หลังจากจบรอบคัดเลือกในรอบแรก..
ผู้เข้าแข่งขันเกือบสามพันคนก็หายไปเหมือนฝุ่นที่ถูกพัด
คนที่เหลืออยู่มีแค่สามสิบคน ซึ่งรวมผมอยู่ด้วย
ช่วงพักเที่ยงหลังจากนั้นไม่ต่างจากการให้เวลาหายใจหายคอสักพัก
แต่พอเข้าสู่ช่วงบ่าย ทุกอย่างก็เริ่มตึงเครียดขึ้นทันที
สนามกลางที่ว่ากว้างนักกว้างหนา กลับดูคับแน่นไปด้วยผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศ
อัฒจันทร์ทั้งห้าเต็มแน่นแทบไม่มีที่นั่งว่าง
พวกเขามารอดูอะไรน่ะหรือ? ไม่ใช่พวกอย่างผมหรอก
พวกเขามาดูเด็กอายุสิบสี่คนหนึ่งชื่อ หรง สุ่ยเหอ ประลองโชว์ฆ่าเวลาในฐานะคู่ชิงแชมป์ของรุ่นเล็ก
ใช่.. เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงของคนที่จ่ายตั๋วมาเท่านั้น
แต่ของจริง..
มันกำลังจะเริ่มหลังจากนั้นต่างหาก..
รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายของพวกเราสามสิบคน นั่นแหละที่ทุกคนรอดู
กรรมการรอบนี้ไม่ใช่คนจากนิกายชมจันทร์เหมือนก่อนหน้านี้
ผมเห็นตาแก่คนหนึ่งยืนอยู่กลางสนาม..
ผิวพรรณเหี่ยวย่นแต่แววตานิ่งขรึม มือไพล่หลัง หลังค่อมงอโค้งจนดูเหมือนคนจะล้มได้ทุกเมื่อ
แต่เสื้อไหมเนื้อลื่นที่เขาสวมอยู่นั่นสิ บอกชัดเลยว่าไม่ใช่ใครธรรมดาแน่ ยิ่งพอเห็นตรารูปจิ้งจอกปักอยู่ที่แผ่นหลัง ผมก็เข้าใจทันทีว่านี่คือคนจากสกุลฮู
“หม่า..ชุนเฟิง จาง..ลี่ชิว ป๋าย..เว่ยกง จู..หม่าเหริน หรง..เฉียน ฟ่ง..จื่อชิว อุสางิ..ซากิ ฟ้าน..หง..”
ตาแก่คนนั้นเอ่ยเรียกชื่อทีละคน..
ผมยืนฟังพร้อมกับกวาดตามองไปยังเวทีหลักที่ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเริ่มเดินขึ้นไปตามเสียงเรียกชื่อของตนเอง
เสียงนั้นเนิบช้าแต่กลับกดดันจนบรรยากาศทั้งสนามเงียบกริบอย่างประหลาด
“.. โหง..จิ่ว จิ้น..หมิน หลิว..เจี้ยน เฟิง..ป๋ายหยุน ฮั่ว..พั่ว คิม..บีโฮ สุดท้าย ซุน..โหวหวัง”
พอเสียงเรียกชื่อสุดท้ายเงียบลง ผมเห็นตาลุงคนนั้นกวาดตามองเหล่าผู้ที่ขึ้นเวทีตามชื่อของตัวเองทีละคน
สายตาเขานิ่ง.. แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนมองทะลุถึงข้างใน
ตอนที่ผมก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประลองหลัก..
