ภายในห้องทำงานสีขาวสะอาดตาสว่างจ้าด้วยแสงไฟนีออนที่สาดส่องเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการมองเห็นให้หมอหนุ่มซึ่งกำลังรวบรวมเก็บเอกสารและงานต่างๆที่เขาเข้ามาทำั้แ่เมื่อคืนจวบจนเช้าตรู่ของเช้าวันใหม่
ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่บ่งบอกว่าเป็เวลาเจ็ดโมงเช้าพลางนึกไปถึงหญิงสาวที่เขาบอกให้เธอรออยู่ที่โรงแรมแล้วเขาจะไปรับในเช้านี้ ‘หวังว่าป่านนี้เธอคงจะตื่นนอนแล้วนะ’ วิทยาพึมพำเบาๆแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยอาการเมื่อยขบตามร่างกาย ขณะกำลังจะก้าวเท้าออกมาจากโต๊ะทำงานนั้นเสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงทำให้เขาต้องหันไปมอง
“เห้ย! ไอ้หมอ แกมาทำอะไรที่นี่วะ” ก้องเกียรติร้องทักด้วยความใเมื่อเห็นเพื่อนรักอยู่ในห้องทำงาน
“อ้าว ฉันก็มาทำงานน่ะสิ” วิทยามองหน้าคนที่ผลักประตูเข้ามาอย่างนึกเอือมระอาก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตามเดิมเพราะดูท่าเพื่อนของเขาคนนี้คงไม่ยอมให้เขาจากไปแต่โดยดีแน่ๆถ้าไม่ได้คำตอบที่อีกฝ่ายพอใจ
ก้องเกียรติเป็หนึ่งในผู้บริหารของโรงพยาบาลแห่งนี้และมีตำแหน่งเป็ผู้จัดการฝ่ายการเงินที่พ่วงด้วยตำแหน่งหลานรักของผู้อำนวยการอีกด้วยทั้งสองเป็เพื่อนรักที่คบกันมาั้แ่สมัยเรียนอยู่ที่เมืองนอกแม้จะเรียนคนละคณะหรือคนละสายงานแต่ก็ยังคงความเป็เพื่อนที่ดีต่อกันอย่างเหนียวแน่นจนกระทั่งเรียนจบก้องเกียรติที่มีงานในตำแหน่งฝ่ายบริหารรออยู่แล้วนั้นก็ชวนวิทยาให้มาทำงานด้วยกันที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และก็ไม่ผิดหวังด้วยวิทยามีทั้งความรู้และความสามารถทางการแพทย์ที่ช่วยให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังและมีศักยภาพมากขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปีเท่านั้นที่ได้หมอหนุ่มไฟแรงคนนี้เข้ามาเป็แพทย์ประจำ
“นี่แกอย่าบอกนะ ว่าแกอยู่ที่นี่ั้แ่เมื่อคืน” ก้องเกียรติชี้มือหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับผิด
“ถ้าฉันบอกว่าใช่ แล้วแกจะทำไม” วิทยาบอกเสียงเรียบทำท่าไม่สะทกสะท้านใดๆเมื่อถูกคนเป็เพื่อนจับได้ว่าเขาหนีเ้าสาวในคืนเข้าหอเพื่อมาทำงาน
“ไอ้หมอบ้า! แกออกมาจากห้องหอได้ยังไงห๊า” คนฟังร้องลั่นด้วยความใเป็ครั้งที่สอง
“ก็เดินออกมาน่ะสิ ฉันมีขา แกไม่เห็นหรือไอ้คุณผู้จัดการ” คนตอบยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
“อย่ากวนประสาทน่า... ไอ้หมอ แกบอกฉันมาดีๆ ดีกว่าว่าแกทิ้งเ้าสาวแสนสวยผิวขาวจั๊วน่าลูบไล้กกกอดแบบนั้นออกมาได้ยังไง ถ้าเป็ฉันนะป่านนี้คงชวนเธอเล่นผีผ้าห่มยันเที่ยงแน่ๆ” ก้องเกียรติเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงเ้าสาวของเพื่อนรักที่เขาเองต้องยอมรับเลยว่าเธอช่างสวยไม่มีที่ติจริงๆ
“ไอ้ทะลึ่ง แกพูดอะไรของแกวะ” วิทยาทำเสียงขึ้นจมูกนึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ
“ไม่ทะลึ่งหรอก ฉันพูดเลยนะหมอวิท เ้าสาวของแกน่ะ สวยหยาดฟ้ามาดินจริงๆหนุ่มๆ ในงานนี้มองกันตาละห้อยอิจฉาแกกันทั้งนั้นแหละ” คนพูดทำท่าเคลิบเคลิ้มเสียจนน่าหมั่นไส้จนคนมองอดไม่ได้ต้องหันมาทำตาขวางอย่างนึกขัดใจที่คนเป็เพื่อนเริ่มเห็นด้วยกับการคลุมถุงชนของเขา
“จะอิจฉากันทำไมวะ ต่อให้สวยหยาดฟ้ามาจากไหนแต่ถ้าไม่ใช่คนที่ตัวเองรักยังไงมันก็ไม่มีความสุขอยู่ดีนั่นแหละน่ะ” วิทยาพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนเหมือนคนสิ้นหวังปลงตก
“เฮ้อ... ฉันเข้าใจแกนะ แล้วนี่แกคิดจะทำยังไงต่อไปวะ” ก้องเกียรติเปลี่ยนท่าทีเป็จริงจัง เดินไปตบบ่าเพื่อนรักเบาๆเพื่อให้กำลังใจเขาเองเป็คนเดียวที่อีกฝ่ายไว้ใจยอมปริปากเล่าเื่ราวทุกอย่างให้ฟังจนหมดเปลือกไม่ว่าเื่ใดๆ ที่เกี่ยวกับหมอหนุ่มคนนี้เขาได้รับรู้และได้รับฟังจากปากของเ้าตัวมาทั้งหมด บางเื่เขาก็ให้คำปรึกษาได้แต่บางเื่เขาก็จนปัญญาอย่างเช่น เื่การตัดใจจากคนรักเก่าหรือการทำใจให้แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักซึ่งเขาเองก็ได้แต่ให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างกันไปแบบนี้เท่านั้น
“ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่ภาวนาขอให้ครบกำหนดไวๆฉันจะได้เป็อิสระสักที” วิทยาพูดออกมาลอยๆเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากให้วันเวลาผ่านไปเร็วๆ อย่างที่ปากว่าเท่านั้น
“แกคิดว่าแกจะทำแบบนั้นได้จริงๆ เหรอ หมอวิท” ก้องเกียรติถามอย่างไม่แน่ใจเพราะจากที่เขาสังเกตดูผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยินดีปรีดากันขนาดนั้นแถมยังมีธุรกิจครอบครัวร่วมกันอีก เขายังนึกไม่ออกเลยว่า เพื่อนของเขาจะหย่าร้างและตัดขาดกับอีกฝ่ายได้อย่างไร
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อต่างก็ไม่ได้รักกันที่แต่งงานกันก็เพราะผู้ใหญ่บังคับ แล้วแบบนี้จะอยู่กันไปเพื่ออะไรพอถึงเวลาก็ต่างคนต่างไปไม่ดีกว่าเหรอ” วิทยาบอกเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินผ่านคนเป็เพื่อนไปที่ประตู
“แกพักผ่อนบ้างนะเพื่อน เป็ห่วงว่ะ” ก้องเกียรติร้องบอกเมื่อเห็นเพื่อนรักกำลังจะออกจากห้องไป
“อืม... ขอบใจ ฉันไปก่อนละ” หมอหนุ่มตอบรับคำห่วงใยพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มบางๆ ให้กับคนที่กำลังเดินตามเขาออกมาจากห้องด้วยจากนั้นทั้งสองเพื่อนรักก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ห้องสวีตชั้นบนสุดของโรงแรมชื่อดังใจกลางเมืองที่ใครหลายคนกำลังคิดว่าคู่บ่าวสาวที่ส่งตัวเข้าหอไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมานั้นคงได้ดื่มด่ำกับน้ำผึ้งพระจันทร์อันแสนหวานอย่างมีความสุขเหมือนกับคู่แต่งงานคู่อื่นๆที่ต่างก็ซาบซึ้งตราตรึงกับคืนเข้าหอของตัวเอง
