ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 63 คู่ประลอง

            หลังจากจบรอบคัดเลือกในรอบแรก..

            ผู้เข้าแข่งขันเกือบสามพันคนก็หายไปเหมือนฝุ่นที่ถูกพัด

            คนที่เหลืออยู่มีแค่สามสิบคน ซึ่งรวมผมอยู่ด้วย

            ช่วงพักเที่ยงหลังจากนั้นไม่ต่างจากการให้เวลาหายใจหายคอสักพัก

            แต่พอเข้าสู่ช่วงบ่าย ทุกอย่างก็เริ่มตึงเครียดขึ้นทันที

            สนามกลางที่ว่ากว้างนักกว้างหนา กลับดูคับแน่นไปด้วยผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศ

            อัฒจันทร์ทั้งห้าเต็มแน่นแทบไม่มีที่นั่งว่าง

            พวกเขามารอดูอะไรน่ะหรือ? ไม่ใช่พวกอย่างผมหรอก

            พวกเขามาดูเด็กอายุสิบสี่คนหนึ่งชื่อ หรง สุ่ยเหอ ประลองโชว์ฆ่าเวลาในฐานะคู่ชิงแชมป์ของรุ่นเล็ก

            ใช่.. เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงของคนที่จ่ายตั๋วมาเท่านั้น

            แต่ของจริง..

            มันกำลังจะเริ่มหลังจากนั้นต่างหาก..

            รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายของพวกเราสามสิบคน นั่นแหละที่ทุกคนรอดู

             

            กรรมการรอบนี้ไม่ใช่คนจากนิกายชมจันทร์เหมือนก่อนหน้านี้

            ผมเห็นตาแก่คนหนึ่งยืนอยู่กลางสนาม..

            ผิวพรรณเหี่ยวย่นแต่แววตานิ่งขรึม มือไพล่หลัง หลังค่อมงอโค้งจนดูเหมือนคนจะล้มได้ทุกเมื่อ

            แต่เสื้อไหมเนื้อลื่นที่เขาสวมอยู่นั่นสิ บอกชัดเลยว่าไม่ใช่ใครธรรมดาแน่ ยิ่งพอเห็นตรารูปจิ้งจอกปักอยู่ที่แผ่นหลัง ผมก็เข้าใจทันทีว่านี่คือคนจากสกุลฮู

            “หม่า..ชุนเฟิง จาง..ลี่ชิว ป๋าย..เว่ยกง จู..หม่าเหริน หรง..เฉียน ฟ่ง..จื่อชิว อุสางิ..ซากิ ฟ้าน..หง..”

            ตาแก่คนนั้นเอ่ยเรียกชื่อทีละคน..

            ผมยืนฟังพร้อมกับกวาดตามองไปยังเวทีหลักที่ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเริ่มเดินขึ้นไปตามเสียงเรียกชื่อของตนเอง

            เสียงนั้นเนิบช้าแต่กลับกดดันจนบรรยากาศทั้งสนามเงียบกริบอย่างประหลาด

            “.. โหง..จิ่ว จิ้น..หมิน หลิว..เจี้ยน เฟิง..ป๋ายหยุน ฮั่ว..พั่ว คิม..บีโฮ สุดท้าย ซุน..โหวหวัง”

            พอเสียงเรียกชื่อสุดท้ายเงียบลง ผมเห็นตาลุงคนนั้นกวาดตามองเหล่าผู้ที่ขึ้นเวทีตามชื่อของตัวเองทีละคน

            สายตาเขานิ่ง.. แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนมองทะลุถึงข้างใน

             

            ตอนที่ผมก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประลองหลัก..

