หลังจากซุนโหวหวังฝากรอยเท้าไว้กลางเวทีในรอบเช้าไปแล้ว ผมก็ได้แต่นั่งเกาหัวเบา ๆ ระหว่างดูการต่อสู้ของคู่อื่น
คือจะบอกยังไงดี..
ไม่ใช่เพราะคู่ของโหวหวังมันสนุกหรือตื่นเต้นหรอกนะ ผลมันก็ไม่ใช่สิ่งที่พลิกล็อกอะไรสำหรับผม
คือโหวหวังมันเก่งกว่าคู่ต่อสู้แน่ ๆ มี่หวังไม่ได้ทำให้โหวหวังลำบากได้เลยแม้แต่น้อย
แถมคู่อื่น ๆ มันก็ไม่ต่างกับคู่ของโหวหวังเลยกันน่ะสิ มันไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากลุกขึ้นยืนมองให้ชัด ๆ
ยิ่งพอถึงรอบบ่าย คิมบีโฮที่หลายคนเฝ้ารอจะดูดันชนะอย่างง่ายดายเหมือนเดิม
จางลี่ชิวคู่ต่อสู้ของหมอนั่นถึงกับประกาศยอมแพ้ก่อนแบบไม่คิดแม้แต่จะสู้เลยด้วยซ้ำ
ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพยัยคนนั้นก่อนแข่งคงแย่ไม่ต่างจากผักเหี่ยวกลางแดดเปรี้ยง
แม้แต่โอสถหมื่นทิพย์หกประการก็ยังช่วยไม่ทัน แบบนี้จะให้ฝืนสู้ไปก็คงแค่เพิ่มบาดแผลเปล่า ๆ ผมเองก็เห็นด้วยที่เธอเลือกถนอมร่างไว้ก่อน
ส่วนเฟิงป๋ายหยุ่น.. เฮ้อ.. พูดยังไงดีล่ะ การประลองของเขาสั้นกว่าช่วงรอคิวที่ร้านสะดวกซื้อซะอีก
แม้มันจะยังเจ็บจากการต่อสู้กับตงเสวี่ยซานเมื่อวานอยู่ แต่พอเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาเป็นใครก็รู้เลยว่าระดับมันคนละชั้นจริง ๆ เฟิงป๋ายหยุ่นเลยชนะไปในเวลาที่แบบ ระ..เร็ว
แบบนี้เรียกว่าอากาศยังไม่ทันได้เปลี่ยนสีเลยด้วยซ้ำ พระอาทิตย์ยังไม่ทันกลายเป็นส้มเลย การประลองวันนี้ก็จบลงแบบน่าเบื่อสุด ๆ
ทุกอย่างมันน่าเบื่อจนผมรู้สึกว่าการมานั่งอยู่ที่ห้องก็ไม่ต่างกัน ผมเลยกลับไปที่ห้อง
แล้วพอมาถึงห้อง.. ถามว่าผมไม่มีอะไรทำใช่ไหม
ตอบได้คำเดียว
ว่า.. ช่าย.. ไม่มีอะไรทำสุด ๆ ไปเลย
จะฝึกก็ฝึกไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ผมต้องลงแข่งเป็นคู่แรก จะนั่งปรับลมปราณ ก็ผมยังไม่ได้ประลองหรือเดินพลังปราณเลย จะมีอะไรให้ปรับ
สิ่งที่ผมทำก็มีแต่หยิบของที่อยู่ในแหวนมิติขึ้นมาดู
นั่งก็คือ..
บัตรผู้ทรงเกียรติของตระกูลฮู
ตอนแรกก็กะว่าจะลองไปเที่ยวเล่นวันที่เข้ามีงานประมูลอยู่หรอก
แต่ก็นะ..
ต่อให้จะเป็นทายาทเจ้าของท่าเรื่อง แต่เงินทั้งหมดดันอยู่กับท่านย่าน่ะสิ
ต่อให้อยากประมูลอะไรก็คงไม่มีเงินประมูลแข่งกับใครหรอก
หรือต่อให้อยากลองซื้อข่าวสาร.. แล้วผมจะซื้อข่าวอะไรล่ะ?
ผลแพ้ชนะของบอลเซเรียอา (Serie A) เหรอ?
ให้ตายเถอะ..