แต่คงไม่ใช่กับบ่าวสาวคู่นี้เพราะคนเป็เ้าบ่าวหนีออกไปจากห้องหอทันทีที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จทิ้งให้เ้าสาวนอนเฝ้าหอแต่เพียงผู้เดียว และนั่นเป็สิ่งที่ทั้งคู่ต่างก็พอใจ
ก๊อกก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้หญิงสาวที่กำลังหวีผมอยู่หน้ากระจกต้องหันไปมองเมื่อคิดว่าคนที่อยู่อีกฝั่งของประตูนั้นเป็ชายหนุ่มที่ทิ้งเธอไปเมื่อคืนหัวใจดวงน้อยก็เต้นโครมครามขึ้นมาจนต้องใช้มือกดไว้เพราะกลัวว่ามันจะะโออกมานอกอกหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติของตัวเองที่ไม่รู้จะตื่นเต้นทำไมนักหนากับแค่ผู้ชายเ็าคนหนึ่งเท่านั้น
“ใครคะ” อรณิชาถามเพื่อความแน่ใจเพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็พนักงานของโรงแรมที่มาส่งอาหารเช้าหรือเปล่า
“ผมเอง” คนที่อยู่อีกฝั่งของประตูร้องบอกเสียงเรียบหญิงสาวจึงเอื้อมมือไปเปิดประตูให้เขา แล้วรีบเดินเลี่ยงออกไปห่างๆเพื่อให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้อง
“ทานข้าวหรือยัง” วิทยาถามพลางมองสำรวจหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้เขาเหมือนจะบ่งบอกว่าเธอไม่้าเสวนาใดๆด้วย แต่การแต่งตัวของเธอกลับทำให้เขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเธอสวมใส่เสื้อผ้าง่ายๆ ที่ดูน่ารักทะมัดทะแมงไม่หวานไม่เปรี้ยวไม่หวือหวาแค่เสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงยีนส์สีซีดที่นิยมเท่านั้นเธอก็ดูดีและปราดเปรียวจนน่ามองไปอีกแบบเพราะเมื่อวานเขาพบเธอในชุดหรูหรางดงามซึ่งแตกต่างจากชุดที่เธอสวมใส่ในวันนี้อย่างสิ้นเชิงแต่เขาก็อดยอมรับในใจไม่ได้ว่าเธอแต่งตัวได้ถูกใจเขามากโดยเฉพาะใบหน้าที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเธอไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใดๆให้ต้องรำคาญตาเลยสักนิด
“ยังค่ะ” หญิงสาวตอบโดยไม่หันกลับมามองคนถาม เธอจึงไม่เห็นแววตาชื่นชมและรอยยิ้มพอใจของชายหนุ่มที่ยืนสำรวจเธออยู่ข้างหลัง
“คุณเสร็จธุระหรือยังล่ะ จะลงไปทานข้างล่างหรือจะสั่งขึ้นมาข้างบน” ชายหนุ่มถามทีเดียวสองคำถามด้วยไม่อยากจะเสียเวลาให้มากเพราะตอนนี้เขาอยากกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนเต็มทนแล้ว
“เสร็จแล้วค่ะ ลงไปทานข้างล่างก็ได้” น้ำเสียงที่ดูห่างเหินของหญิงสาวทำให้หมอหนุ่มนึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างประหลาดเขาจึงใช้น้ำเสียงเ็าตอบกลับไป
“งั้นก็เชิญ” ว่าจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันทีโดยไม่รอหญิงสาวที่กำลังก้าวตามเขาออกมาด้วยอาการกระฟัดกระเฟียดอรณิชาอดจะค้อนให้เขาไม่ได้เมื่อเข้ามาอยู่ในลิฟต์ที่กำลังพาเธอกับเขาลงไปข้างล่าง‘คนอะไรเ็าไร้ความรู้สึกชะมัด เนี่ยน่ะเหรอหมอหนุ่มจิตใจดีเป็มิตรกับทุกคน ชิ! แอบจิตหรือเปล่าก็ไม่รู้’ หญิงสาวแอบด่าว่าชายหนุ่มอยู่ในใจ
“ถึงจะไม่พูดออกมา แต่ผมก็รู้นะว่าคุณกำลังด่าผมอยู่น่ะ” จู่ๆ ชายหนุ่มข้างกายก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยส่งผลให้คนที่กำลังทำอย่างที่เขาพูดนั้นต้องสะดุ้งตื่นจากภวังค์ด้วยความใก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติแล้วสวนเขากลับไปทันควัน
“อะไรล่ะ ฉันไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ประสาทหรือเปล่าคุณน่ะ”
“ฮึ จะด่าว่าใครในใจน่ะ หัดเก็บสายตาและอาการบ้างก็ดีนะ เพราะถ้าเป็คนอื่นคุณคงไม่ได้มายืนเถียงฉอดๆ แบบนี้หรอก” สิ้นคำพูดของชายหนุ่มประตูลิฟต์ก็เปิดออกทันทีเพราะถึงชั้นที่้าแล้ววิทยาก้าวออกมาจากลิฟต์แล้วตรงไปที่ห้องอาหารของโรงแรมทันที โดยไม่สนใจหญิงสาวที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขามาติดๆพร้อมทั้งได้ยินเสียงจิ๊ปากเบาๆ ดังแว่วมาเป็ระยะเมื่อเธอเดินตามเขาไม่ทัน
หลังจากรับประทานอาหารเช้าภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมเรียบร้อยแล้วสองหนุ่มสาวก็ออกมาจากที่นั่นทันทีและตอนนี้ทั้งคู่ก็มานั่งอยู่ในรถที่มีชายหนุ่มเป็คนขับ
สายตาคมเหลือบมองหญิงสาวข้างกายเป็ระยะด้วยอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าเขากำลังจะพาเธอไปไหน แต่ที่แน่ๆตอนนี้เขารู้สึกง่วงและเพลียมากเลยคิดจะชวนหญิงสาวคุยเพื่อคลายความง่วงงุนที่เริ่มครอบคลุมมากขึ้นทุกที
“อายุเท่าไร” วิทยาถามขึ้นมาลอยๆไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
คำถามของชายหนุ่มทำให้คนที่นั่งชิดติดประตูอีกฝั่งหันมามองหน้าเขาอย่างงงๆ
“ถามทำไมคะ”
“ก็จะได้แน่ใจว่าผมกับคุณแม่ไม่ได้พรากผู้เยาว์ไงล่ะ” หมอหนุ่มบอกโดยที่สายตายังคงจับจ้องไปบนถนนเบื้องหน้า
“ฉันจะถือว่านี่เป็คำชม ขอบคุณนะคะที่ว่าฉันหน้าใสดูอ่อนกว่าวัย” หญิงสาวเชิดหน้าบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะเปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของเขา
“เปล่า... ผมดูจากสรีระและรูปร่างของคุณต่างหาก” ชายหนุ่มตอกย้ำคำพูดด้วยการหันมามองเธอจากศีรษะจรดปลายเท้าและหยุดนิดหนึ่งตรงหน้าอกจากนั้นเขาก็หันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าตามเดิมพลางนึกในใจว่า ‘ผู้หญิงอะไรไม่มีส่วนดึงดูดเย้ายวนเลยสักนิด’
“นี่คุณ!” อรณิชาแหวใส่ทันทีเมื่อรู้ว่าสายตาของเขาจ้องมองตรงไหนบนร่างกายของเธอ
