แสงแดดจ้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสง ไม่ได้ช่วยให้ความเหน็บหนาวในกายของมินตราลดลงเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว ศีรษะปวดหนึบจนเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำๆ ร่างกายท่อนล่างปวดร้าวไปทุกสัดส่วนจากการถูกพายุอารมณ์อันดิบเถื่อนโหมกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อคืนนี้
มินตรากะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส พื้นที่ว่างเปล่าบนเตียงข้างกายเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าเ้าของร่างสูงผู้ฝากฝังร่องรอยสีกุหลาบไว้ทั่วตัวเธอได้ลุกออกไปนานแล้ว เธอฝืนยันกายขึ้นนั่งด้วยแขนที่สั่นเทา ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงมากองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำที่เด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
สายตาของเธอปะทะเข้ากับบางสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง...
แผงฟอยล์สีเงินขนาดเล็กที่มีเม็ดยาสีขาวบรรจุอยู่สองเม็ด วางคู่กับแก้วน้ำและกระดาษโน้ตสีเหลืองที่มีลายมือตวัดๆ คุ้นตาเขียนเอาไว้
‘กินซะ อย่าลืมว่าถ้ามีมารหัวขนเกิดมา ฉันจะเป็คนพาเธอไปเอาออกเอง’
ตัวอักษรเ่าั้กรีดลึกลงไปในหัวใจของมินตราจนเืซิบ มันตอกย้ำว่าเขาเกลียดชังเธอและสายเืของเธอมากแค่ไหน มือเล็กเอื้อมไปหยิบแผงยาคุมฉุกเฉินขึ้นมาด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง น้ำตาอุ่นๆ หยดลงบนฟอยล์สีเงิน
เธอแกะเม็ดยาเม็ดแรกออก วางมันลงบนลิ้นที่แห้งผาก ก่อนจะคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด รสชาติขมปร่าของยาไหลลึกลงไปในลำคอ แต่มันคงไม่ขมเท่ากับชีวิตของเธอในตอนนี้ มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันลุกขึ้นจากเตียงเพื่ออาบน้ำแต่งตัว เธอมีพรีเซนต์งานกลุ่มวิชาสำคัญในเช้าวันนี้ จะขาดเรียนไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าร่างกายจะประท้วงด้วยพิษไข้จากการตากฝนเมื่อวานก็ตาม
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยค่อนข้างอึมครึม ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม มินตราเดินลากเท้าไปตามโถงทางเดินของคณะด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นๆ ซึมชื้นตามกรอบหน้าผากแม้แอร์ในตึกจะเย็นเฉียบ เธอสวมเสื้อกันหนาวไหมพรมทับชุดนักศึกษาเพื่อปกปิดร่องรอยและบรรเทาอาการหนาวสั่น
“มิ้นท์!”
เสียงเรียกคุ้นหูทำให้สองขาที่ก้าวเดินชะงักกึก มินตราหันไปมองร่างสูงโปร่งของเตชินท์ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาหา แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรนและเป็ห่วง
“เต้บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมายุ่งกับเราอีก” มินตราเค้นเสียงพูด พยายามถอยห่าง แต่ความวิงเวียนทำให้ร่างของเธอโอนเอนจนแทบจะล้มพับ
เตชินท์รีบถลันเข้ามาคว้าต้นแขนของเธอไว้เพื่อพยุง ทันทีที่ฝ่ามือของเขาัักับผิวเนื้อของเธอ เขาก็เบิกตากว้าง
“มิ้นท์! ตัวร้อนเป็ไฟเลยนี่!” เขาไม่พูดเปล่า เอื้อมมืออีกข้างมาแตะที่หน้าผากมนของเธออย่างถือวิสาสะ “ไข้สูงขนาดนี้ ทำไมไม่พักอยู่ที่บ้าน ฝืนมาเรียนทำไม”
“ปล่อยนะเต้!” มินตรารวบรวมแรงทั้งหมดสะบัดแขนออกและปัดมือเขาออกจากหน้าผาก ความหวาดกลัวพุ่งทะยานขึ้นจับจิต หากอาชวินรู้ว่าเตชินท์มาถูกตัวเธอแบบนี้ เขาต้องทำตามคำขู่แน่ๆ “เราไม่ได้เป็อะไร อย่ามาแตะต้องตัวเรา”
“ทำไมเต้จะแตะไม่ได้! เมื่อก่อนเราก็สนิทกันไม่ใช่เหรอ!” เตชินท์ขึ้นเสียงด้วยความน้อยใจระคนเ็ป เขามองเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกภายใต้กรอบแว่น “ั้แ่ผู้ชายคนนั้นโผล่มา มิ้นท์ก็เปลี่ยนไป... เขาทำร้ายมิ้นท์ใช่ไหม เขาบังคับอะไรมิ้นท์ บอกเต้มาเถอะ เต้พร้อมจะช่วยนะ!”
