“ท่านแม่เ้าคะ ตอนพี่ชายอายุสิบสี่ปีก็อยู่ในระดับหลอมปราณขั้นห้า ถือเป็อัจฉริยะหายากของแคว้นหลงลี่ เดิมทีแค่รอให้อายุสิบหกปี ก็สามารถสืบทอดตำแหน่งขุนนางได้ แต่ใครจะคิดว่าเขากลับถูกคนกลุ่มหนึ่งทำลายจุดตันเถียน อีกทั้งยังทำให้ขาพิการทั้งสองข้าง ท่านแม่ไม่เคยสงสัยเลยหรือเ้าคะ”
ซูซื่อกัดฟันแน่น แน่นอนว่านางเคยสงสัย พวกเขาไม่ได้ล่วงเกินผู้ใด แต่บุตรชายกลับถูกทำลายจุดตันเถียนกับขาโดยไร้เหตุผล ทว่านางล้มป่วยเพราะความเศร้าเสียใจจากการตายของฮวาเจิ้งและลูกชายคนเล็กจนร่างกายทรุดโทรม ถึงจะสงสัยก็ไร้หนทางทำอะไรได้
เพียงฮวาเฮ่าเย่ว์คิดถึงเหตุการณ์ถูกลอบทำร้ายเมื่อครั้งนั้นขึ้นมา เส้นเืบนลำคอและแขนก็ปูดนูน เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ชีวิตของเขาพังพินาศ ไม่เพียงปกป้องมารดากับน้องสาวไม่ได้ กลับกลายเป็ภาระของครอบครัวอีก
“น้องสาว เ้าหมายความว่าเป็ฝีมือของ...ฮวาเจิ้นเซี่ยพวกนั้นอย่างนั้นหรือ!”
“นอกจากเขาแล้วจะมีใครอีกเล่าเ้าคะ ถึงเขาจะไม่ใช่คนลงมือ แต่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน” ฮวาชิงเหยียนมีพลังจิตพิเศษ จึงสังเกตอารมณ์คนอื่นได้แม่นยำยิ่งนัก เพียงแค่มีอารมณ์ไม่พอใจแ่เบา นางก็รับรู้ได้ และเมื่อนางเอ่ยถึงเื่ให้ฮวาเจิ้นเซี่ยคืนตำแหน่งขุนนาง สีหน้าของอีกฝ่ายก็ฉายชัดถึงเจตนาฆ่า
แต่ก่อนฮวาเฮ่าเย่ว์ไม่เคยสงสัยฮวาเจิ้นเซี่ย ทว่าเมื่อคิดถึงเื่ที่มารดาเริ่มป่วยหนักหลังจากกินโอสถที่ฮวาเย่ว์โหรวยื่นให้ ร่างกายยิ่งทรุดลงเรื่อยๆ ตอนนั้นเขายังคิดอย่างไร้เดียงสาว่าเป็เพราะอาการของมารดาหนักเกินไป แม้จะดีขึ้น่หนึ่งก็กลับทรุดอีก ที่แท้คนบ้านรองอยากให้คนบ้านหลักตายหมดอย่างนั้นหรือ!