ถึงต่อให้อยากรู้อันดับคะแนน แต่ข่าวนอกทวีปแบบนั้นก็ไม่น่าจะมีขาย หรือต่อให้มีก็น่าจะแพงน่าดู ผมจ่ายไม่ไหวหรอก
และในระหว่างที่ผมกำลังนั่งเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ เรื่อยเปื่อยอยู่
ก็มีชุดน้ำชาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าพร้อมกับมีคนรินให้ผมคนเดิม
“คิดอะไรอยู่หรือเจ้าค่ะ?”
หลินซินพูดกับผมก่อนจะยกจอกน้ำชานั้นให้ผม
“ข้าเพียงแต่เบื่อน่ะ”
ผมพูดพร้อมถอนหายใจ แล้วรับจอกน้ำชาที่เธอยื่นมาให้
หลินซินไม่ได้พูดอะไรต่อ.. เธอแค่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ ผมเหมือนเงาที่สงบนิ่ง
บางทีก็แอบสงสัยนะ..
ว่าคนเรานี่มันจะนิ่งได้ขนาดนี้เลยเหรอ
ถ้าเปลี่ยนเป็นซุนโหวหวังมาอยู่ข้างผมตอนนี้ คงได้ลากผมไปเที่ยวหอบุปผาแน่ ๆ
และผมคงไม่ไป
ก็อย่างที่พวกนายรู้ ว่าผมมีอดีตที่ไม่ดีกับหอบุปผาสักเท่าไหร่
แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นเพื่อนคนอื่น
อย่างเช่น..
เช่น..
ขอโทษที ผมมันคนเพื่อนน้อย
แต่ก็นั่นแหละ..
พอเป็นหลินซิน..!
เธอแค่นั่งเงียบ ๆ แล้วรินชาให้ใหม่อย่างใจเย็น
เธอเป็นเหมือนเสียงฝนตกในคืนที่ไม่มีใครนอนหลับลงได้ง่าย ๆ นุ่ม เงียบ แต่เย็นซ่านแปลก ๆ ในใจ
พอดื่มไปอึกหนึ่ง ผมก็วางจอกลง ก็นึกได้ว่าเคยพูดอะไรกับเธอเมื่อคืน ผมเลยพึมพำเบา ๆ ถามไป
“เจ้าอยากไปช็อปปิ้งไหม?”
เธอหันมาชำเลืองนิดหน่อย
“เจ้าค่ะ?”
“เดินตลาดไง.. เจ้าอยากไปเดินเที่ยวหน่อยไหม?”
“หลินซิน? เดินตลาดกับนายน้อย?”
เสียงเธอเบาเหมือนกำลังถามว่า 'แน่ใจเหรอว่าจะพาแมวขี้อายไปดูพลุกลางเมือง'
“ก็ข้าเบื่อ..
และข้าก็อยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แล้วเจ้าก็ต้องไปเป็นเพื่อนข้า”
ผมแกล้งตอบพลางลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายแล้วตบบ่าตัวเองสองที
“นายน้อยควรพักผ่อน พรุ่งนี้มีแข่งแต่เช้านะเจ้าคะ”
สายตาที่เธอมองมานั่นกึ่งสงสัยและกึ่งปฏิเสธกลาย ๆ
“วั.น...นี้...ทั้.ง...วั.น...ข้.า...ไ.ม่...ไ.ด้...ทํ.า...อ.ะ...ไ.ร...เ.ล.ย...!
แล้วเจ้าคิดว่าข้านั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้พักเรอะ..
นี่มันพักจนข้าจะกลายเป็นเครื่องตกแต่งห้องไปแล้วนะ”
หลินซินนิ่งไปอึดใจ..
เธอจ้องตาผม ผมสบตาเธอเหมือนกำลังแข่งจ้องตากัน
แต่ผ่านไปเพียงห้าวินาทีฝ่ายนั้นก็หลบตาก่อนจะก้มหน้าเบา ๆ
“จะ..เจ้าค่ะ..”
น้ำเสียงของเธอก็แบบ.. หน่ายใจปนรำคาญละมั้ง ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้นสักเท่าไหร่
ผมยิ้มเล็ก ๆ เธอไม่ปฏิเสธ ซึ่งแน่นอนต่อให้เธอปฏิเสธยังไงก็จบลงเหมือนเดิม
.
.
