วิเศษ วาเรีย ภาคหน่วยบริการประชาชน

    บทที่ 8 เจอกันอีกครั้ง 2/4

    เสียงปราศรัยที่ดังอยู่ทั่วบริเวณจากบนเวที ที่ตั้งบนถนนหน้าศาลาว่าการประจำรัฐฟิฟตี้ อีกทั้งยังหนาแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก และซุ้มที่จัดกิจกรรม ขายของต่างๆ ร่วมถึงแจกอาหารให้แก่ผู้มาประท้วงที่กำลังจัดกิจกรรมการประท้วง เพื่อสิทธิในการดำรงชีวิตของคนศาสนาอาดูลในประเทศวาเรีย โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชนคอยอำนวยความสะดวกให้การประท้วงเป็นไปได้ด้วยดี และแน่นอนว่าหน่วยบริการประชาชนที่มาดูแลการประท้วงนั้นก็รวมถึงพวกเขาด้วย


     

    “ฉันนึกว่าเราจะไม่ถูกส่งมาดูแลการประท้วงซะแล้ว โชคดีจริงๆ จะได้ถือโอกาสหาตัวซินซินไปด้วย”


     

    ฟินน์ที่กำลังเดินดูแลความปลอดภัยภายในม็อบพร้อมกับอินน์และลีออน ก็พูดขึ้น พร้อมกับมองหาซินซินในฝูงชนที่แออัดไปด้วย


     

    “นายมองหาไปคนเดียวเถอะคิดว่าฉันอยากเจอหมอนั่นรึไง”


     

    “ลีออนเรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้วน่ะนายยังโกรธซินซินอยู่อีกหรอตอนนั้นพวกเรายังเด็กมากนะ จะไปโกรธเขาทำไมกัน”

    ฟินน์ที่ได้ยินคำพูดของลีออนที่ยังแสดงความไม่พอใจต่อซินซินอยู่ก็รีบพูดแย้งออกมา


     

    “จะเด็กหรือโตฉันก็เกลียดหมอนั่นอยู่ดีแหละ ชอบมาหาเรื่องกันตั้งแต่เด็กแล้ว

    อย่างน้อยก็คงไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกที่เจ้าคิดเจ้าแค้น ลืมไปแล้วหรือไงว่าอินมันโดนอะไรจากการระเบิดครั้งนั้นน่ะ…ใช่ไหมอิน”


     

    เมื่อลีออนพูดถึงอินก็หันมองไปที่เขาด้วยเพื่อให้เขาสนับสนุนคำพูดของตัวเองแต่ภาพที่เขาเห็นนั้นกลับเป็นอินที่ยืนส่ายหัวไม่เห็นด้วยอยู่


     

    “อย่าเอาฉันไปรวมกันนายสิ”


     

    “เห้ย เดียวก่อน หมายความว่าไง นี่มึงจะให้อภัยมันอย่างนั้นหรอ”


     

    ลีออนรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่อินไม่ถือสาอะไรกับซินซิน แถมเมื่อถามยืนยันไปอีกครั้งก็เห็นอินพยักหน้ายืนยันให้อีก


     

    “เอาจริงดิ ง่ายอย่างนั้นเลย”


     

    ลีออนที่ไม่อยากจะเชื่อ ก็ยิ่งต้องถามย้ำไปอีกทีหนึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเขารู้ว่าอินเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นมากแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะให้อภัยซินซิน


     

    อินที่เห็นท่าทางของลีออนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ยิ้มให้กับเขาแล้วพยักหน้ายืนยันอีกครั้งหนึ่ง


     

    “เห็นไหมล่ะ มีแต่นายนั้นและที่เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”


     

    ฟินน์ที่เห็นว่าอินน์ไม่ได้โกรธเคืองอะไรซินซินก็ดีใจเป็นอย่างมากที่เขาให้อภัยซินซิน จึงหันมาซ้ำเติมลีออนอีกทีนึง ก่อนที่จะเดินดูแลความปลอดภัยของม็อบต่อไป