ดวงตาของผม ที่มองเห็นทุกอย่างชัดเจนกว่าคนทั่วไปก็เริ่มทำหน้าที่ทันที
ผมกวาดสายตามองไปรอบเวที ไล่จับระดับพลังของแต่ละคนที่ยืนอยู่
ทั้งสามสิบคนในสนามตอนนี้ ต่างก็อยู่ในช่วงชั้นสัมผัสสรรพวิถีทั้งหมด มีเพียงสองคนที่เด่นขึ้นมาชัดเจน คนแรกคือคิมบีโฮที่ผมจับตามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ อีกคนคือชายชื่อเฟิงป๋ายหยุนที่อายุน่าจะมากกว่าผมราวสองปี และยังมีอีกสองคนที่อยู่ในขั้นสัมผัสปราณขั้นปลาย ซึ่งรวมถึงคนที่ผมเห็นในสนามประลองที่สิบ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดสายตาคือ อุสางิ ซากิ
ครั้งล่าสุดที่เจอกันเมื่อแปดเดือนก่อน ในวันสอบเข้าสำนักสี่ขุนเขา
ผมจำได้แม่นว่าเธอยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ระดับสัมผัสปราณขั้นต้น แต่ตอนนี้พลังของยัยนั่นแม้จะยังไม่หนาแน่นเท่าผม
แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกันแล้วด้วยซ้ำ เหมือนว่าซากิเพิ่งเหยียบเข้าจุดนี้ได้ไม่กี่วัน
แต่อย่างน้อย..
ก็ต้องยอมรับว่าเธอขยันและเพียรฝึกไม่น้อยเลยจริง ๆ
“ข้าชื่อ ฮู จิน ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลฮูทำหน้าที่เป็นกรรมการในรอบนี้”
ฮูจินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง..
แต่สิ่งที่ตามมาทำให้ผมต้องขมวดคิ้วคือมือขวาที่ไพล่หลังของเขาถูกยกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมานิ้วเดียว แล้วตามด้วยนิ้วที่เหลือทีละนิ้วจนครบห้านิ้วทื่อ ๆ ท่าทางดูแปลก แต่น่าขนลุกอย่างประหลาด
มันไม่ได้แค่สื่อความหมายธรรมดา แต่เหมือนเป็นการนับถอยหลังก็ไม่ปาน
“ในรอบนี้.. ข้าจะคัดคนออกสิบห้าคน แล้วเมื่อรวมเข้ากับตงเสวี่ยซานที่ได้สิทธิ์พิเศษจากการที่ตระกูลของมันเป็นผู้คว้าชัยในปีที่แล้ว จึงรวมเป็นสิบหกคนเพื่อแข่งขันในรอบการประลองหลัก”
ฮูจินยกมือขึ้นแล้วกวักเบา ๆ ไปทางด้านหลัง ผมมองตามอย่างอดสงสัยไม่ได้ จนกระทั่งเห็นผู้หญิงสองคนหน้าตาจิ้มลิ้มเดินออกมาพร้อมกับโถในมือคนละใบ
ใบหนึ่งดำสนิท อีกใบขาวสะอาดตา
ทั้งสองเดินมาหยุดยืนขนาบข้างซ้ายขวาของฮูจินอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ตาแก่ฮูจะผายมือช้า ๆ ไปทางสองฝั่งราวกับกำลังจะเริ่มพิธีกรรมบางอย่าง
“ในโถทั้งสองใบมีชื่อของพวกเจ้าทั้งสามสิบคนใส่อยู่ ในโถใบขวาจะเป็นชื่อของผู้ผ่านเข้ารอบในสนามที่เป็นเลขคี่ ส่วนอีกใบก็เป็นชื่อของคนจากสนามที่เหลือ
หากข้าหยิบชื่อของใครขึ้นมาพร้อมกัน พวกเจ้าก็จะถือเป็นคู่ต่อสู้ของกันและกัน”
พอฮูจินพูดจบ เขาก็ถกแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ แล้วหมุนตัวซ้ายขวาอย่างกับจะโชว์ให้เห็นว่าตัวเองไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่
แต่ก็นะ..
ต่อให้เข้าโชว์แบบนั้นแค่ถ้าเขาคิดจะเล่นตุกติก ใครมันจะจับได้
นักมายากลมันก็ทำแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ
จริงไหม?
เขาล้วงมือลงไปในโถทั้งสองใบอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยิบลูกบอลกลม ๆ สีขาวดำออกมาจากแต่ละโถ แล้วค่อย ๆ หมุนพลิกลูกบอลขึ้นอ่านบางอย่าง
ก่อนจะชูลูกกลม ๆ นั้นขึ้นเหนือหัว หมุนตัวซ้ายขวาแล้วประกาศเสียงดังฟังชัด
“คู่แรก..
ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาหลิวเจี้ยนพบกับ ฟ่งจื่อชิวแห่งพรรคคุ้มภัยตะวันออก
คนที่ข้าเรียกชื่อจงก้าวออกมาทางด้านหน้า!”
ขาผมก้าวออกไปตามเสียงเรียกของฮูจินแบบไม่ทันตั้งตัว
ดวงตาผมถึงกับสั่นไหว..
ไม่ใช่เพราะกลัวนะ
แต่เพราะ..
มันเร็วไปหน่อย เล่นเป็นคู่เปิดสนามเลยเหรอ?
ผมมองคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นชายรูปร่างสูงโปร่ง สูงกว่าผมประมาณครึ่งไม้บรรทัดได้
ดูจากคลื่นพลังแล้วก็พอมั่นใจว่าอยู่ในระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นพอ ๆ กันกับผม
แต่ความหนาแน่นของพลังปราณ..
อืม..
ก็น่าจะตรึง ๆ มืออยู่บ้าง คงต้องวัดด้านความเชี่ยวชาญวิชาของแต่ละคนแล้วล่ะ
“นี่..นี่..นี่ ไอ้คนนั้นใช่หรือไม่ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยบารมีของคนตระกูลตงน่ะ?”
“มันใส่ชุดสำนักสี่ขุนเขาแถมยังชื่อคล้าย น่าจะใช่แล้วล่ะ”
“คนที่เข้ารอบมาได้ด้วยวิธีแบบนั้นยังกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่บนสนามนี้อีกรึ? หากเป็นข้า ข้าไม่กล้าขึ้นไปยืนบนสนามประลองเสียด้วยซ้ำ”
“มันใช้วิธีนั้นผ่านเข้ามาได้ หน้าของมันก็คงจะด้านจนตบตีไม่เจ็บแล้วกระมัง..”
เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมจากอัฒจันทร์ทั้งสี่ฝั่ง
แน่นอนว่าไม่ใช่ฝั่งของตระกูลตง
ผมได้ยินแว่ว ๆ มาว่ากำลังพูดถึงผมอยู่ แต่จับคำไม่ได้ชัดเจนนัก
ส่วนอัฒจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่นั่งใกล้พวกตระกูลตงก็พลอยนิ่งเงียบตาม บางคนถึงกับทำหน้าอยากจะเม้าท์เต็มแก่ แต่ก็ได้แค่นั่งกระสับกระส่ายอยู่กับที่ คงกลัวว่าคำพูดจะหลุดลอยไปเข้าหูคนที่ไม่ควรเข้าล่ะมั้ง
“แต่วิธีเหล่านั้นก็ใช้ได้แต่กับรอบที่แล้วเท่านั้น รอบนี้อาวุโสฮูจินเป็นกรรมการ คงยากแล้วที่จะผ่านเข้ารอบได้อย่างสะดวก”
“ช่างน่าเสียดายแทนเจ้าฟ่งจื่อชิวผู้นั้น ราวกับขึ้นบนหลังเสือแล้วลงไม่ได้ คงสู้ได้ไม่เต็มที่”
“ใช่..ใช่! พรรคคุมภัยตะวันออกตั้งอยู่ในเขตคนตระกูลตงด้วย หากชนะเจ้าไร้ยางอายนั้นได้..คงได้ถูกคนตระกูลตงเรียกเข้าไปคุยอยู่หลายยก”
แต่เสียงพวกนั้นน่ะนะ..
มันไม่เคยลอดเข้าหูผมได้เลยสักคำเดียว
ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้ยินหรอก..
แต่เพราะตอนนั้นผมหูอื้อไปหมดจากความตื่นเต้นที่ตีขึ้นในอก
ความรู้สึกอยากประลอง..