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ถูกซุ่มโจมตี เขาเคยได้ยินเสียงหนึ่ง เสียงนั้นทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในคราวเดียวกัน
ฮวาเฮ่าเย่ว์เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น “น้องสาว! เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าจ้าวหลิงเฟิงกลับมาแล้ว เ้าช่วยดูว่านิ้วก้อยเท้าซ้ายของเขายังอยู่ไหมให้พี่หน่อยได้หรือไม่”
“จ้าวหลิงเฟิง? พี่ชายหมายความว่าเขาอยู่ในกลุ่มคนที่ซุ่มโจมตีในครานั้นด้วยหรือ”
จ้าวหลิงเฟิงคือบุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลจ้าว ซึ่งเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้น ว่ากันว่าเขาเคยเป็อัจฉริยะโดดเด่นคนหนึ่งแห่งยุค มีพร์ไม่ต่างจากฮวาเฮ่าเย่ว์ แต่เขาออกเดินทางท่องยุทธภพเมื่อหนึ่งปีก่อน
“ได้ยินมาว่าอีกไม่กี่วันจ้าวหลิงเฟิงจะกลับมา”
นี่เป็เื่ที่เ้าของร่างเดิมเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ ได้ยินมาว่าจ้าวหลิงเฟิงได้รับโชควาสนาอันยิ่งใหญ่จากการเดินทาง เพียงอายุยี่สิบปีก็สามารถฝึกฝนจนบรรลุระดับก่อแก่นปราณขั้นต้นได้แล้ว เส้นทางเบื้องหน้ารุ่งโรจน์ไร้สิ้นสุด และข่าวเื่ที่จ้าวหลิงเฟิงจะกลับมาแพร่กระจายไปทั่วแคว้นหลงลี่ั้แ่เดือนก่อน
ฮวาเฮ่าเย่ว์กล่าวด้วยแววตาเคียดแค้น “ตอนที่ข้าถูกซุ่มโจมตี มีบางอย่างโปรยใส่ตาจนมองไม่เห็น รู้เพียงว่าคนที่ลงมือกับข้าล้วนเป็คนวัยไล่เลี่ยกัน อีกทั้งยังจงใจแปลงเสียง แต่ข้ารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด ฟันใส่จนปลายนิ้วก้อยเท้าของคนหนึ่งขาดสะบั้น เสียงกรีดร้องในตอนนั้นข้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง และสงสัยมาโดยตลอดว่าเป็จ้าวหลิงเฟิง ทว่ากลับไม่มีพลังพอจะพิสูจน์ความจริง”
“นิ้วก้อยเท้าที่ท่านพูดถึง คือกระดูกชิ้นเล็กสีขาวที่ท่านชอบหยิบมาดูบ่อยๆ ใช่หรือไม่ ข้าขอได้หรือไม่เ้าคะ”
เ้าของร่างเดิมเคยเห็นฮวาเฮ่าเย่ว์หยิบกระดูกขาวเล็กๆ มาพิจารณาด้วยสีหน้าเคียดแค้นหลายครั้ง แต่ก่อนนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายถึงต้องถือกระดูกนิ้วเท้าชิ้นเล็กๆ นั้นไว้ด้วยสีหน้าเกลียดชังปานนั้น
ฮวาเฮ่าเย่ว์พยักหน้า แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความสงสัย “น้องสาว เ้าจะเอากระดูกนิ้วเท้านั่นไปทำอะไรหรือ”
ฮวาชิงเหยียนยิ้มเ้าเล่ห์เล็กน้อย “หากข้าได้กระดูกนิ้วนั่น ไม่ต้องดูเท้าของจ้าวหลิงเฟิง ข้าก็รู้ได้ว่ากระดูกนั่นเป็ของเขาหรือไม่”
“เื่แบบนั้น...ทำได้จริงหรือ” ทั้งฮวาเฮ่าเย่ว์และซูซื่อต่างรู้สึกเหลือเชื่อ จะเป็ไปได้อย่างไรที่ดูแค่กระดูกนิ้ว แล้วไม่ต้องเห็นเท้าก็รู้ว่าเป็ของใคร
แน่นอนว่าฮวาชิงเหยียนไม่อาจอธิบายเื่ที่เรียกว่า ‘พันธุกรรม’ ได้ นางในชาติก่อน เพียงดึงเส้นผมของทั้งสองฝ่ายมาแช่ในน้ำยาเฉพาะ ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็รู้ผลความสัมพันธ์ทางสายเืได้แล้ว ดังนั้นการตรวจสอบว่ากระดูกนั้นเป็ของจ้าวหลิงเฟิงหรือไม่ จึงง่ายยิ่งกว่า