ถนนในเมืองช่วงหัวค่ำหลังจบงานประลอง กลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่งที่ต่างจากตอนกลางวันราวฟ้ากับเหว
เสียงตะโกนขายของ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กลิ่นน้ำมันทอด กลิ่นเนื้อย่างโชยมาพร้อมกลิ่นใบไม้รมควันของยาจีน โคมแดงถูกจุดเรียงรายตั้งแต่หน้าสนามประลองยาวไปจนถึงสำนักการค้าตระกูลฮู
คนในเมืองต่างแต่งตัวสวยงาม บ้างก็ออกมาเดินเล่น บ้างก็เลือกซื้อเครื่องรางตามร้านเร่ริมทาง บ้างก็หยุดยืนดูนักแสดงงิ้วเร่ที่เล่นอยู่กลางลาน
พูดตามตรง..
บรรยากาศตอนนี้น่าดูกว่าการประลองทั้งวันมามัดรวมกันซะอีก
อ้อใช่..
แน่นอน.. ว่าผมไม่เห็นปิ่นปักผมหรือกระทั่งพู่หยกของตระกูลฮู่ที่ประกาศขายบนเวทีประลองในวันนั้นมีคนใส่หรือสวมสักอันเดียว
ผมเองก็เดินเรื่อยเปื่อย มองซ้ายทีขวาที ด้วยความตื่นเต้น
บรรยากาศในตลาดนี่แทบจะเหมือนงานวัดในทวีปเก่าเลย มันทำให้ผมหยุดดูของขายเล่นบ้าง ดูคนแสดงกายกรรมบ้าง เพลินสุด ๆ
ส่วนอีกคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ น่ะเหรอ..
เอ่อ..
เธอเงียบสุด ๆ ไปเลย
เงียบแบบ..
เงียบยิ่งกว่าเสียงลมในหุบเหว
หลินซินก้มหน้าก้มตาเดินไม่มองใครไม่สบตาอะไรเลย มือหนึ่งจับชายแขนเสื้อ อีกมือจับชายชุดไว้เหมือนกลัวปลิว ทั้งที่ลมแทบไม่มี แถมยังเว้นระยะจากผมประมาณครึ่งช่วงแขนราวกับกลัวว่าคนจะมองว่าเราเดินมาด้วยกัน
บางทีก็อดคิดไม่ได้ ว่าเธอคงไม่ชอบสถานที่แบบนี้มั้ง มันอาจเสียงดังเกินไป คนเยอะเกินไป สว่างเกินไป หรืออาจจะหนวกหูเกินไปสำหรับเธอ
และผมเองก็คงบังคับเธอมาโดยไม่ได้ถามเลยว่าเธออยากมารึเปล่า
ผมหันไปมองเธออีกรอบ
และได้แต่ถอนใจในใจเงียบ ๆ
ผมคงผิดเองที่บังคับให้เธอมาเดินกับผม
ผมแค่อยากให้เธอออกมาเดินเปิดหูเปิดตาบ้าง อยากให้เธอรู้ว่านอกจากความเงียบสงบภายในห้อง มันมีความรื่นเริงแบบอื่นกำลังสนุกอยู่
แต่ก็นั่นแหละ..
ความสนุกของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
อย่างน้อยสำหรับหลินซินก็ไม่ใช่แบบนี้
และเพื่อไถ่โทษในความรู้สึกผิดของผม ผมเลยลองเอ่ยถามเธอดู
“เจ้าชอบตุ๊กตาไหม?”
ผมพูดพลางยื่นนิ้วชี้ไปทางตุ๊กตาไม้ตัวหนึ่งที่ดูแล้วพวกผู้หญิงน่าจะชอบ
หลินซินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วมองไปทางที่ผมชี้ แล้วเธอก็ส่ายหัวเบา ๆ
โอเค.. ไม่เป็นไร..
“แล้วอยากได้กระจกสลักลายไหม?”
ส่ายหัวอีกแล้ว..
“ผ้าปักลายมังกรเล็ก?”
ส่ายหัว..
เธอส่ายหัวจนผมที่พยายามจะหาซื้อของให้เธอรู้สึกท้อ และยิ่งรู้สึกผิดหนักขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ในตอนที่ผมกำลังจะเดินต่อไปนั่นแหละ..
