18 | ฉันอยากให้เขาหอมแก้มตุ่ยของฉันบ้าง
เพลงพนัสกลับเมืองกาญจน์ไปแล้ว ทอรุ้งก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนเคย ไปทำงานแต่เช้า พอเลิกงานก็รีบมาซ้อมยูโดที่ยิม จากตอนแรกที่คิดว่าจะมาที่นี่เพียงเพื่อทำความรู้จักกับชายหนุ่มผู้เป็รักแรกพบในโซเชียลมีเดียของเพื่อน หรือไม่ก็ช่วยเป็แม่สื่อแม่ชักสักหน่อย มาตอนนี้กลับเริ่มผูกพันกับยูโดซันมากขึ้น เธอเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่ และที่แห่งนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งในชีวิตเธอ ถึงโคชโอห์มผู้เป็ครูประจำตัวจะดุ จุกจิก เข้มงวดทุกกระบวนท่า จริงจังยังกับเธอเป็นักกีฬาค่าตัวห้าสิบล้าน เธอก็ยังรักยูโดซันอยู่ดี
คลาสของพี่แสนย์ในวันนี้เป็คลาสเด็กน้อย ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียน โคชหนุ่มก็เล่นปล่อยพลังต่อสู้กับเด็ก ๆ ท่าทางน่าสนุก เสียงหัวเราะคิกคักเอิ๊กอ๊ากของเด็ก ๆ ฟังรื่นหู หญิงสาวยืนมองแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมสาว ๆ ถึงได้ตกหลุมรักผู้ชายคนนี้อย่างง่ายดาย
คิดแล้วทอรุ้งก็เปิดกล้องโทรศัพท์มือถือ ถ่ายคลิปวิดีโอไปฝากแฟนคลับสาวเสียหน่อย ชัชแสนย์ซึ่งอยู่ในชุดยูโดสีขาวหันมาเห็นพอดีก็กวักมือเรียกเธอให้เข้าไปหา ตรงนั้นมีเด็กหญิงตัวน้อยลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นนั่งหลบข้างตู้เสบียง ไม่ได้ไปเล่นปล่อยพลังกับพวกพี่ ๆ เขาคว้ากระปุกใส่ทอฟฟี่รสนมกลิ่นทุเรียนติดมือมานั่งกับเด็กหญิงด้วย
“ยูมิจัง ลองกินทอฟฟี่ของพี่รุ้งหรือยังคะ” โคชหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ทอรุ้งละสายตาจากกล้องโทรศัพท์ไปยิ้มให้หนูน้อยน่ารักราวตุ๊กตาญี่ปุ่น
“กินแล้วค่ะ”
ยูมิจังกระเถิบไปเบียดจนแทบนั่งตักชายหนุ่ม เอื้อมมือป้อม ๆ ล้วงเข้าไปในกระปุก แกะกระดาษห่อแล้วส่งทอฟฟี่เม็ดสีเหลืองนวลเข้าปาก
ชัชแสนย์หันไปมองกล้อง พลางยีศีรษะเด็กน้อย “ยูมิจัง คำว่าทอฟฟี่ ภาษาญี่ปุ่นพูดว่ายังไงคะ”
ใบหน้าขาวใสอวบกลมนั้นขยับตามจังหวะเคี้ยว “แคน-ดิ”
“แคน-ดิ” ชายหนุ่มออกเสียงตาม “แล้วคำว่า อร่อยไหม พูดว่ายังไงคะ”
“โออิชี่ เดสก๋า”
“โออิชี่ เดสก๋า” คนเสียงทุ้มเอ่ยตาม สำเนียงดีไม่แพ้เ้าของภาษา
ชายหนุ่มโอบบ่าน้อย ๆ นั้น แล้วถามอีกว่า “ยูมิจัง แคน-ดิ โออิชี่ เดสก๋า”
ยูมิจังซึ่งกำลังล้วงมือเข้าไปในกระปุก ชะงักมือแล้วเงยหน้ามองชายหนุ่มผู้เป็คุณครูอย่างทึ่ง ๆ ก่อนจะหัวเราะคิกคัก กำมือซึ่งเต็มไปด้วยทอฟฟี่ชูขึ้นพร้อมร้องเสียงใส
“ไฮ้ โออิชี่ เดส!”