“ย่อมได้ รอให้จ้าวหลิงเฟิงกลับมา ขอเพียงข้าได้เืหรือเส้นผมของเขา ก็บอกได้ทันทีว่าเขาคือคนที่เคยซุ่มโจมตีพี่ชายหรือไม่”
แม้ซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์จะไม่เข้าใจวิธีที่นางใช้ แต่ก็ยังวางใจเชื่อนางอย่างหมดใจ เพราะนางเป็บุตรสาวและน้องสาวของพวกเขา
หลังจากพูดคุยและวิเคราะห์เื่ราวต่างๆ กันตลอดทั้งเช้า ซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ก็เข้าใจถึงจิตใจอันชั่วร้ายของคนบ้านรองเสียที ฮวาชิงเหยียนจึงค่อยโล่งใจ ต่อจากนี้หากคนของบ้านรองมาสร้างปัญหา ทั้งสองคนจะได้ระวังตัว และไม่ถูกหลอกง่ายๆ เช่นเคย
ฮวาชิงเหยียนให้มารดาพักผ่อน ส่วนตัวนางไปยังเรือนที่เซี่ยจู๋พักอยู่ พอนางเปิดประตูเข้าไป เสี่ยวเหมยก็คุกเข่าลง แล้วยื่นสัญญาขายตัวส่งให้นาง
“คุณหนูรอง นี่คือสัญญาขายตัวของบ่าวกับพี่เซี่ยจู๋ บ่าวสาบานว่าจะติดตามคุณหนูตลอดไปเ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เมื่อครู่มีใครมาหรือ”
เสี่ยวเหมยรีบส่ายหน้า “ไม่มีเ้าค่ะ หลังจากคุณหนูใหญ่กลับไป บ่าวก็แอบออกไปพักหนึ่ง พบว่าหลันเอ๋อร์นำสัญญาขายตัวของข้ากับพี่เซี่ยจู๋มาให้ บอกให้ข้านำมามอบให้คุณหนูรอง และจากนี้ให้พวกเราสองคนติดตามท่านเ้าค่ะ”
“ไม่เลว ยังพอมีไหวพริบ เช่นนั้นก็ติดตามข้าเถิด ข้ามีข้อเดียวที่้าจากเ้า นั่นคือความจงรักภักดี”
“บ่าวสาบาน บ่าวจะไม่มีวันทรยศหักหลังคุณหนูรอง หากผิดคำสาบานขอให้ฟ้าผ่าตายไร้ที่กลบหน้า!”
เสี่ยวเหมยรีบสาบานอย่างแน่วแน่ เทียบกับฮวาเย่ว์โหรวที่โกรธง่ายลงโทษบ่าวโดยไม่เลือกหน้าแล้ว ฮวาชิงเหยียนนับเป็เ้านายที่ดีที่สุดในสายตานาง
ฮวาชิงเหยียนกล่าวเสียงนุ่ม “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ดูแลเซี่ยจู๋ต่อเถิด หากถึงตอนค่ำแล้วตัวยังร้อนอยู่ก็มาตามข้า ตอนเที่ยงเ้าช่วยทำอาหารกลางวันให้ด้วยนะ ข้ามีเื่ต้องจัดการ หากข้ายังไม่ออกจากห้องก็อย่ารบกวน”
เมื่อสั่งความเรียบร้อย นางก็เก็บสัญญาขายตัวแล้วกลับเรือนไป นางยังมีโอสถที่ต้องเตรียม หลังจากเกิดเื่กับซูชิงเฟิงเมื่อวานนี้ ฮวาชิงเหยียนก็คิดออกแล้วว่าจะทำอย่างไรให้โอสถแปลกประหลาดของนางเป็ที่รู้จักในหมู่ผู้คน
เมื่อวานนางตั้งใจซื้อขวดเคลือบเงาลายครามสำหรับบรรจุโอสถมาจำนวนหนึ่ง และใช้เวลาสองชั่วยามปรุงโอสถออกมาได้แปดขวด แบ่งเป็โอสถน้ำฟื้นฟูโลหิต โอสถน้ำสมานแผล โอสถน้ำฟื้นพลังปราณ และโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณ เมื่อจัดการบรรจุเรียบร้อยก็ออกจากห้อง
ฮวาชิงเหยียนรับอาหารที่เสี่ยวเหมยอุ่นไว้ให้มากินจนเรียบร้อย แล้วจึงหยิบโอสถติดตัวออกจากเรือนไปทันที
ฮวาชิงเหยียนปกติแล้วมักจะพกโต๊ะเก้าอี้ติดตัวออกไปด้วย แต่ครั้งนี้แหวนมิติของนางเปิดใช้งานไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะไม่มีเงินเหลือติดตัว นางคงไปซื้อถุงเก็บของมาใช้แล้ว แต่ในแคว้นหลงลี่ ถุงเก็บของหนึ่งใบต้องจ่ายกว่าห้าหมื่นตำลึงทอง นางไม่อาจซื้อได้ อีกทั้งเงินหนึ่งหมื่นตำลึงทองที่อิ่นจื่อไป๋ค้างไว้ก็ยังไม่ได้คืน ดูท่าองค์ชายสี่จัดการเื่นี้ช้ายิ่งนัก