            ดวงตาของผม ที่มองเห็นทุกอย่างชัดเจนกว่าคนทั่วไปก็เริ่มทำหน้าที่ทันที

            ผมกวาดสายตามองไปรอบเวที ไล่จับระดับพลังของแต่ละคนที่ยืนอยู่

            ทั้งสามสิบคนในสนามตอนนี้ ต่างก็อยู่ในช่วงชั้นสัมผัสสรรพวิถีทั้งหมด มีเพียงสองคนที่เด่นขึ้นมาชัดเจน คนแรกคือคิมบีโฮที่ผมจับตามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ อีกคนคือชายชื่อเฟิงป๋ายหยุนที่อายุน่าจะมากกว่าผมราวสองปี และยังมีอีกสองคนที่อยู่ในขั้นสัมผัสปราณขั้นปลาย ซึ่งรวมถึงคนที่ผมเห็นในสนามประลองที่สิบ

            แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดสายตาคือ อุสางิ ซากิ

             

            ครั้งล่าสุดที่เจอกันเมื่อแปดเดือนก่อน ในวันสอบเข้าสำนักสี่ขุนเขา

            ผมจำได้แม่นว่าเธอยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ระดับสัมผัสปราณขั้นต้น แต่ตอนนี้พลังของยัยนั่นแม้จะยังไม่หนาแน่นเท่าผม

            แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกันแล้วด้วยซ้ำ เหมือนว่าซากิเพิ่งเหยียบเข้าจุดนี้ได้ไม่กี่วัน

            แต่อย่างน้อย..

            ก็ต้องยอมรับว่าเธอขยันและเพียรฝึกไม่น้อยเลยจริง ๆ

             

            “ข้าชื่อ ฮู จิน ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลฮูทำหน้าที่เป็นกรรมการในรอบนี้”

            ฮูจินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง..

            แต่สิ่งที่ตามมาทำให้ผมต้องขมวดคิ้วคือมือขวาที่ไพล่หลังของเขาถูกยกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมานิ้วเดียว แล้วตามด้วยนิ้วที่เหลือทีละนิ้วจนครบห้านิ้วทื่อ ๆ ท่าทางดูแปลก แต่น่าขนลุกอย่างประหลาด

            มันไม่ได้แค่สื่อความหมายธรรมดา แต่เหมือนเป็นการนับถอยหลังก็ไม่ปาน

            “ในรอบนี้.. ข้าจะคัดคนออกสิบห้าคน แล้วเมื่อรวมเข้ากับตงเสวี่ยซานที่ได้สิทธิ์พิเศษจากการที่ตระกูลของมันเป็นผู้คว้าชัยในปีที่แล้ว จึงรวมเป็นสิบหกคนเพื่อแข่งขันในรอบการประลองหลัก”

            ฮูจินยกมือขึ้นแล้วกวักเบา ๆ ไปทางด้านหลัง ผมมองตามอย่างอดสงสัยไม่ได้ จนกระทั่งเห็นผู้หญิงสองคนหน้าตาจิ้มลิ้มเดินออกมาพร้อมกับโถในมือคนละใบ

            ใบหนึ่งดำสนิท อีกใบขาวสะอาดตา

             

            ทั้งสองเดินมาหยุดยืนขนาบข้างซ้ายขวาของฮูจินอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ตาแก่ฮูจะผายมือช้า ๆ ไปทางสองฝั่งราวกับกำลังจะเริ่มพิธีกรรมบางอย่าง

            “ในโถทั้งสองใบมีชื่อของพวกเจ้าทั้งสามสิบคนใส่อยู่ ในโถใบขวาจะเป็นชื่อของผู้ผ่านเข้ารอบในสนามที่เป็นเลขคี่ ส่วนอีกใบก็เป็นชื่อของคนจากสนามที่เหลือ

            หากข้าหยิบชื่อของใครขึ้นมาพร้อมกัน พวกเจ้าก็จะถือเป็นคู่ต่อสู้ของกันและกัน”

            พอฮูจินพูดจบ เขาก็ถกแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ แล้วหมุนตัวซ้ายขวาอย่างกับจะโชว์ให้เห็นว่าตัวเองไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่

             

            แต่ก็นะ..