จบคำของหนูน้อย ชัชแสนย์ก็หอมแก้มยุ้ยฟอดหนึ่งอย่างขบขันแกมเอ็นดู ทอดน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ดูซิ กินทอฟฟี่เยอะจนแก้มตุ่ยเลย”
ทอรุ้งอยู่หลังกล้องยังอดเขินตามไม่ได้ เธอรีบส่งคลิปที่เพิ่งอัดเสร็จให้เพลงพนัสดูโดยด่วน เห็นเหงาหงอยมาหลายวัน ต้องกระตุ้นต่อมระริกระรี้ของเพื่อนเสียหน่อย
ส่งคลิปไปแล้ว มีสัญลักษณ์ขึ้นว่าปลายทางอ่านข้อความ แต่ทุกอย่างกลับนิ่งเงียบไป ทอรุ้งชักสงสัยว่าเพื่อนตัดใจจากชัชแสนย์ได้แล้วจริง ๆ น่ะหรือ ถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ เช่นนี้ ขนาดเธอไม่ได้คิดอะไรกับเขา ดูคลิปแล้วยังรู้สึกเอ็นดูจนหุบยิ้มไม่ได้ แล้วลูกไม้จะทำใจหิน นิ่งเฉยไปได้ยังไงกัน
ผ่านไปอีกพักใหญ่จนทอรุ้งจะเอาโทรศัพท์มือถือไปเก็บในล็อกเกอร์ เตรียมเข้าเรียนอยู่แล้ว ก็ปรากฏว่าคุณเพลงพนัสเพื่อนรักเธอโทร. มา
“แก...ฉันหยุดไม่ได้” ลูกไม้พูดทันทีที่เธอรับสาย
“หือ หยุดอะไรไม่ได้”
“ฉันหยุดดูคลิปไม่ได้”
ทอรุ้งหัวเราะออกมา รู้แล้วว่าทำไมแม่คุณถึงหายไปเป็นานสองนาน ที่แท้ก็มัวแต่วนดูคลิปซ้ำ ๆ ไม่ยอมเลิก
“แก...มันใช่”
ลูกไม้พูดต่อ เสียงแ่เบาคล้ายละเมอ
“หือ ใช่อะไร ที่ว่าพี่แสนย์เป็คนที่ใช่น่ะเหรอ”
“ไม่ใช่แค่นั้น...”
“งั้น ใช่อะไรล่ะ”
ลูกไม้ก็ตอบมาเสียงเพ้อ
“พ่อของลูก”
ทอรุ้งขำก๊าก แล้วรีบปิดปากกลัวคนอื่นในยิมจะมอง
“แก...ฉันว่า ฉันสบายแล้วละ จากนี้ก็เข้าป่าเก็บแมลงได้สบายใจแล้ว”
“หือ ทำไมล่ะ”
“มีคุณแสนย์เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วละ”
ทอรุ้งขำจนชักจะปวดท้อง “เดี๋ยว ๆ ลูกไม้ แกใจเย็นก่อนนะ อย่าเพิ่งข้ามขั้น”
“แก...ฉันอยากกลับไปเป็เด็กอีกครั้ง เผื่อคุณแสนย์จะอยากหอมแก้มตุ่ยของฉันบ้าง”
ท่าทางเพื่อนสาวจะไปไกลจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
“เออ ๆ มีแรงฮึดขึ้นมาก็ดีแล้ว พี่แสนย์น่ารักขนาดนี้จะปล่อยไปง่าย ๆ ได้ยังไงล่ะเนอะ อย่าไปฟังไอ้ธัชมันมาก”
เสียงลูกไม้ยังเบาหวิว เวียนว่ายอยู่ในโลกของมโนภาพเรื่อยไป
“อื้ม...ได้ ฉันจะอดทนเพื่ออนาคตครอบครัวของเรา”
ทอรุ้งหัวเราะอีกอย่างขบขันปนระอา ท่าทางเพื่อนจะล่องลอยไปไกลถึงทุ่งลาเวนเดอร์โน่นแล้ว