“ฮัดชิ้ว! ใครคิดถึงข้ากัน”
องค์ชายสี่ที่กำลังฟังรายงานจากองครักษ์คนสนิท เดินพลางลูบจมูกด้วยสีหน้าขุ่นมัว เมื่อลองขยับนิ้วเท้า ก็พบว่าเริ่มขยับได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ
เพียงสองวัน ขาของเขาก็กลับมารู้สึกได้ชัดเจนขึ้น เขาเริ่มเชื่อแล้วว่าฮวาชิงเหยียนสามารถรักษาขาที่ขาดของเขาได้จริง ไม่ใช่แค่พันไว้มั่วๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาเงยหน้าถามองครักษ์คนสนิทด้วยความไม่พอใจ “เ้าบอกว่าอิ่นฉี่เฟิงขอเลื่อนเวลาคืนเงินออกไปอีกหนึ่งเดือนหรือ ช้าเกินไปแล้ว! รีบไปเร่งอีกหลายรอบ อย่างน้อยก็ต้องคืนของของฮวาชิงเหยียนก่อน!”
เมื่อองครักษ์คนสนิทคำนับรับคำเสร็จ องค์ชายสี่ก็ถามต่อ “อิ่นจื่อไป๋ยังไม่ฟื้น ต้องใช้โอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ดจึงจะรักษาได้ หากไม่ได้รับภายในหนึ่งเดือนก็รักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ ฮวาชิงเหยียนวินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งนัก ไม่เหมือนข่าวลือที่เคยได้ยินสักนิด”
เวลานี้องค์ชายสี่รู้สึกว่าการได้เจอฮวาชิงเหยียนวันนั้นช่างโชคดีอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาคงเป็คนพิการ กลายเป็คนหมดสิ้นความหวัง ใช้ชีวิตอย่างหดหู่ไปตลอดชาติ ส่วนโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวระดับเก้า...ต่อให้เสด็จพ่อหาได้ก็ไม่มีทางให้เขากินแน่นอน เพราะพระองค์ย่อมเก็บไว้ให้ ‘คนนั้น’
ก่อนองค์ชายสี่จะโบกมือไล่องครักษ์คนสนิทให้ออกไป ยังกำชับให้เร่งอิ่นฉี่เฟิงคืนเงินโดยเร็วอีกด้วย
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าองค์ชายสี่กำลังส่งคนมามอบเงินให้นาง ตอนนี้นางกำลังเลือกซื้อของอยู่ในร้านของใช้สารพัดชนิด นางซื้อโต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว กระดาษจำนวนหนึ่ง และพู่กันหนึ่งด้าม จากนั้นนำผ้าขาวมาผืนหนึ่ง เขียนตัวหนังสือว่า
‘รักษาผู้สิ้นหวังไร้ทางเยียวยาโดยเฉพาะ’
จากนั้นก็ไปหาทำเลใกล้ร้านโอสถ แล้วตั้งแผงขายอย่างง่ายๆ
เพราะนางรู้จักร้านโอสถไม่มากนัก จึงเลือกตั้งแผงตรงหน้าร้านโอสถเทียนชิง ซึ่งเป็ร้านที่นางขายโอสถให้เมื่อคราวก่อน
ผู้ที่มาเยือนร้านโอสถส่วนมากมักมีอาการาเ็หรือเจ็บป่วย หรือไม่ก็้าซื้อโอสถเพื่อใช้ในการฝึกฝน ดังนั้นเมื่อฮวาชิงเหยียนแขวนป้ายผ้าขาวขึ้น ก็มีผู้คนเข้ามามุงดูจำนวนไม่น้อย
แต่คนเ่าั้ไม่ได้เข้ามาเพราะจะมารักษา หากแต่ต่างชี้ไม้ชี้มือต่อว่านางกันเสียมากกว่า
“ข้าละสงสัยยิ่งนัก เด็กสาวคนนี้แขวนป้ายว่าอะไรนะ? ‘รักษาผู้สิ้นหวังไร้ทางเยียวยาโดยเฉพาะ’หรือ นี่นางอายุถึงสิบห้าหรือยัง เหตุใดกล้าแขวนป้ายโอ้อวดถึงเพียงนี้”
“นางเป็ลูกเต้าเหล่าใครกัน เหตุใดถึงกล้าปล่อยให้ลูกสาวมาเดินเพ่นพ่านเล่นเช่นนี้ได้ ไม่รู้จักเรียกกลับบ้านกลับช่อง”
“เดี๋ยวก่อน! ลองมองให้ดีๆ สิ นี่มิใช่คุณหนูฮวาชิงเหยียนแห่งจวนอันกั๋วกงหรือไร สตรีที่เคยใกล้ชิดกับอ๋องเจ็ดน่ะ!”
