วิมานดวงดาว (จบ)

    บทที่ 8

    “ฉันหมายถึงว่า คุณควรจะเดินทางไปพบกับเลสลี่อีกสักครั้งน่ะค่ะ” เซเลน่าอธิบาย “เพราะบางทีเมื่อพบกันครั้งนี้ คุณอาจจะได้รู้ว่า ความรู้สึกที่คุณเคยมีต่อเขานั่นน่ะ มันไม่ได้มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ซึ่งก็เท่ากับว่า คุณยังมีเวลาพอที่จะถอยหลังกลับก่อนที่การแต่งงานจะเกิดขึ้นไงล่ะคะ”“จริงด้วย...นั่นละเป็นสิ่งที่ฉันควรจะทําอย่างที่สุด” แววหมองหม่นในดวงตาจางหายไปทันที ประกายสดใสบังเกิดขึ้นแทน “ตายจริง นี่ถ้าฉันไม่ได้พบเธอ ฉันจะทํายังไงนะ เซเลน่า ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้พบเธอ....”“คุณก็ยังตัดสินใจได้อยู่นั่นเองละค่ะ” เซเลน่าขัดขึ้น ไม่เต็มใจที่จะรับเครดิตในการที่จูเลียสามารถตัดสินใจได้ในครั้งนี้“แต่ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่าไม่รู้ เพียงแต่หัวใจฉันมันบอกว่า นี่คือความถูกต้องก็เท่านั้น”“ฉันดีใจค่ะที่คุณคิดอย่างนั้น” เซเลน่าพูดด้วยความรู้สึกจริงใจ“ฉันอยากจะให้เธอไปกับฉันด้วยจริง ๆ อยากจะให้เธอได้พบกับเลสลี่ด้วย” ทันใดสีหน้าของจูเลียก็แจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับความคิดอะไรบางอย่างผ่านแว่บเข้ามาในสมอง “เธอไปกับฉันด้วยได้ไหมล่ะ เซเลน่า”คําถามประโยคนั้นทําให้เซเลน่างันไปด้วยความแปลกใจ“ฉัน....” ดูเหมือนเธอหาคําตอบไม่ได้ในทันที“คือ มันก็ออกจะฟังแปลก ๆ อยู่นะ ถ้าฉันจะบอกเธอว่า จริง ๆ แล้วฉันไม่เคยไปไหนคนเดียวหรอก” จูเลียพูดปนหัวเราะ คล้ายกับรู้สึกอายตัวเองขึ้นมา“อะไรกันคะ คุณไม่เคยเดินทางคนเดียวจริงหรือนี่” เซเลน่ารู้สึกแปลกใจอย่างแท้จริง มันเหมือนกับว่าจูเลียใช้ชีวิตอยู่แต่ในกําแพงมาโดยตลอด“ไม่เคยหรอก ปกติแล้ว ฉันจะมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ชื่อ โซฟี่ คอยไปไหนมาไหนเป็นเพื่อนฉันอยู่เสมอ ตอนที่ฉันไปเที่ยวเรือแล้วก็ได้พบกับเลสลี่นั่นเขาก็ไปด้วย”“ถ้าอย่างนั้น บางทีเขาอาจจะ....” เซเลน่าตั้งท่าจะให้เหตุผล“ไปกับฉันเที่ยวนี้ด้วยใช่ไหม” จูเลียช่วยต่อประโยคให้ พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะในลําคอออกมาอย่างขบขัน “ฉันคิดว่าไม่หรอก เพราะโซฟี่เขาไม่ชอบเลสลี่ ฉันว่าเขาคงอิจฉาฉันมากกว่า ที่จริงแล้วเขาอายุน้อยกว่าฉันนะ แล้วก็สวยกว่าด้วย แต่เลสลี่ไม่เคยมองเขาเลย”ไม่จําเป็นที่จูเลียจะต้องอธิบายต่อว่า ญาติของหล่อนคนนั้น เป็นคนแรกที่คัดค้านในเรื่องการแต่งงานอย่างสุดเหวี่ยง“ถ้าอย่างนั้น มันก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนักถ้าจะให้เขาไปกับคุณเที่ยวนี้” เซเลน่าสรุป“นั่นสิ และฉันก็ดีใจมากถ้าเธอสามารถไปกับฉันได้ เธอจะต้องสนุกกับการเดินทางทางเรือมากทีเดียว เซเลน่า เรือลํานี้จะล่องไปตามลําน้ำมิสซิสซิปปี้ ผ่านโอไฮโอไปจนถึงซินซินเนติซึ่งจะต้องใช้เวลาทั้งหมดถึงสิบเอ็ดวัน บนเรือเขาก็จะมีเครื่องให้ความสําราญต่าง ๆ มีการเต้นรํากันในตอนกลางคืน นอกจากนั้นเดลต้า ควีน ก็ยังจะแวะตามท่าต่าง ๆ ไปตลอดทางคล้าย ๆ กับเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองต่าง ๆ ไปในตัว ซึ่งฉันรู้ว่าเธอจะต้องชอบมากทีเดียว”ความรู้สึกตื่นเต้นบังเกิดขึ้น เซเลน่ายอมรับว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอใคร่จะได้ชมอย่างแท้จริง เพราะการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือครั้งนี้ จะทําให้เธอได้พบเห็นอะไรที่มากกว่าอยู่แต่เพียงในเมืองนิว ออร์ลีนส์ และมากกว่าการที่จะอยู่ให้เวลาหมด ๆ ไป ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน“ค่ะ ฉันก็เชื่อว่ามันจะต้องเป็นการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากจริง ๆ ” เซเลน่าตอบขณะที่พยายามคิดค้นหาคําพูดที่จะปฏิเสธคําชวนในครั้งนี้อย่างสุภาพ “แต่....”