     

    ลีออนที่เดินรั้งท้ายอยู่ เมื่อเห็นว่าฟินน์หันหน้าไปแล้วก็พูดออกมาเบาๆ ไมให้ใครได้ยิน ยกเว้นแต่อินน์ที่มีพลังพิเศษด้านการได้ยิน


     

    “ให้อภัยอย่างงั้นหรอ คงหลอกได้แต่ฟินน์มันเท่านั้นแหละ”


     

    อินที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันกลับมามองที่ลีออนและพบเข้ากับ ลีออนที่ทำท่าเหมือนมีไม้แทงท้องเขาอยู่เป็นการล้อเลียนอาการบาดเจ็บที่อินเคยได้รับตอนเด็ก

    เมื่อเห็นอย่างนั้นอินเลยหงายกำปั้นของตัวเองและยื่นไปทางลีออนพร้อมกับกระดกนิ้วที่สามบนมือของเขาออกมาให้แก่ลีออนได้ดู


     

    “ทำอะไรกันน่ะ”


     

    อยู่ดีๆ เสียงของฟินน์ก็ดังขึ้นข้างหลังของอิน จนเขาต้องหันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นฟินน์ถือหนังสือภาพเล่มใหญ่อยู่


     

    “เปล่านิ…แล้วนายถืออะไรอยู่ในมือ”


     

    “คุณป้าในม็อบเข้าให้มาเมื่อกี้น่ะ พวกนายก็เอาไปด้วยสิ”


     

    อินที่ได้ยินยังงั้นก็เอื้อมมือไปรับหนังสือมาจากฟินน์พร้อมกับยื่นไปให้ลีออนต่อ เมื่อทั้งคู่ได้รับหนังสือนั้นจากฟินน์มาแล้ว ลีออนก็เปิดอ่านดูอย่างว่องไว


     

    เนื้อหาในหนังสือนั้นเป็นภาพของอดุลชายที่มีหนวดเคราดกดำ ที่อยู่ในท่วงท่าทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับบทบรรยาย ถึงคุณงามความดีของอดุลที่ทำไว้


     

    “อย่าขำออกมาเชียวนะ ดูสถานที่ด้วย”


     

    อินที่เปิดอ่านหนังสือแล้วก็รีบห้ามลีออนขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าลีออนจะมีท่าทียังไงเมื่อได้อ่านมัน


     

    เมื่อลีออนได้ยินอย่างนั้นก็พยายามกันขำของตัวเองอย่างเต็มที่จนอินที่เห็นว่าอีกไม่นานลีออนคงต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมาแน่ๆ เลยตัดสินใจดึงตัวลีออนออกมาจากจุดที่ม็อบอยู่ เพื่อให้เขาได้ปลดปล่อยเสียงหัวเราะของตัวเองออกมา


     

    ลีออนที่รู้ว่าตัวเขามีสรีระที่ตัวสูงใหญ่ จนสังเกตได้ง่าย เขาจึงฟุบหน้าตัวเองไปกับกำแพงเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขากำลังหัวเราะอยู่ พร้อมกับหัวเราะออกมาจนตัวสั่น


     

    “จะหัวเราะอะไรขนาดนั้นมีอะไรน่าขำหรือไง”


     

    ฟินน์ที่ไม่เข้าใจถึงท่าทีของลีออนเลยก็เลยถามเขาขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากลีออนเลย เขาเอาแต่เอาหน้าฟุบอยู่กับกำแพงและปลดปล่อยเสียงหัวเราะของตัวเองออกมา โดยไม่สนใจฟินน์เลย ทำให้อินต้องเป็นคนอธิบายแทน


     

    “นายเห็นไหมว่าข้างหน้าหนังสือนี้มันเขียนว่าอะไร”


     

    อินพูดขึ้นพร้อกับชูหนังสือภาพที่ฟินน์พึ่งรับมา


     

