินว่าพี่กำลังจะแต่งงานกับพี่หลิงซิ่วซือใช่ไหมครับ?” จั่วเสวียนเงยหน้าขึ้นมาถามจั่วซีที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยความสงสัย
จั่วเสวียนไม่รู้เลยว่าหัวของเขาคิดอะไรอยู่ ถึงได้ถามเื่ที่อ่อนไหวแบบนี้ขึ้นมาในตอนนี้
“อืม”
"งั้นก็ต้องแสดงความยินดีกับพี่สาวแล้วสิ" จั่วเสวียนพูดอย่างไม่ใส่ใจพร้อมตักหมูตุ๋นเข้าปาก "ก่อนหน้านี้ผมยังกังวลอยู่เลยว่าพี่สาวอาจไม่ได้แต่งงาน แต่ตอนนี้ก็ดีอยู่หรอกนะ ถึงอย่างไรพี่หลิงซิ่วซือก็เป็ผู้ชายที่เคยแต่งงานมาแล้ว"
จั่วซีเม้มปาก ไม่ได้ยิ้มและไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เพียงนั่งเงียบๆ ฟังเขาพูด
"พูดอะไรน่ะเ้าเด็กนี่ แค่พี่สาวของลูกมีความสุขในชีวิตก็พอแล้ว ลูกเองก็ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ พี่สาวของลูกเขารู้ตัวเอง ไม่ต้องให้ลูกมาห่วงหรอก" ไป๋อิงใช้ตะเกียบเคาะหลังมือของจั่วเสวียนเบาๆ เตือนให้เขาพูดน้อยลง
ส่วนหลิงซิ่วซือกลับนั่งนิ่งเหมือนคนนอก มองครอบครัวนี้ด้วยท่าทีเ็า คิดว่าจั่วเสวียนนี่ช่างเป็คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำเสียจริง
เขาหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร กินอาหารเย็นอย่างเงียบๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็นั่งกลับมาที่โซฟาอีกครั้ง คราวนี้การสนทนาส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับประสบการณ์ของจั่วเสวียนที่ต่างประเทศ
ซึ่งเขาก็ตอบคำถามอย่างใจเย็น
"อ้อ ใช่ ผมเตรียมของฝากไว้ให้ทุกคนด้วย เกือบลืมไปแล้ว" จั่วเสวียนะโออกไปนอกบ้าน "จางอี้ ช่วยเอากระเป๋าเดินทางของผมเข้ามาหน่อยครับ"
จากนั้นจางอี้ก็รีบยกกระเป๋าเดินทางสองใบที่จั่วเสวียนนำกลับมาจากต่างประเทศเข้ามาวางข้างๆ เขา แล้วเขาก็ก้มลงเปิดกระเป๋า
"พ่อครับ นี่เป็ใบชาหลงจิ่งจากหางโจว ผมรู้ว่าพ่อชอบดื่มชามาก เลยซื้อชามาให้ คิดว่าใบชาน่าจะเป็ของฝากที่คุ้มค่าที่สุด" จั่วเสวียนยื่นชาให้จั่วิเว่ย
จั่วิเว่ยรับชาไปอย่างยิ้มแย้ม รีบแกะออกมาชิมทันที
"นี่เป็เครื่องสำอางที่ผมซื้อให้แม่ครับ" จั่วเสวียนหยิบเครื่องสำอางชุดหนึ่งออกมา "เป็รุ่นลิมิเต็ดเลยนะครับ ผมให้เพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกันช่วยซื้อมา หวังว่าแม่จะสวยและดูเด็กขึ้นเรื่อยๆ"
"ฮ่าๆ ปากหวานเหมือนน้ำผึ้งเลยนะเรา" ไป๋อิงรับของฝากพร้อมรอยยิ้ม
"ส่วนนี้คือกระเป๋าที่พี่รองเคยบ่นอยากได้ ผมไปต่อคิวซื้อมาให้เลยนะ ทีนี้พี่ก็คงดีใจแล้วสิ" จั่วเสวียนยิ้มภูมิใจมองจั่วม่าน "แต่คราวหน้านะ ผมคงไม่ต่อคิวให้แล้ว รอบนี้เล่นเอาผมหมดแรงไปทั้งวัน"
จั่วม่านดีใจจนแทบไม่เชื่อว่ากระเป๋าใบนี้จะมาอยู่ในมือเธอจริงๆ
ของฝากในกระเป๋าทั้งสองใบถูกหยิบออกมาไม่ถึงครู่ก็หมดเกลี้ยง
"แย่แล้ว" จั่วเสวียนอุทานขึ้น
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมใขนาดนี้" จั่วิเว่ยถามอย่างกังวล "ลืมอะไรไว้ที่โรงเรียนหรือเปล่า"