“์! เ้านี่พูดก็ถูก นางไม่ใช่คนไร้ค่าคนนั้นหรือ เหตุใดถึงกล้ามาขึงป้ายอย่างนี้อีก ช่างหน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ”
‘หญิงหน้าด้านไร้ยางอาย’ ฮวาชิงเหยียน “...”
นางกวาดตามองฝูงชน แล้วเลือกชายวัยกลางคนร่างใหญ่คนหนึ่งที่ไว้หนวดเครารุงรัง รูปร่างกำยำล่ำสัน เขาคือคนที่เพิ่งพูดว่านางโอ้อวด
ฮวาชิงเหยียนยิ้มหวานอย่างเป็มิตรพลางเอ่ยว่า “ท่านลุงชุดฟ้าท่านนี้ ท่านมีปัญหาเื่บุรุษเพศ ทำให้ไม่อาจปรนนิบัติเคียงหมอนกับภรรยามานานแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศโดยรอบก็ปะทุขึ้นทันที
“เ้าว่าอะไรนะ! ถึงขั้นกล้าพูดเื่เช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย ช่างสำส่อนโดยแท้! ไม่แปลกใจเลยที่แม้มีสัญญาหมั้นกับองค์รัชทายาท แต่ยังมีสัมพันธ์ลับกับอ๋องเจ็ด! สมควรถูกขับไล่แล้ว โชคดีนักที่อ๋องเจ็ดยังไม่รับนางไว้ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าต้องใส่เขาให้กี่คู่ถึงจะพอ!”
“ใช่! ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ข้าฟังไม่ไหวแล้ว!”
แม้แต่ผู้ดูแลร้านหลินยังเบียดฝูงชนเข้ามาได้ด้วยความยากลำบาก และทันได้ยินคำกล่าวที่น่าอับอายของฮวาชิงเหยียนพอดี ใบหน้าชราของเขาแทบแตกเป็เสี่ยงเพราะคำพูดนั้น เขาเดิมทีแค่อยากรู้ว่ามีผู้คนมามุงอะไรกันหน้าร้านโอสถ แต่พอเห็นว่าคือฮวาชิงเหยียนมาตั้งแผงขาย ก็ไม่ต้องเดาต่อ
เมื่อเห็นผู้คนรุมชี้หน้าอย่างรุนแรง ผู้ดูแลร้านหลินก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดกับนางด้วยความสงสาร “คุณหนูฮวา พอแค่นี้เถิด หากล้อเล่นก็ถึงเวลาหยุดแล้ว ตอนนี้สายมากแล้ว รีบกลับไปก่อนเถิด”
เมื่อคนรอบข้างได้ยินเช่นนั้นก็พากันแสดงสีหน้าเข้าใจทันที คิดว่าฮวาชิงเหยียนเพียงแค่เล่นตลกเท่านั้น จนไม่มีใครสังเกตเลยว่าใบหน้าของชายหนวดเครารุงรังผู้ตกเป็เป้า กลับแฝงความลำบากใจและกระอักกระอ่วนอยู่ลึกๆ
ฮวาชิงเหยียนยิ้มอ่อนโยนให้ผู้ดูแลร้านหลิน ก่อนจะหันกลับมามองชายหนวดเคราด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านลุง นี่คือโอกาสเดียวของท่าน หากท่านไม่คว้าไว้ ชาตินี้คงต้องกลายเป็นักบวชจำศีลไปตลอดกาลแล้ว”