“ว่าไง อายุเท่าไรแล้ว” วิทยายังคงถามย้ำโดยไม่สนใจอาการควันออกหูของหญิงสาวข้างกาย
“ฉันเลยคำว่าผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะมาหลายปีแล้วย่ะแต่ก็ไม่มากเท่ากับคุณหรอก”
“ทำไม... คุณจะบอกว่าผมแก่อย่างนั้นเหรอ” คนทำหน้าที่ขับรถเริ่มไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆที่เธอพูดเหมือนว่าเขาแก่
“หรือไม่จริงล่ะ อย่างน้อยคุณก็แก่กว่าฉันหลายปีเลยหละ ฉันมั่นใจ” หญิงสาวเริ่มยียวนมากขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มมีท่าทีเหมือนพยายามระงับอารมณ์โกรธของตัวเองอยู่
“นี่! ระวังเถอะ จะได้สามีแก่ๆ แบบผม” วิทยาบอกอย่างนึกฉุนเขาไม่น่าชวนเธอคุยให้ต้องหงุดหงิดอารมณ์เสียแบบนี้เลยจริงๆ
“ฮึ! ไม่มีทาง เพราะฉันกับนนท์ เรารุ่นเดียวกัน” ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอประชดเขากลับไปแบบนั้นแต่กว่าจะรู้ตัวก็ทำให้คนฟังคิดไปไกลเสียแล้ว
“อ๋อ นี่จะบอกว่ามันเป็สามีคุณแล้วงั้นสิ” ชายหนุ่มโพล่งขึ้นมาอย่างนึกโมโหดวงตาคมเหลือบมองมือบางของหญิงสาวที่ถือม้วนกระดาษสีขาวผูกโบว์สีชมพูนั้นไว้อย่างหวงแหนแค่คิดว่าเธอเป็ของคนอื่นทำไมเขาต้องรู้สึกไม่พอใจมากขนาดนี้ด้วยนะ
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด” หญิงสาวบอกเสียงแข็งด้วยไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรในเมื่อหลุดปากไปแบบนั้นแล้วก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างน้อยเขาจะได้ไม่มายุ่งกับเธอ เพราะคิดว่าเธอมีเ้าของอยู่ก่อนแล้ว
“นี่พ่อแม่คุณจะรู้หรือเปล่าเนี่ย ว่าคุณเป็เด็กใจแตกแบบนี้น่ะ” วิทยาปรายตามองหญิงสาวและยิ้มหยันอย่างนึกชิงชังในความประพฤติของเธอ
“ฉันใจแตกยังไงไม่ทราบ” อรณิชาหันขวับมามองเขาทันทีด้วยความกรุ่นโกรธ
“ก็ริรักในวัยเรียน ชิงสุกก่อนห่าม...” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบหญิงสาวที่ถูกตำหนิก็ะโลั่นขึ้นมาทันที
“คุณวิทยา!”
“ทำไม ผมพูดอะไรผิดงั้นเหรอ” ชายหนุ่มยังคงตีหน้านิ่งไม่สะทกสะท้านกับอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงของหญิงสาวข้างกาย
“ถึงฉันจะริรักในวัยเรียน หรือชิงสุกก่อนห่าม แต่ฉันก็ไม่เคยลักกินขโมยกินหรืออยากจะแย่งชิงของรักของคนอื่นเหมือนกับคนแถวนี้ก็แล้วกัน” ด้วยความโกรธจัดทำให้หญิงสาวยกข้อสันนิษฐานของตัวเองขึ้นมาพูดเมื่อนึกถึงสายตาที่ชายหนุ่มใช้มองผู้หญิงสวยๆ คนนั้นตอนอยู่หน้างานเลี้ยงเธอมั่นใจกว่าครึ่งว่าไม่ได้เข้าใจผิด และจากคำพูดของเธอทำให้คนที่กำลังขับรถอยู่หักพวงมาลัยจอดเข้าข้างทางทันทีอย่างกะทันหันจนเธอหน้าคมำ
“โอ๊ย!” หญิงสาวอุทานด้วยความใก่อนจะถูกชายหนุ่มคว้าข้อมือบางขึ้นมาแล้วดึงเธอเข้าไปใกล้
“คุณหมายความว่ายังไง” วิทยาถามเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโหที่หญิงสาวว่าเขาลักกินขโมยกินและคิดจะแย่งชิงของรักของคนอื่นอีกด้วย
“ฉันไม่รู้!” ใบหน้าสวยสะบัดพรืดหันไปทางอื่นเมื่อชายหนุ่มก้มลงมาใกล้จนแทบััลมหายใจได้
“ไม่รู้แล้วพูดออกมาได้ยังไง” คนโมโหกัดฟันกรอดด้วยพยายามระงับอารมณ์ที่เดือดพล่านอยู่ในอกเพราะถ้าสิ่งที่เธอพูดมันหมายถึงเขากับแพรวาละก็นั่นเท่ากับว่าเธอกำลังดูถูกแพรวาว่าเป็ผู้หญิงหลายใจซึ่งทำให้เขายอมไม่ได้เด็ดขาด
“ฉันก็พูดในสิ่งที่เห็นไงล่ะ สายตาที่คุณมองผู้หญิงสวยๆ คนนั้นมันฟ้องชัดเจนทีเดียวว่าคุณหลงรักเมียชาวบ้านเขาน่ะ” ด้วยความเหลืออดและรู้สึกเจ็บแขนที่ถูกชายหนุ่มบีบแรงๆเธอจึงพลั้งปากพูดในสิ่งที่เหมือนเป็การทำร้ายจิตใจของเขาที่สุดออกไป
“อรณิชา!” วิทยาตวาดลั่นเพื่อหวังให้หญิงสาวยอมสงบปากสงบคำไม่พ่นวาจายั่วโมโหเขาแบบนี้อีก
“ทำไม... ฮึ แทงใจดำคุณล่ะสิ” น้ำเสียงเย้ยหยันของหญิงสาวทำให้ความอดทนของหมอหนุ่มสิ้นสุดลงทันทีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมือแกร่งกระชากคนตัวเล็กเข้ามาในวงแขนทันทีโดยไม่ให้เธอตั้งตัวแล้วก้มลงกระแทกริมฝีปากหยักสวยปิดทับเรียวปากบางนุ่มนิ่มของเธออย่างดุดัน
“อื้อ!...” ร่างบางพยายามดิ้นรนผลักไสพร้อมทั้งรัวกำปั้นน้อยๆทุบตีไปที่ไหล่กว้างของคนตัวใหญ่ที่ใช้กำลัง่ชิงจูบแรกของเธออย่างไม่ปรานีฟันคมๆ ของเขาขบเม้มจนได้รสเืจางๆ จากเรียวปากนุ่มของเธอความเ็ปจากรสจูบที่รุนแรงทำให้หญิงสาวแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ทั้งเจ็บทั้งแค้นใจที่ไม่สามารถต้านทานเขาได้ก่อนจะปล่อยให้น้ำตารินไหลลงมาที่พวงแก้มสวย เมื่อััได้ถึงหยดน้ำใสๆที่ไหลมากระทบกับริมฝีปากของเขาชายหนุ่มจึงได้สติแล้วรีบผละออกทันทีเหมือนเธอเป็ของร้อน
“ผู้หญิงคนนั้นไม่คู่ควรที่คุณจะพูดถึงเธอในลักษณะแบบนี้ จำเอาไว้” เสียงเข้มบอกเตือนอย่างจริงจังและหันไปสนใจกับหน้าที่ของตัวเองโดยไม่หันมามองหญิงสาวข้างกายเลยสักนิดแม้จะได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ดังแว่วมาเป็ระยะก็ตาม ‘นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ยปกติเขาเป็คนใจเย็นและควบคุมตัวเองได้ดีกว่านี้ไม่คิดเลยว่าแค่คำพูดของเธอจะทำให้เขาเดือดพล่านจนขาดสติแล้วใช้กำลังลงโทษเธอด้วยวิธีแบบนี้ได้’วิทยาคิดในใจอย่างสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง
“ฉันจะกลับบ้าน กรุณาไปส่งฉันที่บ้านด้วย” อรณิชากัดฟันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“บ้านน่ะได้กลับแน่ คุณจะกลับเมื่อไรก็ได้ แต่ตอนนี้คุณต้องไปกับผมก่อนอย่างอแงเป็เด็กหน่อยเลยน่า พอร้องไห้หน่อยก็จะกลับบ้านไปฟ้องแม่” วิทยาบอกเสียงตึงๆ ติดจะรำคาญอยู่ในทีเพราะไม่อยากให้เธอจับได้ว่าเขารู้สึกหวั่นไหวกับน้ำตาของเธอ
“ฉันไม่ใช่เด็ก!” หญิงสาวกระแทกเสียงเขียวทั้งที่ยังสะอื้น
“งั้นก็ควรมีเหตุผลบ้าง...ตอนนี้คุณควรเชื่อฟังผมในฐานะที่ผมเป็สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณ” วิทยาพูดขณะเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านที่เป็เรือนหอของเขากับเธอซึ่งคุณนายกมลวรรณมารดาของเขาซื้อให้เป็ของขวัญวันแต่งงานสำหรับการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ทั้งๆที่ไม่จำเป็เลยสักนิดเขาไม่ได้้าหรืออยากได้อะไรนอกเหนือไปจากทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จและตอนนี้เขาก็ได้มันมาแล้วครึ่งหนึ่ง
“เช็ดน้ำตาให้เรียบร้อยแล้วรีบตามลงไปด้วย” หมอหนุ่มหันมาบอกหญิงสาวข้างกายเมื่อเขาจอดรถเรียบร้อยแล้วและเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยังคงปั้นปึงนิ่งงัน ทำเหมือนไม่ได้ยินเขาจึงเอ่ยกำชับเธออีก
“อย่าเล่นาประสาทกับผมด้วยการนั่งประท้วงอยู่ในรถแบบนี้ เพราะคุณไม่ใช่เด็ก”ว่าจบร่างสูงก็ก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองคนที่กำลังกระฟัดกระเฟียดด่าทอเขาอยู่ในรถเลยสักนิด
“หน๊อย...! ไอ้หมอบ้า ไอ้หมอผีดิบ ฉันจะฟ้องคุณพ่อ”อรณิชาะโด่าชายหนุ่มหลังจากเห็นเขาเดินหายเข้าไปในบ้านแล้วมือบางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาซับคราบน้ำตาบนใบหน้าสวยพลางมองสำรวจบริเวณบ้านอย่างนึกชื่นชมในความสวยงามแม้จะดูเหมือนใหม่ราวกับยังไม่เคยมีใครเข้าอยู่มาก่อนและเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าบ้านหลังนี้อาจจะดูเล็กไปสักหน่อยสำหรับเ้าแม่ธุรกิจค้าเพชรอย่างคุณนายกมลวรรณแต่หญิงสาวก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าคงเป็รสนิยมของแต่ละคนที่เธอไม่สามารถวิจารณ์ได้
อรณิชานั่งเตรียมใจสักพักเพราะเธอคิดว่าตอนนี้คุณนายกมลวรรณและญาติพี่น้องของเขาคงนั่งอยู่ข้างในเพื่อรอต้อนรับสะใภ้อย่างเธออยู่หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปด้วยอาการตื่นเต้นเล็กน้อย
สองเท้าบอบบางพาเธอมาหยุดยืนภายในห้องรับแขกที่ชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวเพียงลำพังและเอนหลังไปกับพนักพิงในท่าผ่อนคลาย
ดวงตาคมที่จ้องมองเธออย่างดุดันเมื่อครู่ปิดสนิทเหมือนกับว่ากำลังพักผ่อนในมือข้างขวามีแว่นสายตาที่เขาถอดมาถือไว้ความรู้สึกแวบหนึ่งเธออยากรู้เหลือเกินว่าดวงตาคมที่ไร้กรอบแว่นใสๆ นั้นจะทำให้เธอใจเต้นได้เท่ากับตอนสวมแว่นหรือเปล่า
หญิงสาวแอบสำรวจใบหน้าหล่อเหลาของเขาเงียบๆเพราะมีบางอย่างสะดุดใจทำให้เธอจ้องมองเขาราวกับต้องมนต์สะกด ชายหนุ่มผู้มีผิวขาวเกลี้ยงเกลาเหมือนผู้หญิงคิ้วหนาคมเข้มรับกับจมูกโด่งคมสันที่งดงามราวกับรูปปั้นชั้นเอกริมฝีปากหยักสวยได้รูปที่เธอได้ััมันมาแล้วเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาซึ่งทำให้เธอทั้งเขินอายและเสียน้ำตาในเวลาเดียวกัน
“คุณหนูอร” ความคิดของหญิงสาวหยุดลงเพียงเท่านั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นหู
สาวใช้ที่พ่วงด้วยตำแหน่งพี่เลี้ยงจากบ้านเรือนไทยนามว่าชื่นร้องเรียกนายสาวที่แสนรักพร้อมทั้งะโเข้าไปกอดด้วยความดีใจและคิดถึงเธอได้รับคำสั่งให้ตามมาดูแลรับใช้นายสาวที่นี่ ซึ่งเธอก็ตอบรับด้วยความยินดีเพราะจะได้อยู่ใกล้ชิดหญิงสาวที่เธอเลี้ยงมาั้แ่เล็กๆ
“พี่ชื่น มาได้ยังไงคะเนี่ย” อรณิชาเอ่ยถามอย่างนึกสงสัยพร้อมกับกอดตอบสาวใช้คนสนิทด้วยความดีใจไม่แพ้กัน
“พี่มารอคุณหนูั้แ่เมื่อวานแล้วค่ะ” ชื่นตอบยิ้มๆเธอเดินทางมาที่นี่ั้แ่เมื่อวานโดยขนข้าวของทั้งของเธอและคนเป็เ้านายมาด้วย
เสียงทักทายของสองสาวต่างวัยทำให้ชายหนุ่มที่เกือบจะเคลิ้มหลับเพราะความเหนื่อยล้าต้องสะดุ้งตื่นด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย‘นี่เขาเกือบจะเผลอหลับไปเลยหรือไงนะเนี่ย’ วิทยาคิดในใจก่อนจะสะบัดศีรษะสองสามทีเพื่อเรียกสติก่อนจะยกแว่นตาในมือขึ้นสวมใส่แล้วส่งเสียงกะแอมกะไอเป็การบ่งบอกว่าเขารู้สึกตัวแล้ว
“สวัสดีค่ะคุณหมอ เดี๋ยวชื่นไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้นะคะ” สาวใช้หันมายกมือไหว้ผู้เป็เ้าของบ้าน
“สวัสดีครับ” หมอหนุ่มรับไหว้เพราะคิดว่าสาวใช้ตรงหน้าคงไม่ได้แก่ไปกว่าเขามากมายนักอย่างมากคงแค่ปีสองปี ก่อนจะพยักหน้าเป็การรับรู้ในสิ่งที่เธอบอก
เขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรแม้ว่าจะเป็การพบกันครั้งแรกก็ตามกับสาวใช้คนนี้เพราะก่อนจะเดินทางมาที่นี่มารดาของเขาได้โทรมาบอกไว้ก่อนแล้วว่าจะมีสาวใช้จากบ้านของหญิงสาวที่เป็พี่เลี้ยงของเธอด้วยกับสาวใช้อีกคนที่มาจากบ้านของเขาเองซึ่งทั้งสองคนนี้จะมาช่วยดูแลรับใช้เขากับภรรยาที่นี่
“นั่งสิ” วิทยาบอกหญิงสาวที่ยังยืนเก้ๆ กังๆทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงหน้า
“เอ่อ... แล้วคุณกมลวรรณล่ะคะ” อรณิชาถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นติดจะเกรงใจเล็กน้อยเมื่อต้องถามหาผู้ใหญ่ที่เธอคิดว่าเธอควรต้องไปเคารพท่านก่อนจะทำสิ่งอื่นใด
“ท่านก็อยู่ที่บ้านของท่านน่ะสิ จะอยู่อะไรที่นี่ล่ะ” หมอหนุ่มตอบเรียบๆ ปลายเสียงติดจะรำคาญเล็กน้อย
“อ้าว...” คนไม่รู้เื่เตรียมจะซักถามข้อข้องใจแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากคนถือตัวว่าเป็เ้าของบ้านก็ขัดขึ้นมาก่อน
“ที่บ้านหลังนี้คุณต้องอยู่กับผมสองคน ในฐานะสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายชัดเจนไหม มีอะไรข้องใจอีกหรือเปล่า” วิทยาบอกพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อแก้กระหายก่อนจะหันไปถามสาวใช้ที่เข้าไปนั่งอยู่ใกล้ๆ กับนายสาวของเธอ