“ไม่มีใครบังคับอะไรทั้งนั้น! เลิกวุ่นวายกับชีวิตเราสักที!”
มินตราะโใส่หน้าเขา น้ำตาแห่งความอึดอัดรื้นขึ้นมา เธอหันหลังกลับแล้วออกตัววิ่งหนีไปทางห้องน้ำหญิง ทิ้งให้เตชินท์ยืนกำหมัดแน่นอยู่กลางโถงทางเดินด้วยความเ็ป
ทันทีที่ผลักประตูห้องน้ำเข้ามาได้ มินตราก็พุ่งตรงไปยังอ่างล้างหน้า มือเล็กยึดขอบอ่างไว้แน่น อาการปวดหัวตึบๆ ตีรวนขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง กะเพาะอาหารของเธอปั่นป่วนจากการไม่ได้ทานมื้อเช้าผสมกับพิษไข้
เธอพยายามกลืนน้ำลายเพื่อระงับอาการ แต่มันไม่เป็ผล...
อึก... แหวะ!
ของเหลวขมปร่าถูกขย้อนออกมาจากลำคอลงสู่อ่างล้างหน้า มินตราหอบหายใจตัวโยน ไอโขลกจนหน้าดำหน้าแดง เธอพ่นน้ำก๊อกบ้วนปากด้วยมือที่สั่นเทา ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนไปมองของเหลวที่ถูกสำรอกออกมา หัวใจของเธอก็หล่นวูบลงไปกองกับพื้น
ท่ามกลางน้ำย่อยสีใส... มีเศษผงสีขาวของเม็ดยาที่ยังละลายไม่หมดปะปนอยู่ด้วย
ยาคุมฉุกเฉินเม็ดนั้น... เธอเพิ่งกินมันเข้าไปไม่ถึงชั่วโมง ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึม แต่มันกลับถูกสำรอกออกมาจนหมดเกลี้ยง!
มินตรายกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนเธอต้องทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ มือเล็กสั่นเทาลูบลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเอง
‘ถ้าเธอพลาด... ฉันจะลากเธอไปเอาออกด้วยมือของฉันเอง’
เสียงกระซิบเหี้ยมเกรียมของอาชวินดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท มินตราส่ายหน้าไปมาอย่างคนเสียสติ เธอจะทำยังไงดี เธอไม่มีแรงที่จะเดินออกไปร้านยาหน้ามหาลัย และเธอไม่กล้า... ไม่กล้าปริปากบอกเขาเด็ดขาดว่าเธออาเจียนเอายาเม็ดนั้นออกมาแล้ว
ความหวาดกลัวและพิษไข้หลอมรวมกันจนภาพตรงหน้าเริ่มหมุนเคว้ง มินตราพยายามพยุงตัวลุกขึ้น ก้าวเดินโซเซออกจากห้องน้ำเพื่อจะกลับไปที่ห้องพยาบาลของคณะ แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องน้ำหญิง ร่างบอบบางก็ชนเข้ากับกำแพงแผงอกกว้างของใครบางคนที่ยืนขวางทางอยู่
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคย กลิ่นเดียวกับที่มอบััอันตรายให้เธอเมื่อคืน...
มินตราค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านเลนส์แว่นที่ฝ้ามัว ั์ตาสีรัตติกาลดุดันกำลังจ้องมองลงมาที่เธอราวกับเหยี่ยวที่จ้องตะครุบเหยื่อ อาชวินอยู่ในชุดสูทสีเข้มเต็มยศ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงจนน่าขนลุก เขาล้วงมือข้างหนึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างกำลังถือโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแสดงแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่ง GPS
“ค...คุณคินน์...” เสียงหวานแหบพร่าและขาดห้วง
“ฉันบอกให้รอที่หน้าตึก ไม่ใช่ให้มาเดินระริกระรี้ให้หมามันจับหน้าผากเล่น” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฉีกทึ้งทุกคน
เขามองเห็น... เขาเห็นตอนที่เตชินท์แตะหน้าผากเธอ!