            ต่อให้เข้าโชว์แบบนั้นแค่ถ้าเขาคิดจะเล่นตุกติก ใครมันจะจับได้

            นักมายากลมันก็ทำแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ

            จริงไหม?

             

            เขาล้วงมือลงไปในโถทั้งสองใบอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยิบลูกบอลกลม ๆ สีขาวดำออกมาจากแต่ละโถ แล้วค่อย ๆ หมุนพลิกลูกบอลขึ้นอ่านบางอย่าง

            ก่อนจะชูลูกกลม ๆ นั้นขึ้นเหนือหัว หมุนตัวซ้ายขวาแล้วประกาศเสียงดังฟังชัด

            “คู่แรก..

            ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาหลิวเจี้ยนพบกับ ฟ่งจื่อชิวแห่งพรรคคุ้มภัยตะวันออก

            คนที่ข้าเรียกชื่อจงก้าวออกมาทางด้านหน้า!”

             

            ขาผมก้าวออกไปตามเสียงเรียกของฮูจินแบบไม่ทันตั้งตัว

            ดวงตาผมถึงกับสั่นไหว..

            ไม่ใช่เพราะกลัวนะ

            แต่เพราะ..

            มันเร็วไปหน่อย เล่นเป็นคู่เปิดสนามเลยเหรอ?

             

            ผมมองคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นชายรูปร่างสูงโปร่ง สูงกว่าผมประมาณครึ่งไม้บรรทัดได้

            ดูจากคลื่นพลังแล้วก็พอมั่นใจว่าอยู่ในระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นพอ ๆ กันกับผม

            แต่ความหนาแน่นของพลังปราณ..

            อืม..

            ก็น่าจะตรึง ๆ มืออยู่บ้าง คงต้องวัดด้านความเชี่ยวชาญวิชาของแต่ละคนแล้วล่ะ

             

            “นี่..นี่..นี่ ไอ้คนนั้นใช่หรือไม่ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยบารมีของคนตระกูลตงน่ะ?”

            “มันใส่ชุดสำนักสี่ขุนเขาแถมยังชื่อคล้าย น่าจะใช่แล้วล่ะ”

            “คนที่เข้ารอบมาได้ด้วยวิธีแบบนั้นยังกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่บนสนามนี้อีกรึ? หากเป็นข้า ข้าไม่กล้าขึ้นไปยืนบนสนามประลองเสียด้วยซ้ำ”

            “มันใช้วิธีนั้นผ่านเข้ามาได้ หน้าของมันก็คงจะด้านจนตบตีไม่เจ็บแล้วกระมัง..”

             

            เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมจากอัฒจันทร์ทั้งสี่ฝั่ง

            แน่นอนว่าไม่ใช่ฝั่งของตระกูลตง

            ผมได้ยินแว่ว ๆ มาว่ากำลังพูดถึงผมอยู่ แต่จับคำไม่ได้ชัดเจนนัก

            ส่วนอัฒจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่นั่งใกล้พวกตระกูลตงก็พลอยนิ่งเงียบตาม บางคนถึงกับทำหน้าอยากจะเม้าท์เต็มแก่ แต่ก็ได้แค่นั่งกระสับกระส่ายอยู่กับที่ คงกลัวว่าคำพูดจะหลุดลอยไปเข้าหูคนที่ไม่ควรเข้าล่ะมั้ง

             

            “แต่วิธีเหล่านั้นก็ใช้ได้แต่กับรอบที่แล้วเท่านั้น รอบนี้อาวุโสฮูจินเป็นกรรมการ คงยากแล้วที่จะผ่านเข้ารอบได้อย่างสะดวก”

            “ช่างน่าเสียดายแทนเจ้าฟ่งจื่อชิวผู้นั้น ราวกับขึ้นบนหลังเสือแล้วลงไม่ได้ คงสู้ได้ไม่เต็มที่”

            “ใช่..ใช่! พรรคคุมภัยตะวันออกตั้งอยู่ในเขตคนตระกูลตงด้วย หากชนะเจ้าไร้ยางอายนั้นได้..คงได้ถูกคนตระกูลตงเรียกเข้าไปคุยอยู่หลายยก”

             

            แต่เสียงพวกนั้นน่ะนะ..