    “ผู้ปิดทองหลังพระ รวมความดีที่ไม่ได้เปิดเผยของอดุล”


     

    เมื่อฟินน์อ่านข้อความที่เขียนอยู่บนหน้าปกจบเขาก็ยังเอียงคอด้วยความสงสัยเพราะยังไม่เข้าใจสิ่งที่อินจะสื่อ


     

    “ก็ไอ้ความดีที่ไม่เปิดเผยมันถูกมัดรวมเป็นหนังสือภาพกว่าสองร้อยหน้าพร้อมคำบรรยายมาแจกอยู่นี่ไง สมัยนี้แล้วเอารูปภาพมาแปะพร้อมเขียน ความดีอย่างนู้นอย่างนี่ ใครมาเห็นก็คงขำเหมือนลีออนมันนี้แหละ”


     

    “ทำไมล่ะพวกนายไม่เชื่อหรอ”


     

    ฟินน์ที่ถามขึ้นมาด้วยแววตาใสซื่อของเขา ถึงกับทำให้อินน์ที่เห็นยังงั้น ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ


     

    “อย่าบอกนะว่านายเชื่อหนังสือนี้น่ะ”


     

    “ก็ชายในภาพอาจจะดีจริงๆ ก็ได้นิ”


     

    ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นอินก็เอื้อมมือไปดึงฟินน์เข้ามาหาตัวเองอย่างแรง จนฟินน์ที่ตัวสูงกว่าเขาต้องโน้มตัวลงมาจนเข่าติดพื้น อยู่ด้านหน้าของอิน


     

    ไม่ทันที่ฟินน์จะได้ตั้งตัวยืนขึ้นอินที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็สวมกอดฟินน์เข้าไปในอ้อมแขนของเขาอย่างแน่นหนา ก่อนที่มือขวาของอินจะเลื่อนขึ้นมาลูบที่หัวของฟินน์พร้อมกับท่องคาถาบางอย่าง


     

    “โอมจงลืมภาพที่เห็นไปให้หมด จงลืมภาพที่เห็นไปให้หมด จงลืมภาพในหนังสือไปให้หมด จงลืมอดุลไปให้หมด”


     

    “เป็นอะไรของนายเนี่ยรีบปล่อย ฉันเดี๋ยวนี้เลย”


     

    เมื่อฟินน์ที่อยู่ในอ้อมกอดของอินได้ยินเขาท่องคำไปมาอย่างประหลาดก็พยายามจะผลักเขาออก แต่ในขณะที่โดนอินจับอยู่นั้น เขาไม่สามารถเรียกแรงจากวิเศษที่มีได้เลย เมื่อเขาพยายามจะขอความช่วยเหลือจาก ลีออน ทันทีที่เขาเหลือบตาไปมอง ก็ยังเห็นลีออนฟุบหน้าอยู่กับกำแพงพร้อมกับกำลังขำอย่างไม่หยุดอยู่อย่างนั้น


     

    “นายต้องสัญญากับฉันออกมาก่อนว่านายจะไม่เชื่อเรื่องในหนังสือพวกนี้ฉันจะไม่ยอมให้ฟินน์ของฉันเป็นเหมือนพวกนั้นแน่ สัญญาออกมาเดียวนี้นะ”


     

    ฟินน์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็กำลังจะสัญญาออกไปเพื่อให้อินน์ปล่อยเขา แต่กลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาก่อน


     

    “ทำอะไรน่ะ นายปล่อยมือจากคาฟินน่าเดียวนี้เลยนะ”


     

    อยู่ดีๆ ก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา ทำให้อินที่ได้ยินเสียงนั้นหันไปมอง และคลายแขนของตัวเองออกเล็กน้อย ทันทีที่แขนของเขาคลายออก ฟินน์ก็อาศัยจังหวะนี้ยืนขึ้นทันทีจนหลุดจากอ้อมแขนของเขา พร้อมกับหันไปมองยังที่มาของเสียงนั้น


     

    “ซินซิน”