"ผม...ผมลืมเตรียมของฝากให้พี่สาว" จู่ๆ จั่วเสวียนก็เงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางอึดอัด มองจั่วซีและหลิงซิ่วซือด้วยความรู้สึกผิด "ขอโทษจริงๆ ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบอะไร ตอนนั้นก็รีบมากเลยไม่ได้ซื้อมา คราวหน้าผมจะหามาให้ชดเชยนะ"
ชิ คำพูดของจั่วเสวียนมันชัดเจนมาก ต่อให้โง่แค่ไหนก็ฟังออก
เขาน่ะจงใจไม่ซื้อให้ั้แ่แรกๆอยู่แล้ว
แต่จั่วซีก็ยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มและพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่เป็ไรหรอก นายเรียนที่ต่างประเทศคงยุ่งมาก ลืมก็ไม่เป็ไร"
"ถ้าพี่ไม่ถือโทษก็ดีแล้ว" จั่วเสวียนพูดตามน้ำ แต่ความจริงไม่ได้รู้สึกอะไร "ผมยังกลัวว่าพี่จะโกรธอยู่เลย"
"พี่จะโกรธได้ยังไง" จั่วซียิ้มและส่ายหัว
ในขณะนั้นเอง จั่วเสวียนจึงเพิ่งหันมามองจั่วซีอย่างจริงจัง ั้แ่เด็กจนโต เขาไม่เคยชอบจั่วซีเลย ตอนที่กลับมา เขาได้ฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวจากปากแม่ของเขา ประกอบกับการได้เห็นด้วยตาตัวเองในตอนนี้ ทำให้เขาต้องยอมรับว่า ในใจของพ่อ เขายังมีจั่วซีคนนี้อยู่
จู่ๆ หลิงซิ่วซือที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้น "แต่พี่มีเตรียมของขวัญให้จั่วเสวียนไว้นะ"
จั่วซีมองหลิงซิ่วซือหยิบกล่องของขวัญทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกห่ออย่างประณีตออกมาจากด้านหลัง เขาเปิดกล่องออก ข้างในเป็ปากกาสีทองฝังเพชร "นี่เป็ปากกาที่ประมูลมาในงานประมูลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หวังว่าคุณจะชอบนะ"
จั่วเสวียนรับปากกาจากมือหลิงซิ่วซือด้วยความยินดี "ขอบคุณครับ ได้ยินมาว่านี่เป็ปากกาที่ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดังจากต่างประเทศ เป็ชิ้นเดียวในโลกเลยนะ"
ไม่น่าเชื่อว่าหลิงซิ่วซือจะเป็คนที่ทุ่มเทในการเลือกของขวัญขนาดนี้
แต่ในสายตาของไป๋อิง การพยายามทำตัวให้ดีเช่นนี้จะต้องทำให้จั่วิเว่ยรู้สึกประทับใจ แม้การทำเช่นนี้ครั้งเดียวจะยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่หากทำบ่อยๆ ความสำคัญของหลิงซิ่วซือและจั่วซีในใจของจั่วิเว่ยก็อาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถึงเธอจะรู้สึกกังวลใจแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ การกระทำทุกอย่างย่อมต้องใช้เวลา
"ดึกแล้ว" ไป๋อิงพูดขึ้นทันที "จั่วเสวียนเพิ่งกลับมาไม่นาน คงต้องปรับเวลานอน พวกเรารีบพักผ่อนกันเถอะ"
"จริงด้วย งั้นพวกเราก็รีบไปพักกันเถอะ" จั่วิเว่ยพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเขารักและเอ็นดูจั่วเสวียนมาก "จริงสิ พรุ่งนี้พ่อมีนัดกับพ่อของหลิงซิ่วซือไว้ พวกเราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะพูดคุยหารือเื่แต่งงานของจั่วซีกับหลิงซิ่วซือ หากปล่อยให้มันคาราคาซังแบบนี้ก็คงไม่ดี ฉะนั้นพรุ่งนี้ทุกคนต้องไปกันนะ"
พูดถึงเื่การแต่งงาน?
