ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่ง (2)
ม่อเนี่ยนจือถอนหายใจในใจ ถ้าหากเป็ไปได้นางอยากจะสั่งสอนยายแก่ร่างท้วมคนนั้นสักครั้งเหลือเกินจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าทำไม่ได้ ร่างกายของหลี่ซินอ่อนแอเกินไป ขนาดจะลุกขึ้นเองก็ยังเป็ปัญหา ทั้งยังเป็ผู้น้อยทำอะไรเกินงามก็ไม่ได้ แขนงัดข้อไม่สู้น่องขา เพิ่มพลังก่อนค่อยว่ากัน
ม่อเนี่ยนจือเห็นพี่ใหญ่กลับมาด้วยสีหน้าพ่ายแพ้ก็ให้รู้สึกปวดใจ ไม่รอให้เขาอ้าปากพูดก็ชิงพูดก่อน “พี่ใหญ่ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าไม่หิว เมื่อครู่ดื่มยาจนอิ่มแล้ว”
คำว่าพี่ใหญ่คำนี้นางเรียกอย่างเต็มใจ
แต่ท้องกลับร้องเสียงดังโครกครากราวกลยุทธ์เมืองร้างอย่างไม่ไว้หน้าเป็อย่างมาก ภายในห้องที่เล็กแคบนี้มันช่างเสียงดังชัดเจนจนน่าแปลกใจ
ม่อเนี่ยนจือลูบท้องอย่างจนปัญญาและเริ่มทำตัวไม่ค่อยถูก นางไม่ได้ัักับความรู้สึกหิวจนท้องร้องมาหลายปีแล้ว มันช่าง...น่าอายนัก
“ซินเอ๋อร์ เป็พี่เองที่ไม่ได้เื่ แม้แต่จะทำโจ๊กให้เ้าสักชามก็ทำไม่ได้ ขอโทษนะ...”
หลี่เฉินไหนเลยจะมองไม่ออกว่านางกำลังปลอบใจตน มองน้องสาวผู้รู้ความตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด เขาเป็พี่ชายคนโตของครอบครัว แต่กลับปกป้องไม่ได้แม้แต่แม่และน้องชายน้องสาวของตัวเอง
“พี่ใหญ่ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว พี่ออกไปก่อนเถอะ ข้าอยากพักสักหน่อย”
ม่อเนี่ยนจือก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเขาอย่างไรจึงไม่พูดเลยเสียดีกว่า
“เช่นนั้นเ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะให้สือโถวเฝ้าอยู่หน้าประตู เื่อย่างก่อนหน้านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วละ”
หลี่เฉินได้ยินก็อ้าปากหมายจะพูดอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็ทำเพียงแค่พูดกำชับนางเล็กน้อยแล้วออกนอกประตูไป
ม่อเนี่ยนจือเห็นแผ่นหลังที่จากไปของเขาหลังจากกำชับเสี่ยวสือโถวให้เฝ้าอยู่ข้างนอก อย่าเข้าห้องมารบกวนตนพักผ่อน และไม่ให้ท่านย่าเข้าห้องมาตีคนอีก นิ่งเงียบอยู่นานจนกระทั่งเขาหายไปจากลานสายตาถึงชำเลืองมองไปยังสือโถวที่นั่งเล่นหินบนดินอยู่หน้าประตู สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือกแล้วเข้าฌานบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
คราวนี้เงียบสงบจนกระทั่งฟ้าใกล้มืดหลี่เฉินกับเสี่ยวสือโถวสองพี่น้องถึงเข้ามาด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ เสี่ยวสือโถวนั้นสีหน้าดีใจยิ่งกว่าอะไรก่อนจะยื่นห่อผ้าที่ยังมัดแน่นอยู่ให้ม่อเนี่ยนจือ ส่วนหลี่เฉินกลับไม่เข้าใกล้
“พี่หญิง รีบดูเร็ว พี่ใหญ่หาของกินมาให้พวกเราแล้ว!”