“อีกคนไปไหน” ชายหนุ่มหมายถึงสาวใช้อีกคนที่คุณแม่ของเขาส่งให้มาอยู่ด้วย
“ออกไปซื้อของมาทำอาหารกลางวันค่ะ” ชื่นตอบด้วยท่าทีนอบน้อม
“รู้จักกันแล้วใช่ไหม” คนเป็เ้าของบ้านยังคงถามต่อ
“ค่ะ”
“ดี มีงานอะไรก็แบ่งๆ กันทำ อยู่ด้วยกันพึ่งพากันแบบพี่ๆ น้องๆอย่าให้มีเื่ทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นในบ้านนี้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นผมจะไล่ออกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น” วิทยาบอกเสียงเข้มเป็เชิงขู่กลายๆและเขาก็จะทำอย่างที่พูดจริงๆ หากมีใครไม่เชื่อฟังหรือฝ่าฝืนคำสั่งของเขา
“ค่ะคุณหมอ” สาวใช้ก้มหน้าตอบด้วยอาการเกร็งน้อยๆพลางหันไปมองสบตากับนายสาวอย่างนึกเกรงกลัวต่อชายหนุ่มเ้าของบ้านแม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าหมอหนุ่มเป็คนที่นอกจากจะหล่อเหลาแล้วยังเป็คนจิตใจดีมีเมตตาสุขุมนุ่มนวล แต่ตอนนี้เธอชักไม่แน่ใจกับคำชื่นชมเ่าั้เสียแล้ว
“คุณอรณิชาตามผมขึ้นไปข้างบนด้วย” น้ำเสียงเย็นเยือกออกคำสั่งกับภรรยาในนามก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วสาวเท้าไปที่บันไดทันทีโดยไม่สนใจคนที่ยังนั่งมึนงงอยู่ข้างหลัง
“ไปเถอะค่ะคุณหนู เดี๋ยวคุณหมอรอนานแล้วจะโดนดุค่ะ” ชื่นบอกนายสาวที่ยังนั่งทำท่าอิดออดไม่ยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปง่ายๆ
“พี่ชื่นไปกับอรหน่อยสิคะ” เสียงหวานออดอ้อนคนเป็พี่เลี้ยงอย่างน่าสงสารเธอรู้สึกหวาดกลัวชายหนุ่มเ้าของบ้านขึ้นมาจับใจเมื่อนึกถึงตอนที่เขาใช้กำลังพรากจูบแรกของเธอไปอย่างง่ายดายนั้นมันทำให้เธอไม่อยากเข้าใกล้เขาอีก
“ไปค่ะ เดี๋ยวพี่ชื่นขึ้นไปส่งที่หน้าห้องก็แล้วกันส่วนกระดาษนี่ให้พี่เก็บไว้ให้ก่อนดีกว่า” ว่าจบคนเป็พี่เลี้ยงก็ดึงม้วนกระดาษในมือของนายสาวมาถือไว้ก่อนจะประคับประคองให้เธอลุกขึ้นแล้วพาไปบนห้องที่ชายหนุ่มขึ้นไปรออยู่ก่อนแล้ว
อรณิชามาหยุดยืนตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่สาวใช้บอกว่าเป็ห้องนอนของเธอกับชายหนุ่มหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อทำใจก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูนั้นเบาๆ สองสามครั้งเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากคนข้างในเธอจึงเปิดแล้วเดินเข้าไปเงียบๆ
“นั่งก่อนสิ ผมมีเื่อยากจะตกลงกับคุณ” วิทยาเชิญหญิงสาวให้นั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าในมุมนั่งเล่นที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงนอน
“มีอะไรก็ว่ามาสิคะ” อรณิชาเดินเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งตามที่เขาบอกดวงตาหวานกวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างใช้ความคิด ‘นี่เธอต้องนอนห้องเดียวกับเขาจริงๆหรือเนี่ย’ แค่นึกใบหน้าเนียนใสก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างขำๆ ปนเอ็นดูเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เข้มขรึมดังเดิมแล้วพูดต่อ
“ผมอยากให้คุณพูดกับผมตามความเป็จริงเพื่อข้อตกลงและความเป็อยู่ของเราจะได้ง่ายขึ้น” หมอหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำแล้วรอฟังอย่างตั้งใจ
“คุณมีเงื่อนไขและได้ผลประโยชน์อะไรในการแต่งงานกับผม” ชายหนุ่มถามตรงประเด็นโดยไม่ต้องอ้อมค้อมเพราะจากที่เขาได้พูดคุยกับเธอไปแล้วเมื่อคืนจนได้รู้ว่าทั้งเธอและเขาต่างก็แต่งงานกันด้วยความไม่เต็มใจ ดังนั้นเขาก็อยากจะรู้ว่านายแพทย์สินชัยพ่อของเธอได้หยิบยื่นข้อเสนออะไรกับเธอบ้างเผื่อมันจะเป็ประโยชน์กับเขาในการคิดหาทางจบชีวิตคู่กับเธอได้เร็วขึ้น
“ทำไมฉันต้องบอกกับคุณด้วยล่ะ นั่นมันเป็เื่ส่วนตัวของฉัน” อรณิชาตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่จู่ๆคนตรงหน้าก็ถามถึงข้อตกลงที่เป็ความลับระหว่างเธอกับครอบครัว
“ก็ถ้าคุณไม่บอกการใช้ชีวิตคู่ของเราก็จะยิ่งยุ่งยากวางตัวลำบากและยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนดด้วยหรือคุณ้าแบบนั้นล่ะ” หมอหนุ่มพยายามหลอกล่อโดยหลีกเลี่ยงที่จะบอกความจริงเกี่ยวกับระยะเวลาที่เขาตกลงกับมารดาเอาไว้เพราะเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายมีเงื่อนไขในเื่ระยะเวลาเหมือนกับเขาหรือเปล่า
“ไม่!... ฉันไม่มีวัน้าแบบนั้น” หญิงสาวเถียงกลับทันควันโดยไม่ต้องคิดนาน
“งั้นก็บอกมาสิ”
“สองปีที่ฉันตกลงกับคุณพ่อเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตคู่กับคุณหลังจากนั้นฉันก็จะเป็อิสระโดยการหย่ากับคุณและได้ทำในสิ่งที่ตัวเอง้าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็การเรียนต่อหรือท่องเที่ยวรอบโลกเพื่อศึกษางานออกแบบที่ฉันชอบ”อรณิชาตอบตามความเป็จริงอย่างไม่คิดจะปิดบังเพราะเธอก็อยากให้เขารู้เหมือนกันว่าเธอไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรในตัวเขานักหนาถึงยอมแต่งงานด้วย
“ผมคิดว่าเงื่อนไขของคุณจะเป็การได้แต่งงานกับไอ้หน้าหล่อนั่นซะอีก”หมอหนุ่มยียวนอย่างจับผิดเมื่ออดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมผู้ชายที่เธอบอกว่าจะเป็สามีในอนาคตนั้นกลับไม่อยู่ในความ้าของเธอด้วย
“อะ เอ่อ นั่นก็ด้วย ฉันจะแต่งงานกับเขาและเราจะไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน”อรณิชาอึกอักรีบบอกเขาออกไปอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดเพราะการที่เธอมีคนรักรออยู่แล้วนั้นมันจะทำให้เธออยู่กับเขาได้อย่างปลอดภัย