สายตาของหลินซินกลับหยุดอยู่ที่แผงหน้าร้านจุดหนึ่ง
ตรงนั้นมีของมากมายวางเรียงกัน ทั้งกระจกสลัก หวีไม้ และกล่องเก็บของเล็ก ๆ
แต่สายตาของเธอกลับมองกล่องไม้ทรงเรียบกล่องหนึ่งที่อยู่ริมสุด
กล่องนั้นเป็นไม้จันทน์ไม่เคลือบสี ลวดลายที่ฝาสลักด้วยมือ เป็นรูปพยัคฆ์ขาวตัวหนึ่งคาบกระบี่อยู่ที่ปาก ตรงโก่งกระบี่ฝังหยกสีอ่อนหนึ่งเม็ดไว้ตรงกลาง กล่องด้านในแบ่งช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บด้าย เข็ม และอุปกรณ์เย็บผ้าทั่วไป
เธอมองมัน.. นานกว่าปกติ
ไม่ได้พูดอะไร
ไม่ได้ยื่นมือไปหยิบ
แต่นานพอที่ผมจะสังเกตได้
“เจ้าชอบกล่องนั้นรึ?”
ผมเอ่ยถามออกไปด้วยความหวังเล็ก ๆ
เธอเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าผมมองอยู่ หลินซินเลยรีบเบือนหน้ากลับแล้วส่ายหัวเร็ว ๆ หนึ่งที แต่ก็ไม่ได้ก้าวต่อ
แต่สายตาแบบนั้น..
มันไม่ใช่สายตาของคนไม่สนใจแน่นอน
ผมไม่ได้พูดอะไรอีก ด้วยรู้ว่าฝ่ายนั้นเป็นนักส่ายหัวมืออาชีพขั้นสุด
ผมเลยเลือกเดินไปหยิบกล่องนั้น แล้วคุยกับแม่ค้าสั้น ๆ ก่อนจะจ่ายเงินตามราคา
จากนั้นก็เดินกลับมายื่นให้เธอ
“ถึงข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้มันทำอะไร..
แต่เจ้ามองมันตั้งหลายอึดใจ..
ถือเสียว่าเป็นรางวัลและของขอโทษสำหรับการยอมมาเดินตลาดกับข้าก็แล้วกัน”
หลินซินเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูด
เธอเพียงยื่นมือมารับกล่องนั้นไว้ เงียบ ๆ แล้วผงกหัวเบา ๆ เหมือนเคย
ผมยิ้มจาง ๆ อย่างน้อยรอบนี้เธอก็ไม่ได้ส่ายหัวแล้ว
ก่อนที่ผมจะเริ่มออกตัวเดินอีกครั้ง
เพราะอีกไม่กี่เมตรก็ถึงสถานที่..ที่เป็นเป้าหมายของเราแล้ว
เหนือบานประตูไม้ประดับทอง สลักป้ายโลหะสีทองแดงเป็นตัวอักษรชัดเจน
สมาคมการค้าตระกูลฮู
ว่ากันว่าหากอยากซื้อของดี ไม่ว่าของกิน ของใช้ สมุนไพร หรือแม้กระทั่งอาวุธระดับสูง แค่พูดชื่อสมาคมการค้าแห่งนี้ ก็เหมือนเดินเข้าไปในโกดังสมบัติโบราณที่ยังมีคนคอยเติมของเข้าอยู่ทุกวัน
แต่อย่างว่าแหละ..
ของดีไม่ได้แปลว่าผมสนใจเสมอไป เหมือนปิ่นปักผมกับพู่หยกที่ปั้นเป็นรูปสุนัขหิวแฟ็บนั่นแหละ
พอเดินผ่านประตูเข้าไป เราก็เข้าสู่โถงชั้นหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยของบริโภคแบบพรีเมียมทันที
ข้างล่างนี่แทบจะถอดแบบมาจากฟู๊ตครอสตามห้างก็ไม่ปาน
กลิ่นหอมฉุนจากเนื้ออสูรย่างไฟโชยออกมาจากซุ้มขนาดย่อมในโซนอาหาร
กล่องผลึกบรรจุผลไม้พันธุ์พิเศษที่ปลูกด้วยปราณ แวววาวอยู่เต็มไปหมด
ที่โซนด้านขวายังมีตู้กระจกโชว์เนื้อแดงลายมันเงาราวกับหยก สลักป้ายเล็ก ๆ ว่า 'เนื้อวัวฟ้าคำราม' พร้อมระบุแหล่งล่าและระดับของอสูร ซึ่งราคาแพงใช้ได้
ทุกอย่างดูดีนะ..