อยากพุ่งเข้าใส่ใครสักคนแบบไม่ต้องห่วงความปลอดภัย
มันปะทุขึ้นเหมือนไอน้ำเดือดที่อยู่ในหม้อที่ปิดฝา
ไม่เหมือนตอนที่ต้องหลบหนีการไล่ล่าที่เมืองมังกรธารา ตอนนั้นผมคิดแต่จะรอดเอาตัวให้รอด
แต่ตอนนี้..
ผมแค่คิดว่าถ้าจะได้อาละวาดให้เต็มมือสักครั้ง..
นี่แหละโอกาส
“คนอื่นที่เหลือจงลงไปจากสนามประลอง เอาไว้ข้าจะประกาศเรียกชื่อของพวกเจ้าอีกครั้งหลังจบการประลองในคู่นี้”
พอเสียงของฮูจินจบลง ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออีกยี่สิบเจ็ดคนก็ทยอยกันเดินลงจากเวทีอย่างสงบ ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครมองมาทางผม
ยกเว้นอยู่คนเดียว..
ไอ้หมอนั่น..
โหวหวังไม่รีบร้อนจะลงจากสนามเหมือนคนอื่น มันเดินดุ่มเข้ามาหาผมแล้วตบแปะเข้าที่กลางหลังอย่างไม่ให้ตั้งตัว ทำเอาผมนี่สะดุ้งไปทั้งแถบ
ความตื่นเต้นที่กำลังพุ่งถึงขีดสุดราวกับจะระเบิดก็พลันถูกตบให้กลับมาสู่พื้นดินอย่างแรง
“ระวังหน้าสวย ๆ ของเอ็งไว้ด้วยเล่า..
เอ็งอาจไม่โชคดีเช่นคราก่อน”
“อ่า...”
ผมสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามดึงสติกลับมาให้มั่น
พอจังหวะใจเริ่มนิ่ง..
รอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากผมโดยไม่ทันรู้ตัว แล้วผมจึงตอบกลับไป
“อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีใครจ้องเอาชีวิตข้าเหมือนพวกที่ป่านั่นหรอก..
ยกเว้นเพียงตงเสวี่ยซานล่ะนะ”
“เช่นนั้นก็จงอย่าได้ประมาท”
โหวหวังพูดด้วยน้ำเสียงที่ผมไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก..
น้ำเสียงที่จริงจังจนผมต้องหันไปสบตากับมัน
มันไม่ใช่แค่คำเตือน..
แต่มันคือความห่วงใยที่แฝงอยู่ในคำพูดของเพื่อนคนหนึ่ง
“คนที่กล้าลงสมัครในรุ่นนี้ล้วนแล้วแต่มีดีทั้งนั้น
เอ็งอย่าลืม..
รุ่นนี้เป็นรุ่นเดียวที่อนุญาตให้พวกเราห้าเสาหลักได้ลงประลองแข่งขัน
คนที่ลงแข่งในรุ่นนี้ล้วนเตรียมใจมาแล้วว่าอย่างไรต้องพบกับคนสกุลปีกมังกรที่ยืนอยู่เหนือสุด
และไม่ใช่ทุกคนเป็นพวกไก่กาที่จะยอมให้เอ็งเช่นรอบก่อน อย่าได้ประมาทไป”
“อ่า.. ข้าเข้าใจ”
ผมยังจำคำที่ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงเคยพูดไว้ตอนเรานั่งเนาปราณระหว่างเดินทางมายังเมืองนี้ได้ดี
ในอาณาจักรปัญจมิตรแห่งนี้มีคนอยู่ถึงแปดสิบล้านคน
และในรุ่นเดียวกับผม..
มีคนที่มีสิทธิ์ลงแข่งขันได้เป็นล้าน แต่สุดท้ายคนที่ยืนอยู่ในสนามจริง ๆ กลับน้อยนิด เพราะพวกนั้นไม่อยากเป็นจุดสนใจ ไม่อยากเอาตัวเข้าไปปะทะกับคนจากห้าตระกูลเสาหลักตั้งแต่เนิ่น ๆ
ส่วนคนที่กล้าลงแข่งในรุ่นมัธยุทธ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่พวกมาเอาสนุก ก็คือพวกที่มั่นใจในตัวเองเต็มร้อย
มั่นใจว่าจะฉายแสงพอให้คนใหญ่คนโตในอาณาจักรหันมามอง
นั่นแหละ..