“ผมขออวยพรล่วงหน้าก็แล้วกันขอให้คุณได้มีวันนั้นและมีความสุขกับสิ่งที่คุณเลือก” วิทยามีน้ำเสียงอ่อนลงเหมือนกำลังผิดหวังกับอะไรบางอย่างซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกเช่นนี้เมื่อรู้ว่าเธอมีคนรักรออยู่ก่อนแล้ว
“แล้วคุณล่ะคะ มีเงื่อนไขอะไรในการแต่งงานกับฉัน” ได้ทีหญิงสาวจึงถามกลับไปบ้าง
“เงื่อนไขของผมก็คือ ทำตามเงื่อนไขของคุณให้สำเร็จยังไงล่ะและผมยังได้หุ้นของโรงพยาบาลสินกมลที่เป็ส่วนของคุณแม่มาเป็รางวัลอีกด้วยดังนั้นเมื่อถึงกำหนดสองปีที่คุณบอกไว้ผมก็ยินดีจะเซ็นใบหย่าให้ทันทีตามที่คุณ้าและเราก็จะจากกันด้วยดี” วิทยาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงระยะเวลาของเขาที่ตกลงไว้กับมารดาเพราะยังไงมันก็เท่ากันหรืออาจจะน้อยกว่านั้นหากเขาทำให้เธอเป็ฝ่ายขอหย่าจากเขาเองแม้จะมีเสียงเบาๆ กระซิบอยู่ภายในใจลึกๆ ว่าขอให้เธออยู่กับเขาจนครบสองปีเต็มก็ตาม ชายหนุ่มก็ไม่อาจยอมรับได้ว่าเสียงแว่วๆนั้นจะเป็ความ้าของหัวใจตัวเอง
“โดยที่คุณจะไม่แตะต้องตัวฉัน” อรณิชายื่นข้อเสนอให้กับเขาเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของตัวเอง
“หากไม่จำเป็” หมอหนุ่มเอ่ยยียวนอย่างนึกหมั่นไส้ที่เธอทำเป็หวงเนื้อหวงตัวกับเขาเพราะจะเก็บเอาไว้ให้แฟนหนุ่มของเธอคนเดียวแค่คิดเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
“ไม่มีความจำเป็ใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ” คนเสียหายรีบแย้งทันควัน
“โอเค ผมตกลง และอย่ามายั่วผมก็แล้วกันเพราะหากผมทนไม่ไหวแหกกฎข้อตกลงขึ้นมาคุณเองอาจจะกลับออกไปจากชีวิตของผมแบบไม่เหมือนเดิมก็ได้นะ” วิทยาตอบตกลงแต่ท่าทางและคำพูดของเขากลับดูยียวนกวนประสาทเธอยิ่งนัก
“คุณวิทยา!” อรณิชาขึ้นเสียงอย่างเหลืออดที่ชายหนุ่มหาว่าเธอคิดจะยั่วเขาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกำลังจะก้าวออกไปจากตรงนี้เพราะเธอหมดเื่ที่จะพูดกับเขาแล้วแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ฟังคำดูถูกเหยียดหยามของเขาที่ว่าเธออย่างไม่ไว้หน้า
“อ่อ... ที่ไม่เหมือนเดิมน่ะผมหมายถึง หัวใจของคุณนะ ไม่ใช่ร่างกายเพราะร่างกายของคุณคงไม่เหลืออะไรให้ผมเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว” ไม่รู้อะไรดลใจให้หมอหนุ่มที่มีความสุขุมนุ่มนวลอย่างเขาพ่นวาจาทิ่มแทงร้ายกาจแบบนั้นออกไปแม้ตัวเองจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจก็ตาม
เพียะ!...
ฝ่ามือบางฟาดลงไปที่แก้มสากของเขาเต็มแรงพร้อมกับสาดคำพูดที่เป็การตักเตือนชายหนุ่มให้รู้ตัวว่าเขากำลังสบประมาทเธอ
“คุณจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะคะ คุณวิทยา” ว่าจบร่างบางก็หมุนตัวทำท่าจะเดินออกไปทันทีแต่ยังช้ากว่ามือแกร่งที่ยื่นมากระชากแขนเรียวของเธอเอาไว้ได้ทันก่อนร่างหนาจะลุกขึ้นแล้วดึงเธอเข้ามาปะทะกับอกกว้างของเขาท่ามกลางเสียงร้องโวยวายผสมกับแรงดีดดิ้นของเธอ
“ปล่อยฉันนะ ไอ้หมอบ้า ไอ้หมอปากเสีย ไอ้... อื้อ!...อื้อ!...” อีกครั้งที่หมอหนุ่มมาดนุ่มนวลอย่างเขาหมดความอดทนและยับยั้งชั่งใจไม่อยู่เพราะเมื่อเจอแรงตบจากฝ่ามือบางของหญิงสาว ความตั้งใจที่จะปล่อยให้เธอเดินออกไปดีๆก็สูญสิ้นอย่างเฉียบพลันเสียงก่นด่าจากเรียวปากนุ่มถูกกลืนหายเข้าไปทันทีเมื่อริมฝีปากหยักสวยของชายหนุ่มก้มลงมาปิดทับพร้อมทั้งขบเม้มรุนแรงอย่างไม่ใยดี
อรณิชาสะดุ้งเฮือกด้วยความใเมื่อจุมพิตของเขาทั้งดุดันและล้ำลึกมากกว่าครั้งที่เขาทำโทษเธอในรถหญิงสาวััได้ถึงลิ้นอุ่นๆที่พยายามจะแทรกเข้ามาในโพรงปากเล็กของเธอแต่ไม่สำเร็จเพราะเธอกัดฟันแล้วเม้มปากเอาไว้แน่นซึ่งนั่นทำให้หมอหนุ่มรู้สึกขัดใจยิ่งนักความโกรธที่มีอยู่แล้วจึงยิ่งทวีความพลุ่งพล่านมากขึ้นไปอีกเมื่อหญิงสาวต่อต้านเขาอย่างไม่ลดละ
วงแขนใหญ่จึงโอบรัดร่างบางเข้ามาเบียดชิดกับอกแกร่งของเขามากขึ้นจนหญิงสาวแทบหายใจไม่ออกจนต้องเผยอปากเพื่อหอบเอาอากาศเข้าไปในปอดจึงเป็การเปิดทางให้ผู้ที่จ้องจะบุกรุกอยู่แล้วได้พุ่งพรวดเข้าไปควานหาความหวานจากโพรงปากของเธอได้สำเร็จมือบางทั้งหยิกทั้งทุบตีไปที่ไหล่กว้างของเขาอย่างสุดแรงแต่ก็ไม่เป็ผลนอกจากคนตัวใหญ่จะไม่สะทกสะท้านแล้วเขายังเพิ่มแรงในการดูดดึงลิ้นเล็กๆของเธอจนแสบไปหมดอีกด้วย
จากจูบที่รุนแรงในคราแรกค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหญิงสาวในวงแขนมีท่าทีอ่อนลง แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ชายที่ช่ำชองในเื่พวกนี้มากนักแต่เมื่อเทียบกับหญิงสาวที่อ่อนประสบการณ์อย่างเธอแล้วเขาสามารถทำให้เธอโอนอ่อนคล้อยตามไปกับรสจูบของเขาได้อย่างง่ายดายทีเดียวร่างบางเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ชายหนุ่มเป็คนมอบให้จนหมดแรงต้านทานก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวอิงแอบไปกับอกแกร่งของเขามากขึ้น
ความหวานจากโพรงปากนุ่มนิ่มของเธอที่เขารู้สึกว่าหอมหวานกว่าหญิงใดที่เขาเคยได้ััมาก่อนประกอบกับอาการสั่นน้อยๆเหมือนคนไม่เคยนั้นทำให้หมอหนุ่มยิ่งหลงใหลจนยากจะหักห้ามใจมือหนาขยับเลื่อนลงไปที่ชายเสื้อยืดของคนร่างบางก่อนจะสอดแทรกเข้าไปััลูบไล้กับแผ่นหลังนวลเนียนของเธออย่างแ่เบาและนั่นทำให้เ้าของร่างบางรู้สึกตัวผละออกจากอกแกร่งของเขาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีจนสำเร็จหญิงสาวถอยห่างจากเขาด้วยอาการใพร้อมกับฟาดฝ่ามือของตัวเองลงไปที่แก้มสากของเขาอีกครั้งที่เดิม
เพียะ!...