เพลงพนัสกดดูคลิปซ้ำไปซ้ำมาเหมือนถูกสะกดจิต นิ้วมือเป็อัมพาตไม่อาจกดหยุดได้ รุ้งหนอรุ้ง สองสามวันนี้เธออุตส่าห์สงบจิตสงบใจลงได้แล้ว ยังมากวนให้ความละเมอพร่ำเพ้อฟุ้งกระจายขึ้นมาอีก
เป็นานกว่าจะวางโทรศัพท์ลงได้ เก็บเข้ากระเป๋าสะพายซึ่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ บนกระเป๋าห้อยพวงกุญแจตุ๊กตาหมาน้อยไซบีเรียนฮัสกีซึ่งเธอซื้อตามคุณแสนย์ชนิดเหมือนกันเปี๊ยบ ตั้งชื่อให้ด้วยว่า ‘เ้าคริสต์มาส’ เห็นแล้วก็คิดถึง ‘เมอร์รี่’ คู่ของมัน รวมไปถึงชายหนุ่มเ้าของคู่ของมันด้วย
ทันใดนั้นเอง เสียงครางงี้ด ๆ ก็ดังขึ้นหน้าประตูบ้าน ไม่ใช่ใครอื่น เ้าจีจี้ สุนัขในหมู่บ้านนักวิจัยขาประจำนั่นเอง ช่างมาได้ถูกเวลาราวกับรู้ว่าเธอกำลังปันใจไปรักหมาตัวอื่น เพลงพนัสออกไปเล่นด้วย ลูบหัวลูบหลังอยู่พักใหญ่ จีจี้กระดิกหางจนก้นส่าย หมอบลงแทบเกยตัก จมูกเปียก ๆ ถูไถเข้ากับหน้าขาเธออย่างออดอ้อน
“อื้อหือ จีจี้ ใครอาบน้ำให้เนี่ย ตัวหอมฉุยเชียว”
จีจี้ไม่ได้เป็หมาของใครคนใดคนหนึ่ง เดิมทีแม่ของมันเป็สุนัขจรจัดในหมู่บ้าน มีลูกสามตัว แต่วันหนึ่งกลับโชคร้ายถูกรถชนตาย เ้าจีจี้ลูกหมาอ้วนวิ่งข้ามถนนไม่ทันพวกพี่ ๆ ของมันจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด และกลายมาเป็หมาในหมู่บ้านนักวิจัยแห่งนี้
ทุกคนที่นี่รักและเอ็นดูมันก็จริง แต่ไม่มีใคร้าเลี้ยงอย่างจริงจัง เพราะภารกิจที่ต้องไปทำแล็บที่กรุงเทพฯ บ้าง ลงพื้นที่เกษตรต่างจังหวัดบ้าง บางครั้งยังต้องเข้าป่าไปเก็บตัวอย่างแมลงนานร่วมสัปดาห์ ไม่อยากมีสัตว์เลี้ยงให้ต้องเป็ภาระคอยห่วงอยู่ จึงอาศัยช่วย ๆ กันเลี้ยงไป ซึ่งเ้าจีจี้ก็ดูไม่ได้อนาทรร้อนใจ ถือซะว่าทุกคนในที่นี้เป็เ้าของมัน วิ่งไปบ้านไหนก็มีคนต้อนรับ มากอดมาเล่นด้วย ให้ข้าวปลาอาหารจนอิ่มหนำ
เพลงพนัสนึกสนุก ถ่ายรูปจีจี้เสียหน่อย ไหน ๆ ได้อาบน้ำมาใหม่ ขนเงาสวยขนาดนี้ต้องถ่ายรูปเก็บเป็ที่ระลึก ตอนแรกจีจี้ทำเป็เขินอาย วิ่งหลบยุกยิกไม่ยอมให้ถ่ายรูป หญิงสาวก็ไม่ยอม ออกวิ่งตาม จนเ้าหมาสาวร่างเพรียวแต่พุงป่องไปหยุดอยู่ตรงโคนต้นมะละกอนั่นละ ถึงได้ถ่ายรูปกันดี ๆ
เ้าหมาหลังอานขนสีน้ำตาลโอวัลตินช้อนตามองจิกกล้อง ทำหน้าสวยเชิดราวจะบอกว่า ‘ถ้าจะไล่ตามกันขนาดนี้ ฉันเมตตาหล่อน ยอมให้ถ่ายดี ๆ สักครั้งก็ได้ย่ะ!’