“เธอเองก็บอกอยู่แล้วว่า การเดินทางมาของเธอเที่ยวนี้ เป็นการมาเที่ยวเพราะได้หยุดพักผ่อน” จูเลียอ้าง ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในอาการลังเล ยังไม่ตัดสินใจของเซเลน่า“ใช่ค่ะ”“ตายจริง....ฉันนี่เขลาจริง” จูเลียร้องออกมา “นั่นสินะ ที่เธอยังตัดสินใจไม่ได้น่าจะเป็นเพราะเรื่องค่าใช้จ่ายนั่นเอง เอาอย่างนี้ เธอไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกนะที่รัก ฉันยินดีที่จะจ่ายค่าเดินทางให้เธอเอง”“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินหรอกค่ะ ฉันจ่ายเองได้” เซเลน่ารีบพูดทันที“ตายแล้ว ดูสิฉันก็วางแผนอะไรต่อมิอะไรเสียวุ่นวายไปหมด ยังไม่รู้เลยว่าบนเรือจะยังมีห้องว่างหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราต้องจองห้องไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนเชียวนะ” จูเลียพูดเป็นเชิงอธิบาย ก่อนที่จะเดินตรงไปยังโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ในห้องรับแขกเล็ก ๆ “ฉันจะลองเช็คดูก่อนนะ”“แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์นะคะ” ดูเหมือนเซเลน่าจะทักท้วงได้เพียงแค่นั้น มีความรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในท่ามกลางพายุหมุนจูเลียหันมาหลิ่วตาให้ ซึ่งทําให้ใบหน้าของเธออ่อนเยาว์ลง“เอาละ ครั้งนี้ก็จะต้องเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่จะเอาอิทธิพลของสกุลบาร์คเล่ย์มาใช้” เธอตอบเมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นในตอนบ่ายใกล้ค่ำวันนั้น เมื่อกลับมาถึงห้องพักในโรงแรม เซเลน่าก็ให้รู้สึกแปลกใจยิ่งนักว่า ทําไมจูเลียจึงประสบความสําเร็จอย่างง่ายดายในการชักชวนเธอให้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือเดลต้า ควีน ครั้งนี้ด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย เพราะการเดินทางไปกับเรือกลไฟลํานี้เป็นสิ่งที่เย้ายวนใจอยู่ไม่น้อยนอกเสียจากสิ่งหนึ่งที่เธอได้ทําลงไปก็คือ เซเลน่าได้พูดจาจนจูเลียยินยอมให้เธอเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยตนเอง ยืนยันในทุกประการว่าไม่ต้องการจะรับความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสตรีผู้สูงวัยกว่า ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ได้มากมายเช่นที่เธอคาดไว้ในตอนแรก ดูจะน้อยกว่าการเสียค่าเช่าห้องในโรงแรมกับค่าอาหารในระหว่างที่พํานักอยู่ในนิว ออร์ลีนส์ เสียด้วยซ้ำเธอได้นัดหมายไว้ว่า จะไปพบกับจูเลียตอนบ่ายสี่โมงวันพรุ่งนี้ที่สถานีท่าเรือ ซึ่งตั้งอยู่ตรงท่า เซเลน่าออกจะดีใจอยู่บ้าง ที่เธอได้จัดเสื้อผ้าเข้าตู้ของโรงแรมไว้ไม่ถึงครึ่งของจํานวนที่บรรจุใส่กระเป๋ามา ดังนั้น การที่จะจัดเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าใหม่จึงใช้เวลาไม่นานนักซึ่งหมายถึงว่าเธอยังมีโอกาสได้ดูอะไรต่อมิอะไรในเมืองนิว ออร์ลีนส์นี้ก่อนที่จะจากไปอย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เธอจะต้องทําก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปในครั้งนี้ เซเลน่าเปิดกระเป๋าถือออก หยิบเงินปึกนั้นออกมา ใส่ลงในซองของทางโรงแรมที่วางไว้ให้บนโต๊ะข้างเตียง วิธีการที่ง่ายที่สุด และเสี่ยงน้อยที่สุดสําหรับการคืนเงินให้กับผู้ชายคนนั้นก็คือ สอดซองเงินเข้าไปให้ใต้ช่องประตูหลังจากปิดซองเรียบร้อยแล้ว เซเลน่าก็เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์หมุนเลขหมายไปยังเบอร์ห้องของเขา โทรศัพท์กริ่งเรียกอยู่ถึงสี่ครั้ง จนเธอแน่ใจว่าเขาคงจะไม่อยู่แล้ว จึงตั้งท่าจะวางหูลงแต่ในขณะนั้นเอง เสียงหงุดหงิดก็ดังมาตามสาย“ครับ”เสียงนั้นทําให้เธอเย็นเยือกขึ้นมาทั้งตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือเสียงของเจ้าของเงินที่เธอกําลังถืออยู่ในมือ ขณะนี้เซเลน่าค่อย ๆ วางหูโทรศัพท์ลงอย่างระมัดระวัง บอกกับตัวเองว่าควรจะคอยรอเวลาอยู่ก่อน จนกว่าจะสบโอกาสคืนเงินให้กับเขา โดยที่ไม่ให้เขาจับได้ว่าเธอเป็นผู้สอดเงินนั้นเข้าไว้ให้ใต้ประตูในตอนสายของวันจันทร์ เมื่อเธอหมุนโทรศัพท์ไปที่ห้องพักของเขาอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบ เซเลน่า จึงคว้าซองเงินขึ้นมาถือไว้ เดินออกจากห้องตรงไปยังห้องของเขา เธอเกือบจะหันหลังกลับอยู่แล้ว เมื่อเห็นประตูห้องนั้นเปิดกว้างอยู่ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่นที่กําลังทํางานจึงเดินเข้าไปใกล้และได้เห็นพนักงานทําความสะอาดกําลังทํางานของเธออยู่ในห้องนั้นเซเลน่าถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวัง แน่ใจว่า คงไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วที่จะคืนเงินให้กับเขา นอกเสียจากจะเอาไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ของโรงแรม ดังนั้น เธอจึงเดินถือซองเงินดังกล่าวออกไปยังห้องล็อบบี้“มีอะไรจะให้ผมรับใช้ได้บ้างครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยถามอย่างสุภาพเมื่อเซเลน่าเดินเข้าไปใกล้“ฉันจะขอฝากอะไรไว้ให้แขกคนหนึ่งที่มาพักอยู่ที่โรงแรมนี้ได้ไหมคะ” เสียงของเธอออกจะสั่นอย่างใจคอไม่ใคร่ดีนัก“ได้สิครับ แขกพักอยู่ห้องหมายเลขเท่าไหร่ละครับ” แววในดวงตาของเขาคล้ายจะรู้ทันในอะไรบางอย่างอยู่ แต่เมื่อเซเลน่าบอกหมายเลขห้องเขาก็ก้มลงมองในสมุดก่อน ที่จะเงยหน้าขึ้นตอบเธอว่า “เสียใจด้วยครับ ห้องนี้ไม่มีแขกพักนี่ครับ”“ว่าง.....งั้นหรือคะ.....แต่ฉันเห็นมีคุณสุภาพบุรุษคนหนึ่ง....” เธอเอ่ยขึ้น“ครับ แต่เขาเช็คเอาท์ออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อเช้าครับ” พนักงานผู้นั้นบอกเซเลน่ากัดริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะถามต่อว่า“ถ้าอย่างนั้นคุณพอจะให้ชื่อกับที่อยู่ของเขาหน่อย ได้ไหมคะ ฉันจะได้ส่งจดหมายนี้ไปให้เขาทางไปรษณีย์”“เสียใจครับ” เขายิ้มเป็นเชิงขออภัย “แต่เป็นมารยาทที่ทางโรงแรมที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับแขกโดยไม่จําเป็นไม่ได้”“อย่างนั้นหรือคะ....ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอบคุณค่ะ”ขณะที่เดินผ่านเคาน์เตอร์แห่งนั้นเซเลน่าคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าควรจะทําอย่างไรกับเงินจํานวนนี้ เธอไม่อาจจะเก็บมันไว้ได้แต่ก็ไม่มีทางที่จะคืนเขาได้ด้วย ดังนั้น ก็เหลือทางออกเพียงอย่างเดียว คือส่งไปบํารุงการกุศลเสียซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเธอเดินตรงไปยังตู้โทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ที่สุด เปิดหาชื่อและสถานที่ตั้งขององค์การกุศลส่วนท้องถิ่นเมื่อได้แล้วจึงจ่าหน้าลงบนซองใบนั้น ค้นหาแสตมป์จากในกระเป๋าถือ ปิดลงตรงมุมซอง และหย่อนซองนั้นใส่ลงในตู้จดหมายรอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปาก อย่างน้อยเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ด้วย