“เลว! คนเลว! ฉันเกลียดคุณ ได้ยินไหม ฉันเกลียดคุณ” อรณิชาะโใส่หน้าชายหนุ่มด้วยความโกรธแค้นชิงชังน้ำตาเม็ดโตหลั่งไหลพรั่งพรูอาบสองแก้มนวลปานสายน้ำ
วิทยายืนนิ่งให้เธอต่อว่าด่าทอจนพอใจโดยที่เขาไม่คิดจะโต้ตอบคำใดๆ กลับไปทั้งสิ้นเพราะรู้สึกตัวว่าครั้งนี้เขาทำผิดต่อเธอจริงๆ ผิดที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจให้ได้เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า่เวลาเพียงแค่สองวันที่เขารู้จักเธอจะทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ทั้งใจร้อนวู่วามและหงุดหงิดเ้าอารมณ์อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“อรณิชา... ผม... ผมขะ...” ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยปากขอโทษหญิงสาวแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเธอขัดขึ้นมาก่อน
“หยุด! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เพราะฉันจะไม่มีวันอภัยให้กับคุณเด็ดขาด”พูดจบหญิงสาวก็วิ่งออกไปจากห้องทันทีโดยไม่หันกลับมามองเขาเลยสักนิด
วิทยาทำท่าจะวิ่งตามออกไปแต่เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะพาลโกรธมากขึ้นไปอีกเขาจึงจำใจต้องชะงักเท้าของตัวเองแล้วเปลี่ยนเป้าหมายเป็ที่เตียงนอนก่อนจะทิ้งตัวลงไปอย่างเหนื่อยอ่อนภายในใจคิดว่าหญิงสาวคงจะลงไปหาพี่เลี้ยงของเธอข้างล่างโชคดีที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเธอหาคนสนิทที่เป็ที่พึ่งทางใจให้กับเธอมาอยู่ด้วยอย่างน้อยเธอจะได้ไม่เหงาและว้าเหว่จนเกินไปใน่ที่ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขา
ชายหนุ่มหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้าจากการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอดังนั้นเขาจึงหลับไปพร้อมกับความคิดที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวใจเธอถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อแลกกับความเป็อิสระในอนาคตส่วนเขาแต่งงานกับเธอเพราะมีความฝันอันสูงสุดเป็รางวัลดังนั้นเขากับเธอต่างก็ไม่มีความรักต่อกันไม่ว่าจะเป็วันนี้หรือวันข้างหน้า
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากชั้นบนของบ้านทำให้สายใจและชื่นสองสาวใช้ที่กำลังช่วยกันจัดของอยู่ในครัวรีบวิ่งกันออกมาดู
แต่ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปถึงห้องนอนของคนเป็เ้านายต่างคนก็ต่างเกี่ยงยืนเถียงกันอยู่ตรงบันไดไม่นานก็ได้ยินเสียงกระแทกประตูด้วยแรงโทสะ และตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึงตังลงมา
“คุณหนู คุณหนูอร เป็อะไรหรือเปล่าคะ” ชื่นรีบปรี่เข้าไปประคองร่างนายสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นให้ก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย
“พี่ชื่น... อรจะกลับบ้าน” อรณิชาบอกเสียงปนสะอื้นน้ำตาเจิ่งนองอาบสองแก้มนวลจนชื้นแฉะ
“เอ่อ... รถของคุณหนูยังอยู่ที่บ้านโน้นน่ะค่ะ ถ้างั้นยืมรถคุณหมอไปไหมคะเดี๋ยวพี่ชื่นขึ้นไปขอกุญแจมาให้” พี่เลี้ยงพยายามหาทางออกให้กับนายสาวที่ตนรักและเป็ห่วงไม่น้อยและถือเป็การดีที่เธอได้มารับใช้ดูแลคุณหนูของเธอถึงที่นี่
“ไม่เอา! อรไม่เอาอะไรของเขาทั้งนั้น อรจะนั่งแท็กซี่ไปเอง” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นของหญิงสาวทำให้สาวใช้ทั้งสองหันมาสบตากันเป็เชิงเข้าใจในความหมาย‘แค่วันแรกก็ทะเลาะกันซะแล้วอย่างนี้จะไปรอดไหมเนี่ย’
“คุณหนู...” ชื่นทำท่าคิดหนักเพราะหากปล่อยให้คุณหนูของเธอนั่งแท็กซี่ไปเองคุณผู้หญิงบ้านโน้นต้องเล่นงานเธอแน่ๆ
“นะ พี่ชื่น อรอยากไปหาคุณพ่อคุณแม่” หญิงสาวอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
“งั้นโทรให้คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายส่งรถมารับดีไหมคะ” คนรับหน้าที่ดูแลเสนอด้วยความเป็ห่วงเพราะไม่อยากให้นายสาวนั่งรถไปเองเกรงว่าจะเป็อันตราย
“อรไม่อยากรอ อรจะไปตอนนี้ให้เร็วที่สุด” เมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่นของคนเป็เ้านายชื่นหันไปมองสายใจเหมือนจะขอความคิดเห็น เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ เป็การเข้าใจเธอจึงบอกนายสาว
“ค่ะๆ งั้นก็ได้ค่ะ แต่ให้พี่ชื่นไปด้วยนะคะ จะได้นั่งรถเป็เพื่อนคุณหนู”สิ้นคำพูดของพี่เลี้ยง หญิงสาวก็ให้คำตอบเป็การพยักหน้าจากนั้นทั้งสองก็เดินออกมาจากบ้านเพื่อไปเรียกรถแท็กซี่ตามที่คนเป็เ้านาย้า
ภายในห้องชุดของคอนโดสภาพกลางเก่ากลางใหม่ในย่านชานเมือง
ชายหนุ่มที่เมามายด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ั้แ่่ค่ำคืนที่ผ่านมายังคงนอนหลับสนิทเหยียดกายอยู่บนโซฟาตัวยาวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาง่ายๆแม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่ไปเกือบครึ่งค่อนวันแล้วก็ตามบนใบหน้าหล่อคมคายมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศก็ยังทำงานอยู่เป็ปกติ
“นนท์... นนท์...” กรรณิการ์เรียกชายหนุ่มที่นอนเหงื่อโซมกายเพื่อให้เขารู้สึกตัวเผื่อจะได้รู้ว่าเขา้าอะไรบ้างหรือมีความผิดปกติอะไรที่เป็ผลมาจากการดื่มของมึนเมาจนเกินกำลังของร่างกายหรือเปล่าเมื่อชายหนุ่มยังนอนเงียบ หญิงสาวจึงเข้าไปใกล้แล้วค่อยๆยื่นมือออกไปเขย่าแขนของเขาเบาๆ
“อร! อรกลับมาหานนท์แล้วเหรอ... อร” คนนอนคว้าหมับที่มือบางของหญิงสาวแล้วดึงเข้ามาหาตัวก่อนจะร้องเรียกชื่อคนรักทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“ว๊าย!...” กรรณิการ์อุทานด้วยความใเมื่อจู่ๆก็ถูกมือหนากระชากเข้าไปจนเกือบล้มทาบทับบนกายของเขา ดีที่เธอใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยันไว้กับพนักโซฟาไม่งั้นเธอคงได้ลงไปซุกซบกับอกของเขาแน่