จั่วม่านที่กำลังจะลุกขึ้นยืนหยุดนิ่งไปทันที เธอมองไปที่จั่วซีและหลิงซิ่วซือด้วยความใ เห็นสีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แต่รอยยิ้มเ่าั้กลับเป็เหมือนการเยาะเย้ยที่เ็ปในใจของจั่วม่าน
เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพี่สาวที่อ่อนแอและไร้ความสามารถของเธอถึงได้รับความสุขที่ควรเป็ของเธอ ขณะที่เธอกลับต้องถูกจั่วซีบดบังรัศมีมาโดยตลอด
"ได้ครับ" จั่วเสวียนตอบรับ "งั้นผมขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนนะครับ"
ไม่นานนัก ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เหลือเพียงจั่วม่านที่ยังคงยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ เธอมองหลิงซิ่วซือที่พาจั่วซีขึ้นรถออกไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
วันนี้เธอต้องทนรับความเ็ปมากมาย แต่สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงการระบายความโกรธด้วยการเตะโต๊ะน้ำชาอย่างแรง แล้วจึงเดินขึ้นไปบนห้องด้วยความโมโห
กลางดึก หลังจากที่ไป๋อิงดูแลจั่วิเว่ยเข้านอนเสร็จ เธอก็รีบตรงไปยังห้องของลูกชาย จั่วเสวียน
จั่วเสวียนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขานั่งอยู่ที่ระเบียงเล็กๆ ข้างห้อง มองออกไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
"ทำไมยังไม่นอนล่ะ? นอนไม่หลับเหรอ?" ไป๋อิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ถ้าเตียงนอนไม่สบาย บอกแม่ได้นะ เดี๋ยวแม่ให้คนมาเปลี่ยนให้"
"ไม่ใช่หรอกครับ แค่ไม่ได้กลับมานานแล้ว รู้สึกว่าบ้านเปลี่ยนไปเยอะมาก เลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่" จั่วเสวียนยืดตัวคลายความเมื่อย ก่อนจะโอบไหล่ไป๋อิงอย่างอ่อนโยน เป็ภาพของความผูกพันระหว่างแม่ลูก
"งั้นเดี๋ยวแม่อยู่คุยเป็เพื่อนแล้วกัน"
"แม่ยังไม่นอนอีกเหรอ นี่ก็ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้แม่ต้องตื่นเช้าไม่ใช่เหรอ?" จั่วเสวียนเตือนอย่างใส่ใจ "แม่ลืมไปแล้วเหรอ?"
"ที่จริง่ที่ผ่านมาเื่ของจั่วซีทำให้พ่อของลูกไม่สบายใจอยู่ตลอด จนกระทั่งวันนี้ที่ลูกกลับมา ถึงได้เห็นพ่อยิ้มอย่างมีความสุข แม่ไม่ได้เห็นพ่อยิ้มแบบนี้มานานแล้ว" ไป๋อิงขมวดคิ้ว แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ไม่มิด เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้น "ลูกก็รู้ว่าแม่ไม่ชอบยัยเด็กโง่จั่วซี ั้แ่คราวก่อนที่แม่ไล่เธอออกจากบ้านไป คิดว่าพ่อของลูกจะเลิกยุ่งกับเธอเสียที แต่ลับหลังแม่ เขาก็ยังแอบจัดการเื่การแต่งงานให้จั่วซีอยู่ดี"
"แม่ อย่าเพิ่งโกรธเลยครับ ที่จั่วซีได้แต่งกับหลิงซิ่วซือก็เพราะสถานะของเธอในตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ เธอจะมีอะไรไปเทียบได้กับเรา จั่วซีไม่ควรมีที่ยืนในบ้านนี้ บ้านตระกูลจั่วควรจะมีแค่ผมกับพี่สาวเท่านั้น"
"เป็เพราะแม่ใจอ่อนเกินไปในตอนนั้น" ไป๋อิงพูดด้วยความเจ็บใจ "แต่ไม่ต้องห่วงนะ แม่มีแผนของแม่อยู่ เื่นี้แม่จะจัดการเอง ลูกกับพี่สาวไม่ต้องเข้ามายุ่ง"