เพราะแบบนี้..
คนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ถึงตอนนี้ ไม่มีใครธรรมดาเลยแม้แต่คนเดียว
“เข้าใจก็ดีแล้ว..”
โหวหวังพูดจบก็ตบเบา ๆ ลงบนบ่าผมแล้วจึงเดินจากไปอย่างไม่รีรอ ปล่อยให้ผมยืนอยู่กับเสียงปราณที่ยังหมุนวนรอบอก
พอเวทีประลองเหลือกันอยู่แค่สามคน ฮูจินก็เริ่มเอ่ยกฎของการประลองรอบนี้อีกครั้ง
กฎที่แทบไม่ต่างจากรอบก่อน ห้ามใช้ยาพิษ ห้ามตกเวที และสำคัญสุด.. ห้ามถึงแก่ชีวิตหรือพิการ
ฟังดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้สู้เต็มที่ แต่ในหัวผมกลับมีคำถามว่า..
จะมีใครเล่นนอกเกมอีกไหม
แน่นอนว่ามันต้องระแวงอยู่แล้ว..
รอบก่อนผมก็โดนมาทีหนึ่ง
“หากพวกเจ้าทราบแล้ว ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก
ตอนนี้อยากกล่าวอะไรต่อกันก็เชิญ”
ฮูจินพูดขึ้นก่อนหันสายตามาทางผม..
เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขาต้องการให้ผมเริ่มพูดก่อน
ผมพยักหน้าเบา ๆ รับรู้ แล้วจึงหันไปสบตากับคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างช้า ๆ
ความรู้สึกในอกเริ่มกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นิ่งกว่าที่เคย
“ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา..หลิวเจี้ยน ขอได้โปรดพี่ชายไว้ไมตรีด้วย..”
“พรรคคุ้มภัยตะวันออก..ฟ่งจื่อชิว”
เจ้าคนร่างโย่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อยจนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันมาแข่งเพราะอยากสู้จริง ๆ หรือแค่โดนบังคับให้มา
ใบหน้านั่นแทบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เหมือนคนที่ไม่คิดอะไรอยู่ในหัวสักอย่างเดียว
พอพวกเราพูดแนะนำตัวกันจบ ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ผมเองก็ยังจ้องตามองอยู่
ส่วนฮูจินก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาค่อย ๆ เหินร่างลอยขึ้นจากพื้นสนาม
คงกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรปล่อยให้ครบตามเวลาที่ให้ก่อนหน้านี้ดี หรือประกาศเริ่มเลยเพราะตอนนี้พวกผมไม่มีท่าทีจะพูดอะไรกันแล้ว
แล้วเขาก็เลือก..
“หากพร้อมแล้ว การประลองในคู่ที่หนึ่ง หลิวเจี้ยนปะทะฟ่งจื่อชิว เริ่มได้!!”
พอคำประกาศของฮูจินดังก้องไปทั่วสนามประลอง
ความคิดฟุ้งซ่านที่คอยยุ่งเหยิงอยู่ในหัวของผมก็สงบลง มือกระชับกระแสธาราไว้แน่น ยังไม่ได้ขยับไปไหน
แต่เป็นอีกฝ่ายที่เคลื่อนไหวก่อนผม
ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของฟ่งจื่อชิว ผมก็แทบไม่ต้องคิด
มือขวาของเขาปรากฏหอกเล่มใหญ่ขึ้นมา แล้วเจ้าตัวก็พุ่งตรงมาอย่างกับลูกศรหลุดจากคันธนู
แน่นอนว่าผมเองก็ไม่คิดจะยืนรอ..!
กระแสธาราที่อยู่ในมือมันตอบสนองแทบจะพร้อมกันกับหัวใจที่เต้นแรง..!