อาชวินก้าวประชิดตัว ดันร่างเล็กที่แทบจะยืนไม่อยู่ให้ถอยหลังไปชนกับผนังกระเบื้องหน้าห้องน้ำ มือหนายกขึ้นบีบปลายคางมนอย่างแรงจนเธอนิ่วหน้า
“ชอบนักใช่ไหม ให้ไอ้เวรนั่นมันแตะเนื้อต้องตัว ร่านไม่เลิกจริงๆ!”
“อึก... ปล่อย... ฉันเจ็บ...” มินตราพยายามปัดมือเขาออก แต่เรี่ยวแรงของเธอแทบไม่เหลือแล้ว ลมหายใจที่พ่นออกมาร้อนจัดจนอาชวินััได้
ทันทีที่ิัหยาบกร้านัักับปลายคางของเธอ อาชวินก็ชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน อุณหภูมิจากร่างกายของคนตัวเล็กสูงปรี๊ดจนทะลุผ่านเสื้อไหมพรมออกมา ใบหน้าของเธอไม่ได้แดงเพราะความเขินอาย แต่แดงจัดเพราะพิษไข้ ดวงตากลมโตฉ่ำปรือและเหม่อลอย
ความโกรธเกรี้ยวที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่สะดุดลงกะทันหัน ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับว่ามันคือ ‘ความห่วงใย’ ตีตื้นขึ้นมาในอก อาชวินคลายแรงบีบที่คาง เลื่อนฝ่ามือขึ้นไปทาบบนหน้าผากมนของเธอโดยสัญชาตญาณ
“ตัวร้อนเป็ไฟ...” เขาพึมพำเสียงเครียด “นี่เธอป่วยหนักขนาดนี้ ทำไมไม่บอกฉัน!”
“อย่ามา... ยุ่ง...” มินตราปัดมือเขาออกด้วยแรงเฮือกสุดท้าย “คุณมัน... ใจร้าย... อย่ามาจับตัวฉัน”
คำปฏิเสธและท่าทีรังเกียจของเธอฟาดฟันอีโก้ของเขาอย่างจัง อาชวินกัดกรามแน่น เขาเปลี่ยนจากการทาบหน้าผากมาเป็รวบเอวคอดบางไว้แน่น กระชากร่างที่โอนเอนให้เข้ามาแนบชิดกับแผงอกของเขา
“อย่ามาอวดดีกับฉันมินตรา” เขากระซิบเสียงลอดไรฟัน “คิดว่าป่วยแล้วฉันจะยอมปล่อยให้เธอไปออดอ้อนไอ้หน้าจืดนั่นหรือไง ฝันไปเถอะ!”
เขาไม่รอให้เธอประท้วง อาชวินตวัดท่อนแขนช้อนร่างบอบบางที่เบาหวิวราวกับขนนกขึ้นอุ้มในท่าเ้าสาว มินตราร้องอุทาน พยายามดิ้นรนในอ้อมแขนเขา ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาหลายคนที่เดินผ่านไปมาและหันมามองด้วยความตกตะลึง แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอด เพราะรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม
“คุณคินน์! ปล่อยนะ อายคนอื่นเขา!” เธอซุกหน้าลงกับลาดไหล่ของเขาเพื่อหลบสายตาผู้คน
“อายเป็ด้วยเหรอ ทีตอนยืนให้ผู้ชายคนอื่นจับหน้าผากไม่เห็นอาย” เขาประชดประชัน เดินสืบเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังรถสปอร์ตที่จอดเปิดไฟกะพริบอยู่หน้าตึกคณะ
อาชวินยัดร่างที่สั่นสะท้านของมินตราเข้าไปในเบาะข้างคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างลวกๆ ก่อนจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับและเหยียบคันเร่งกระชากรถออกไปอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศในรถเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของมินตรา อาชวินเหลือบมองคนข้างๆ เป็ระยะ ความขัดแย้งในใจของเขาตีรวนอย่างหนัก เขาอยากจะด่าทอที่เธอปล่อยให้ตัวเองป่วย อยากจะลงโทษที่เธอกล้าขัดคำสั่ง แต่เมื่อเห็นริมฝีปากบางซีดเผือดและร่างกายที่สั่นเทา เขากลับทำได้เพียงเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้เบาลงอย่างเงียบๆ
รถสปอร์ตไม่ได้เลี้ยวกลับไปทางคฤหาสน์ตระกูลธนพ แต่กลับพุ่งตรงไปยังคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองซึ่งเป็เพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเขา
“คุณ... จะพาฉันไปไหน ฉันจะกลับบ้าน...” มินตราละเมอถามด้วยสติที่เริ่มเลือนลาง