แต่ก็ไม่ต่างจากตลาดรวมร้านหรู ๆ เท่าไหร่
ต่างกันตรงที่ของพวกนี้มันน่ากลัวเกินกว่าจะซื้อ และผมไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไรอยู่แล้ว แค่อยากมาเปิดหูเปิดตาแก้เบื่อเล่นก็เท่านั้น
ด้านหลินซินเองก็ไม่ได้ชะเง้อมองอะไรเป็นพิเศษ นอกจากขยับกล่องไม้ในมือให้กระชับขึ้นเล็กน้อยเหมือนกลัวจะหล่น
แต่พอขึ้นมาถึงชั้นที่สอง เท่านั้นแหละ
ผมรู้ทันทีว่าการเดินผ่านแบบที่ผมทำกับชั้นแรกจะไม่เกิดขึ้นอีก
สายตาของหลินซินชะงักกับทุกซุ้มที่มีด้ายสีสดวางเรียงเรียบร้อยในกล่องแก้ว
แล้วก็อย่างที่พวกนายรู้.. เธอไม่พูดหรอก ไม่เคยพูดอยู่แล้ว ไม่ได้ชี้ ไม่ได้ชวน ไม่ได้บอกว่าชอบหรืออยากได้อะไรสักอย่างแม้ว่าเธอจะสนใจ
แต่สายตาน่ะ..
เธอมองแบบค่อย ๆ ไล่ทีละสี คล้ายกำลังพิจารณาอย่างเงียบ ๆ บางครั้งก็เหลียวหลังกลับไปมองอีกที ก่อนจะรีบเบือนหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก็เลยเป็นหน้าที่ผมไง..
ผมเลยเดินแยกออกไปอีกด้านเงียบ ๆ แล้วกลับมาพร้อมมัดด้ายไหมแปดสีที่เธอมองนานกว่าชาวบ้านเขาจากนั้นก็วนไปที่ซุ้มขายเข็มเย็บผ้าที่มีมากมายหลายขนาด กรรไกรลายเรียบ ๆ แต่มีความคมระดับตัดด้ายไม่เหลือขุย แม้แต่ตลับเก็บด้ายที่ออกแบบให้หมุนได้โดยไม่พันกัน ผมก็ซื้อให้ทั้งหมด
ไม่มีชิ้นไหนที่เธอชี้ เอ่อ.. หมายถึงมองน่ะ
ไม่มีชิ้นไหนที่เธอร้องขอแต่ผมรู้ว่าเธออยากได้ จากเส้นทางของสายตาที่กวาดผ่านและหยุดลงเป็นจังหวะ
ยอมรับตามตรง.. นี่ไม่ใช่นิสัยปกติของผมหรอก
แต่กับคนอย่างหลินซินที่ไม่เคยขออะไรใครเลยจริง ๆ แค่ต้องสังเกตให้ดีว่าเธอมองอะไร
เพราะนั่นคือการตะโกนในแบบของเธอ
เธอไม่ได้พูดอะไรแม้ตอบรับของมาแค่ก้มหน้าเงียบ ๆ แล้วอุ้มไว้แนบอกเหมือนกลัวของจะหาย
กล่องไม้จากร้านเร่เมื่อครู่ถูกวางไว้ด้านในสุด ขณะที่พวกห่อสินค้าอย่าง เข็ม ด้าย กรรไกรค่อย ๆ ถูกซ้อนเข้าไปทีละชิ้นอย่างทะนุถนอม
ผมไม่แน่ใจว่าเธอดีใจหรือเปล่า เพราะเธอแทบไม่แสดงสีหน้าเลยตอนผมยื่นให้เธอ
แต่ดูจากท่าทางการเดินของเธอที่ความประหม่าค่อย ๆ คลายลงแล้ว
ก็เหมือนเธอจะชอบมั้งนะ
แล้วในตอนที่ผมกำลังจ่ายเงินค่าด้ายสีแดงที่เป็นเฉดเดียวกันกับเสื้อสำนักของผม
สายตาของผมก็ได้กวาดมองไปที่ป้าย..ป้ายหนึ่ง ที่ทำเอาความสนใจของผมถึงกับดีดตัวขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่
ไม่ใช่ป้ายที่เขียนว่า 'ลดล้างสต๊อก' หรือ 'ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง'
แต่เป็นป้ายที่เขียนไว้ว่า 'สินค้านำเข้าจากนอกทวีป'
ผมยื่นมือจ่ายเงินให้กับพนักงานขายแล้วจึงหันไปทางหลินซิน
“เจ้ารอเงินทอนแล้วค่อยตามข้ามา..