ผมพุ่งเข้าหาเขาทันที ราวกับน้ำเชี่ยวปะทะศิลา
ไอ้หมอนั่นใช้หอก.. อาวุธระยะกลางที่แทงได้ไกลกว่าดาบกระบี่ทั่วไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมต้องระวังให้ดี
พอผมวิ่งเข้าไปถึงระยะการโจมตีของหอก มันก็ซัดคมหอกมาเป็นชุดไม่มีพักเลย
หอกยาวเมตรกว่าแทงกระหน่ำใส่หน้าผมราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แต่ละการแทงที่ฟาดออกมาน่ะเหรอ?
ผมหลบได้หมด..
ซึ่งทั้งหมดก็ต้องขอบคุณโหวหวัง ก็ไอ้หมอนั่นก็ใช้อาวุธระยะกลางเหมือนกัน ผมเลยจับจังหวะของพวกใช้หอกกับกระบองได้ดีกว่าเมื่อก่อน
การหลบได้หมดทุกการออกอาวุธของฟ่งจื่อชิวจึงไม่ได้ยากสำหรับผม
แล้วจากการซ้อมกับโหวหวังมา..
มันทำให้ผมรู้ข้อใหญ่ข้อหนึ่ง..
คือคนใช้อาวุธระยะกลาง จะแพ้ทางการเข้าประชิด ถ้าหลุดระยะเมื่อไหร่ พวกนี้ก็ลำบากทันทีเพราะความเก้งก้างของอาวุธ
ผมเลยเริ่มขยับเท้า ลากกระบี่ปัดหอกของมันไปพลาง ๆ มองหาช่องเข้าโจมตี
แค่ไม่กี่ก้าว..
ผมก็เห็นแล้ว ช่องว่างเล็ก ๆ ที่มันเผลอเปิดไว้ ผมก็ไม่รอช้า ตวัดกระบี่ฟาดไปที่ลำตัวมันทันทีด้วยความแรงระดับหนึ่ง
ใช่!
ผมตั้งใจให้มันยกหอกมาบัง เพราะนั่นแหละคือกับดักที่ผมปูไว้
ภาพในหัวของผมตอนนั้นจินตนาการและคิดตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายล่วงหน้าไว้หลายก้าวในจังหวะนั้น
ซึ่งผมก็คิดหาวิธีโต้ตอบและสวนกลับเผื่อเอาไว้แล้ว
ทว่า..
ยังไม่ทันที่ผมจะตวัดกระบี่ฟาดซ้ำลงไป ร่างของฟ่งจื่อชิวกลับปลิวกระเด็นออกไปไกลหลายเมตรจนร่วงตกเวทีประลองราวกับใบไม้โดนพายุพัด ทั้ง ๆ ที่ถูกกระบี่ของผมฝาดใส่ไปแค่ทีเดียวเท่านั้น
ทำเอาผมที่ตั้งท่าเตรียมออกกระบี่ซัดใส่มุมอับอีกรอบถึงกับอ้าปากเหว่อ
“ฟ่งจื่อชิวตกสนามประลอง หลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขาเป็นฝ่ายชนะ!!”
ฮูจินประกาศออกมาด้วยเสียงดังที่ผสมปราณเข้าไป
ผมยืนนิ่งค้างอยู่บนเวทีประลอง เหงื่อยังไม่ทันไหลสักหยด กระบี่ในมือก็เพิ่งฟาดออกไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
และที่แย่คือ..
มันเป็นแค่การฟันล่อเป้าเสียด้วยซ้ำ..! ยังไม่ได้ลงมือจริง ๆ เลย
จะให้เชื่อว่าฟ่งจื่อชิวตกเวทีเพราะกระบี่หลอกนั่น?
ใครมันจะไปเชื่อกันล่ะ!
ฟ่งจื่อชิวลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าเหยเกอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่สายตาของมันจะปรายมาทางผม เหมือนจะแฝงความหมายบางอย่าง แล้วเขาก็หมุนตัวไปยังอัฒจันทร์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อมไปยังพื้นที่ของตระกูลตง..
ผมรู้สึกหนาววาบขึ้นมาทันที!