“กลับไปให้พ่อฉันเห็นสภาพเหมือนผีตายซากของเธอหรือไง” เขาตอบเสียงห้วน เลี้ยวรถเข้าช่องจอดวีไอพี “อยู่ที่นี่จนกว่าไข้จะลด ฉันไม่ยอมให้ความแตกว่าเมื่อคืนฉันทำอะไรเธอจนถึงขั้นจับไข้หรอกนะ”
แม้แต่ตอนที่เธอป่วย เขาก็ยังหาข้ออ้างที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวมาปกปิดการกระทำของตัวเอง มินตราหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า เธอไม่มีแรงแม้แต่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกต่อไป
เมื่อถึงห้องพัก อาชวินอุ้มมินตราเข้าไปวางลงบนเตียงคิงไซส์อย่างระมัดระวังผิดวิสัย เขายืนมองร่างเล็กที่ขดตัวสั่นอยู่ใต้เสื้อกันหนาวไหมพรม คิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนจะถอนหายใจยาว ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องน้ำ ชุบผ้าขนหนูผืนเล็กกับน้ำอุ่น บิดจนหมาด แล้วเดินกลับมานั่งลงที่ขอบเตียง
“ลุกขึ้นมาเช็ดตัว” เขาสั่งเสียงเรียบ
มินตราส่ายหน้ามุดใบหน้าลงกับหมอน “ไม่เอา... หนาว... อย่ามายุ่งกับฉัน...”
“อย่าดื้อ มินตรา”
เขาไม่รอช้า มือหนาจับไหล่บางพลิกให้หายนอนหงาย ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อกันหนาวไหมพรมและเสื้อนักศึกษาของเธอออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่เต็มไปด้วยรอยจูบสีช้ำที่เขาเป็คนสร้างขึ้น ภาพนั้นทำให้หัวใจของคนเถื่อนกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นในซอกลึกของจิตใจ แต่เขาก็รีบปัดมันทิ้งไป
อาชวินใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นค่อยๆ เช็ดไปตามใบหน้า ลำคอ และท่อนแขนของเธออย่างทะนุถนอม ซึ่งสวนทางกับคำพูดร้ายกาจที่เขามักจะพ่นใส่เธอเสมอ ความอุ่นจากผ้าทำให้มินตราครางอืออาในลำคอด้วยความสบายขึ้นเล็กน้อย เธอปรือตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ
ในเสี้ยววินาทีนั้น แววตาของอาชวินไม่ได้มีความเกลียดชัง หรือความปรารถนาอันป่าเถื่อนเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับมีความลึกล้ำบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก... ความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากของปีศาจร้าย
“กินยาเมื่อเช้าไปแล้วใช่ไหม” เขาถามขึ้นทำลายความเงียบ ขณะเช็ดไปตามซอกคอของเธอ
คำถามนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจของมินตรา ร่างกายที่ผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาเกร็งเขม็งอีกครั้ง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ภาพเม็ดยาสีขาวที่ปะปนอยู่กับกองอาเจียนในอ่างล้างหน้าไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว
“ก...กินแล้วค่ะ” เธอโกหกเสียงตะกุกตะกัก หลบสายตาคมกริบของเขา
อาชวินหรี่ตามองปฏิกิริยาที่มีพิรุธของเธอ แต่เขาคิดว่าเธอคงกลัวการถูกเขาัั เขาจึงโยนผ้าขนหนูทิ้งไปที่ปลายเตียง แล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมร่างให้เธอจนถึงคอ
“ก็ดี” เขากระซิบเสียงต่ำ โน้มหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากแทบจะัักัน “รีบหายซะล่ะมินตรา... เพราะหน้าที่บนเตียงของเธอ ยังมีดอกเบี้ยที่ต้องชดใช้ให้ฉัน โทษฐานที่ปล่อยให้ไอ้หน้าจืดนั่นมันจับหน้าผาก”
เขาผละออกและเดินหันหลังออกจากห้องนอนไป ทิ้งให้มินตรานอนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เป็เพราะความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เธอกำลังปิดบังเขาไว้