“นนท์ ตื่นสิ นี่ก้อยนะ” หญิงสาวร้องบอกเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นแก้มเนียนร้อนผ่าวจนแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยั้แ่เป็เพื่อนกันมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เขากับเธอจะใกล้ชิดกันมากขนาดนี้
“หือ... จิ๊! โอ๊ย! ปวดหัวชะมัด” นนท์ประวิธกระเด้งตัวลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงใกล้ๆหู ว่าหญิงสาวที่เขาจะรั้งเข้ามากอดนั้นคือเพื่อนอีกคนที่ชื่อก้อยไม่ใช่อรณิชาคนรักที่เขากำลังละเมอถึงก่อนจะร้องลั่นเมื่อความรู้สึกปวดแปลบวิ่งขึ้นมาที่หัวสมองปานว่าจะะเิออกเป็เสี่ยงๆมือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นกุมศีรษะที่ปวดตุบเอาไว้โดยอัตโนมัติส่วนมืออีกข้างก็ยังบีบกำข้อมือเล็กของหญิงสาวเอาไว้มั่นเหมือนกับว่าจะช่วยระบายความเ็ปที่ได้รับ
“โอ๊ย! นนท์ ก้อยเจ็บ” กรรณิการ์นิ่วหน้าบอกชายหนุ่มเพื่อให้เขารู้สึกตัวว่ากำลังบีบแขนของเธออยู่
“อะ ก้อย นนท์ขอโทษ” นนท์ประวิธก้มมองมือของตัวเองแล้วต้องรีบคายออกทันควันเมื่อรู้ว่าเขาล่วงเกินเพื่อนสาวโดยไม่รู้ตัว
“เอ่อ... มะ ไม่เป็ไร ว่าแต่นนท์เถอะ เป็ยังไงบ้าง” กรรณิการ์ถอยออกไปเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มเห็นถึงอาการตื่นเต้นของเธอพร้อมทั้งเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“อือ ปวดหัวน่ะ... นี่กี่โมงแล้ว” คนเพิ่งตื่นสะบัดศีรษะเพื่อไล่อาการปวดตุบที่แทรกเข้ามาเรื่อยๆ
“จะเที่ยงแล้วหละ วันนี้วันหยุด หรือนนท์มีนัดที่ไหนหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่มีหรอก นนท์แค่คิดถึง... เอ่อ ก้อยว่าป่านนี้อรจะเป็ยังไงบ้าง... นนท์อยากโทรไปหาจัง”นนท์ประวิธคิดถึงสาวคนรักขึ้นมาจับใจอยากจะโทรไปหาแต่ก็กลัวเป็การรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอ ลึกๆภายในใจยังหวังและภาวนาขอให้หญิงสาวผ่านพ้นจากราตรีที่แสนหวานนั้นไปโดยไม่มีอะไรสึกหรอแม้จะเป็ไปได้ยากและเหลือเชื่อก็ตาม แต่ส่วนหนึ่งเขาก็มั่นใจว่าอรณิชาหญิงสาวที่เขารักคงไม่หลวมตัวปล่อยใจไปกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอบอกว่าไม่เคยรู้จักอย่างแน่นอน
“ก้อยว่าอย่าโทรไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้อรก็ไปทำงานแล้วหละ” กรรณิการ์ปลอบใจเพื่อนชายที่เธอแอบรักด้วยน้ำเสียงปนเศร้าเล็กน้อยไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังรักและคิดถึงหญิงสาวที่เขารักแต่เพียงผู้เดียวแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะไปเป็ของคนอื่นแล้วก็ตามพอคิดถึงตรงนี้แล้วความน้อยใจก็แล่นขึ้นมาจุกอกจนตื้อไปหมดเธอจะต้องกล้ำกลืนฝืนแอบรักเขาต่อไปอย่างนี้หรือไงนะ
“ก้อย... ก้อย...” นนท์ประวิธเรียกหญิงสาวตรงหน้าเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว
“อะ อือ ตะกี้นนท์ว่าอะไรนะ” เ้าของชื่อสะดุ้งตื่นจากภวังค์หันมาถามคนเรียกเมื่อคิดว่าเขาอยากได้อะไร
“เปล่า นนท์เห็นก้อยเงียบไปก็เลยเรียก”
“เดี๋ยวก้อยไปเอากาแฟดำมาให้นะ เผื่อจะช่วยได้บ้าง” หญิงสาวบอกแล้วรีบเดินเข้าไปในครัวด้วยความรวดเร็วเพราะกลัวเขาจะจับความรู้สึกของเธอได้ไม่นานร่างบางก็กลับออกมาพร้อมกับถ้วยกาแฟหอมกรุ่นแล้วนำมายื่นให้ชายหนุ่มที่ตอนนี้กายแกร่งลุกขึ้นนั่งแล้วเอนหลังไปกับพนักพิงโซฟาด้วยสภาพอ่อนเพลีย
“ขอบใจนะ” นนท์ประวิธพูดหลังจากรับแก้วกาแฟมาถือไว้แล้วค่อยๆ ยกขึ้นจิบทีละนิด
“เมื่อคืนนนท์ขอโทษนะที่ทำให้ก้อยต้องลำบากน่ะ นนท์ดื่มหนักเกินไปจริงๆแหละ” ชายหนุ่มบอกด้วยความรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงสภาพของตัวเองที่เมามายจนทำให้เพื่อนสาวต้องลำบากพาเขากลับมา
“ไม่เป็ไรหรอก... ก้อยเต็มใจ” เสียงหวานตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็หม่นหมองลงเมื่อฟังประโยคต่อไปของเขา
“เพราะเราเป็เพื่อนกันนี่เนอะ... เฮ้อ... ก้อยรู้ไหมก้อยเป็เพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับนนท์เลยนะ นนท์ดีใจที่มีเพื่อนแบบก้อยอยู่ข้างๆเสมอ” คนพูดยิ้มกว้างออกมาเพื่อแสดงความจริงใจในขณะที่คนฟังทำได้แค่ฝืนยิ้มให้อย่างเ็ปกับคำว่าเพื่อนของเขา
“กะ ก้อยก็ยินดีจะอยู่เคียงข้างนนท์เสมอ” หญิงสาวตอบรับเสียงแ่เบา
“อืม... รู้สึกดีขึ้นแล้วหละ เดี๋ยวนนท์กลับเลยดีกว่า ก้อยจะได้พักผ่อน”นนท์ประวิธบอกพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนแล้วตรงดิ่งไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้กับห้องครัวทันทีชายหนุ่มล้างหน้าล้างตาและทำธุระส่วนตัวเพียงไม่นานก็กลับออกมา
“ไม่ทานข้าวด้วยกันก่อนเหรอ หิวหรือเปล่า” เ้าของห้องถือผ้าเช็ดหน้าไปให้เขาพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ไม่อ่ะ ตอนนี้นนท์กินอะไรไม่ลงหรอก ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง” ชายหนุ่มรับผ้าจากเพื่อนสาวมาเช็ดหน้าจนแห้งแล้วส่งคืนให้เ้าของพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณจากใจจากนั้นก็เดินตรงไปที่ประตูห้องก่อนจะเปิดออกไปเขาหันมาบอกลาหญิงสาวอีกครั้ง
“นนท์ไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน”
กรรณิการ์ทำแค่เพียงยิ้มบางๆให้เท่านั้น เพราะรู้ดีว่าหมดหนทางที่จะดึงรั้งเขาเอาไว้ได้อีกแล้วเธอแค่อยากมี่เวลาที่ได้อยู่กับเขาตามลำพังบ้างเท่านั้นแม้จะพยายามจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเขามากแค่ไหนข้างในนั้นก็ไม่เคยมีเธอเลยสักนิดถึงเขาจะไม่มีอรณิชาแต่เขาก็ไม่รักเธออยู่ดี หญิงสาวคิดในใจด้วยความปวดร้าว
............................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)