นักวิจัยสาวดูรูปถ่ายฝีมือตัวเองแล้วหัวเราะขำ ไม่รู้ว่าคนรักสุนัขอย่างคุณแสนย์เห็นแล้วจะขำอย่างเธอไหม ที่บ้านเขาเลี้ยงสุนัขพันธุ์แท้ราคาแพงออกอย่างนั้น ถ้าได้มาเห็นนังจีจี้ เ้าหมาพันทางกำพร้าพ่อแม่ั้แ่เด็กตัวนี้ จะรังเกียจมันหรือเปล่า
แล้วหญิงสาวก็ปิ๊งไอเดียราวกับมีหลอดไฟสว่างวาบขึ้นเหนือหัว ส่งรูปไปอวดตอนสามทุ่มดูจะธรรมดาไป เอาไปอัดทำเป็โปสต์การ์ดแฮนด์เมดส่งให้คุณแสนย์ดีกว่า
แต่ก็อีกนั่นละ ถึงจะมีที่อยู่ของเขาพร้อม ทั้งบ้านแถวศรีนครินทร์ ทั้งคอนโดที่ลาดพร้าว แต่มันก็ยังดูเป็การล้ำเส้นความเป็ส่วนตัวเกินไปอยู่ดี
“ฉันควรขอเขาก่อนใช่ไหม ขออนุญาตส่งโปสต์การ์ดไปให้น่ะ” สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องปรึกษาศิราณีฝ่ายบู๊
“โนค่ะ ไม่ต้องขอ บอกไปเลยว่าจะส่งให้ แล้วก็ขอที่อยู่เขามา”
“ขอที่อยู่? แต่ที่อยู่ของเขาเราก็มีอยู่แล้วนี่นา”
“ข้อนั้นฉันรู้ แต่การขอที่อยู่น่ะ ไม่ได้ขอเพราะอยากได้ แต่ขอเพื่อจะดูว่าเขาอนุญาตให้แกได้รู้ที่อยู่ของเขาหรือยัง เข้าใจไหม ถ้าเขาให้ก็แปลว่าเขาไว้ใจแก เปิดพื้นที่ส่วนตัวให้แกเข้าไปอีกนิดหนึ่ง”
จริงของทอรุ้ง เธอเองก็ลืมไปเสียสนิทว่า ถึงจะมีที่อยู่เขาในมือแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้สักหน่อยว่าเธอมี ขืนส่งโปสต์การ์ดไปโต้ง ๆ มีหวังได้กลายเป็ผู้หญิงโรคจิตในสายตาเขาแน่ ๆ
“แกว่าเขาจะให้ไหมวะ แค่ขอไลน์เขายังไม่ให้เลย”
“ไม่รู้สิ แต่ถึงไม่ให้ก็ไม่เห็นเป็ไร แกก็ส่งรูปหมาน้อยจีจี้ไปทางออนไลน์เหมือนเดิม”
ในสายตาของทอรุ้งทุกอย่างมันช่างง่ายดาย เพลงพนัสถอนใจ อยากจะมองอะไรง่าย ๆ ได้แบบนี้บ้าง ใจหนึ่งประหม่าว่าจะโดนชายหนุ่มปฏิเสธ แต่อีกใจ...มองหน้าเ้าจีจี้ที่ถ่ายรูปมาได้แล้วรู้สึกว่ายังไงก็ต้องส่งให้เขาอยู่ดี มันทั้งตลกและน่าหมั่นไส้เกินกว่าจะเก็บไว้ดูคนเดียว
เกือบสามทุ่มเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ถึงแม้ความเป็ไปได้ที่เขาจะยอมให้ที่อยู่มีเพียงน้อยนิด แต่อย่างน้อยที่สุดเธอก็ได้ขอ ได้พยายามทำสิ่งที่พอจะทำได้แล้ว
***ลง 60% ของเื่ หลังจากนั้นจะเปิดพรีออเดอร์เล่ม+อีบุ๊กค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ***
ผู้ชายรักเด็กนี่มันน่ารักจริงจริ๊งงง มาเป็พ่อของลูกให้ไรต์เถอะ 5555