ม่อเนี่ยนจือมองปราดเดียวก็ดูออกว่านี่คือเสื้อตัวนอกที่หลี่เฉินใส่เมื่อ่บ่าย
เสี่ยวสือโถวเปิดห่อผ้าในมือแล้ววางไว้ตรงหน้านาง เห็นก็แต่มีไข่นกสี่ฟองขนาดใหญ่เท่านิ้วหัวแม่มือ รังผึ้งป่าหนึ่งรัง และผลไม้ป่าเล็กน้อยวางอยู่ในนั้น มิน่าพอถือในมือจึงนูนปูดออกมา
“พี่หญิง รีบกินเร็ว นี่สุกแล้ว รังผึ้งนี้พี่ใหญ่เอามาด้วยความลำบาก จะให้พวกท่านย่าเห็นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่มีส่วนแบ่งของพวกเราแน่”
เสี่ยวสือโถวเห็นพี่สาวมองเหม่อก็รีบชำเลืองมองไปนอกหน้าต่างก่อนจะกระซิบเร่ง
สายตาของม่อเนี่ยนจือกลับหยุดอยู่ที่หน้าของหลี่เฉินที่อยู่ไม่ไกล จากความสามารถในการมองเห็นของนางแน่นอนว่าเห็นตุ่มบวมหลายสิบจุดจากการถูกผึ้งต่อยบนหน้าเขา ทันใดนั้นก็รู้สึกะเืใจ “พี่ใหญ่ เจ็บหรือไม่”
“ไม่เจ็บ เ้าไม่ได้กินอะไรทั้งวัน ข้าก็หาอะไรที่กินได้อย่างอื่นไม่เจอแล้ว เ้ารีบกินเถอะ คงหิวแย่แล้วสินะ”
หลี่เฉินนึกไม่ถึงว่าจะถูกน้องสาวมองออกอยู่ดี ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ทว่าท่าทางกัดฟันสูดปากตอนพูดนั้นเปิดเผยความคิดของเขา สุดท้ายก็เหมือนว่าจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
“จริงสิ ท่านแม่ก็ต้องไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเหมือนกันแน่ ท่านย่าไม่มีทางให้นางกิน พวกเราเหลือผลไม้ไว้ให้นางสักหน่อย รอนางกลับมาค่อยกิน ดีที่ตอนนี้กำลังเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บนเขาจึงมีผลไม้ป่ามากมายที่แก่เต็มที่แล้ว...”
“เช่นนั้นข้ารอท่านแม่กลับมาค่อยกินพร้อมกัน”
ม่อเนี่ยนจือได้ยินก็ทั้งอบอุ่นหัวใจและปวดใจ น้ำตาไหลนองหน้าโดยไม่รู้ตัว พลางตัดสินใจอีกครั้งว่านับจากนาทีนี้ไปนางไม่ใช่ม่อเนี่ยนจืออีกต่อไป ไม่ใช่เด็กกำพร้าอีกแล้ว เป็เพียงแค่หลี่ซิน เป็พี่น้องฝาแฝดของหลี่เฉิน เป็พี่สาวแท้ๆ ของเสี่ยวสือโถว เป็หลี่ซินสาวชาวบ้านของบ้านสกุลหลี่ เป็หลี่ซินที่มีครอบครัว
“น้องหญิง...ทำไมเ้าร้องไห้ล่ะ พี่ใหญ่ทำให้เ้าไม่พอใจหรือ ขอโทษ ขอโทษนะ พี่ใหญ่กลับมาช้าเกินไป ขอโทษ พี่ใหญ่รู้ว่าวันนี้เ้าได้รับความไม่เป็ธรรม ขอโทษนะ...”
หลี่เฉินเห็นหลี่ซินน้ำตานองหน้าก็ร้อนใจจนมือไม้ถูไปมาด้วยสีหน้าทำอะไรไม่ถูก
“พี่หญิง พี่ร้องไห้ทำไม เจ็บหัวอีกแล้วหรือ สือโถวเป่าๆ ให้พี่นะ เป่าแป๊บเดียวก็ไม่เจ็บแล้ว ทุกครั้งที่สือโถวาเ็ท่านแม่ก็เป่าๆ ให้ข้า พอเป่าก็หายเจ็บเลย”
เสี่ยวสือโถวยืนอยู่ด้านหน้าเตียงเตาของพี่สาว เห็นพี่สาวร้องไห้เศร้าๆ ก็นึกว่านางเจ็บแผลจึงรีบทำปากจู๋แล้วเป่าเบาๆ ตรงหน้าผากที่เป็แผลถูกทุบตีของพี่สาว
“ข้า...ข้าไม่เป็ไร ข้าสบายดี ข้าแค่...ดีใจมากเกินไป...พี่ใหญ่ สือโถว ขอบใจพวกเ้านะ...”
เมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นของสือโถวที่พัดผ่านหน้าผากหลี่ซินถึงตั้งตัวได้ พอปาดหน้าหนึ่งทีมือก็ชุ่มไปด้วยน้ำ ทันใดนั้นก็ให้รู้สึกอายยิ่งนัก ตัวเองอยู่มาตั้งหลายสิบปีแล้วทำไมถึงร้องไห้ได้ล่ะ ช่างขายหน้าเสียจริง
“เ้าเด็กโง่ คงหิวแย่แล้วสิ รีบกินเถอะ”
หลี่เฉินเห็นดังนั้นก็โล่งอก ยื่นมือไปหยิบลูกพลับป่าส่งให้นางด้วยสีหน้าอบอุ่น แต่กลับไม่คิดว่าน้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วของหลี่ซินจะไหลอีกครั้ง นาง้าร้องไห้เพื่อระบายความน้อยใจที่ได้รับในหลายปีมานี้ออกมาให้หมด จะขายหน้าหรือไม่นางก็ไม่สนใจแล้ว