ข้าขอไปดูอะไรตรงนั้นสักแป๊บ”
หลินซินมองมาทางผมแล้วก็หันมองตามผมไป
เธอแสดงสีหน้าเหมือนสงสัย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงผงกหัว
ส่วนผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอหลังจากนั้น ได้เดินดิ่งตรงไปที่โซนขายของนอกทวีปในทันที
ของที่ขายในโซนนี้นั้น จะบอกว่ายังไงดีล่ะ
หากเป็นพวกนาย ก็คงบอกได้ว่ามาเดินห้างธรรมดาล่ะมั้ง แต่สำหรับผมนั้นมันให้ความรู้สึกที่แบบ.. เอ่อ.. เหมือนได้กลับบ้านล่ะมั้ง
ของที่ขายนั้นจักเรียงเหมือนห้างในทวีปเดิมของผมเลย
มีพวกหุ่นลองชุดแบบที่เคยเห็นทั่วไปในสมัยก่อนที่ดูธรรมดา แต่พอมาเห็นตอนนี้มันกลับทำให้ผมตื่นเต้นใช่เล่น
ไม่ใช่แค่นั้น..
มันยังมีพวกโซนขายบอร์ดเกม อุปกรณ์กีฬา ของเล่นต่าง ๆ
และแน่นอน สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดก็คือพวกอุปกรณ์กีฬา
ผมเดินดิ่งเข้าไปในโซนขายอุปกรณ์กีฬาราวกับต้องมนตร์
ข้างในโซนนี้เรียกว่าแทบจะมีอุปกรณ์กีฬาทุกกีฬาที่ผมนึกออก
ไล่ตั้งแต่ ไม้แบด โต๊ะปิงปอง ลูกบาส ลามไปจนถึงลูกฟุตบอล
พอเห็นลูกฟุตบอล..
อยู่ ๆ ใจของผมก็เกิดคาดหวังขึ้นมา..
แล้วด้วยความคาดหวัง ผมจึงได้เดินดิ่งตรงเข้าไปข้างในลึกยิ่งขึ้น พลางชะโงกหน้าหาสิ่งที่ผมหวังว่าจะมี
แล้วก็เจอ!! เป็นของที่เล่นเอาผมตาค้าง
เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมเต้นโครม ๆ
เสื้อบอล AC Milan ฤดูกาลใหม่ป้ายแดง!
เป็นเสื้อบอลที่มีทุกอย่างครบ ทั้งป้ายทีม โลโก้สปอนเซอร์ เบอร์เสื้อแบบถูกลิขสิทธิ์ซะด้วย!
แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบเดินกลับออกไปไม่ได้เลยก็คือ!
เบอร์ 9 ชื่อ 'Gonzalo Higuaín' ปักไว้อย่างสง่าผ่าเผย
ใช่.. ฮิกัวอิน! ผมจำได้ว่าเคยเห็นชื่อนี้ในทีมอื่น แต่ก็มั่นใจระดับหนึ่งว่า เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาจะย้ายมามิลาน
เอาน่า.. ผมรู้ ๆ ตอนนั้นอย่าลืมว่าผมยังอยู่ที่ยุทธทวีป ไม่ได้มีช่องฟุตบอลถ่ายทอดสด ไม่ได้มีผลฟุตบอลให้ดูตามเน็ต
แต่พอมารู้ทีหลัง..
ผมก็อยากเอาความตื่นเต้นของผมในตอนนั้นกลับมาเหมือนกันนั่นแหละ
เชื่อผมเถอะ..
แต่ตัวผมในตอนนั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไรน่ะเหรอ
ก็แบบ..
ชี้นิ้วไปที่เสื้อตัวนั้นพร้อมพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น
“เอาเสื้อตัวนี้! ข้าจะเอาเสื้อนี้ไปนอนกอด!”
ผมหยิบเสื้อขึ้นมาแบบแทบไม่ดูราคา ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินเหมือนโดนสะกดจิต
ไม่รู้หรอกว่าคนขายโก่งราคาหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสื้อเบอร์คนนั้นจะทำร้ายแฟนมิลานขนาดไหน
แต่ตอนนั้นผมรู้แค่ว่า.. ถ้าผมปล่อยให้มันอยู่บนแผงต่อไป ผมอาจจะนอนไม่หลับทั้งคืน
ช่าย.. ช่าย..
น่าอายชะมัด