            มันไม่เคยลอดเข้าหูผมได้เลยสักคำเดียว

            ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้ยินหรอก..

            แต่เพราะตอนนั้นผมหูอื้อไปหมดจากความตื่นเต้นที่ตีขึ้นในอก

            ความรู้สึกอยากประลอง..

            อยากพุ่งเข้าใส่ใครสักคนแบบไม่ต้องห่วงความปลอดภัย

            มันปะทุขึ้นเหมือนไอน้ำเดือดที่อยู่ในหม้อที่ปิดฝา

            ไม่เหมือนตอนที่ต้องหลบหนีการไล่ล่าที่เมืองมังกรธารา ตอนนั้นผมคิดแต่จะรอดเอาตัวให้รอด

            แต่ตอนนี้..

            ผมแค่คิดว่าถ้าจะได้อาละวาดให้เต็มมือสักครั้ง..

            นี่แหละโอกาส

             

            “คนอื่นที่เหลือจงลงไปจากสนามประลอง เอาไว้ข้าจะประกาศเรียกชื่อของพวกเจ้าอีกครั้งหลังจบการประลองในคู่นี้”

            พอเสียงของฮูจินจบลง ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออีกยี่สิบเจ็ดคนก็ทยอยกันเดินลงจากเวทีอย่างสงบ ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครมองมาทางผม

             

            ยกเว้นอยู่คนเดียว..

            ไอ้หมอนั่น..

            โหวหวังไม่รีบร้อนจะลงจากสนามเหมือนคนอื่น มันเดินดุ่มเข้ามาหาผมแล้วตบแปะเข้าที่กลางหลังอย่างไม่ให้ตั้งตัว ทำเอาผมนี่สะดุ้งไปทั้งแถบ

            ความตื่นเต้นที่กำลังพุ่งถึงขีดสุดราวกับจะระเบิดก็พลันถูกตบให้กลับมาสู่พื้นดินอย่างแรง

            “ระวังหน้าสวย ๆ ของเอ็งไว้ด้วยเล่า..

            เอ็งอาจไม่โชคดีเช่นคราก่อน”

             

            “อ่า...”

            ผมสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามดึงสติกลับมาให้มั่น

            พอจังหวะใจเริ่มนิ่ง..

            รอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากผมโดยไม่ทันรู้ตัว แล้วผมจึงตอบกลับไป

            “อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีใครจ้องเอาชีวิตข้าเหมือนพวกที่ป่านั่นหรอก..

            ยกเว้นเพียงตงเสวี่ยซานล่ะนะ”

             

            “เช่นนั้นก็จงอย่าได้ประมาท”

            โหวหวังพูดด้วยน้ำเสียงที่ผมไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก..

            น้ำเสียงที่จริงจังจนผมต้องหันไปสบตากับมัน

            มันไม่ใช่แค่คำเตือน..

            แต่มันคือความห่วงใยที่แฝงอยู่ในคำพูดของเพื่อนคนหนึ่ง

            “คนที่กล้าลงสมัครในรุ่นนี้ล้วนแล้วแต่มีดีทั้งนั้น

            เอ็งอย่าลืม..

            รุ่นนี้เป็นรุ่นเดียวที่อนุญาตให้พวกเราห้าเสาหลักได้ลงประลองแข่งขัน

            คนที่ลงแข่งในรุ่นนี้ล้วนเตรียมใจมาแล้วว่าอย่างไรต้องพบกับคนสกุลปีกมังกรที่ยืนอยู่เหนือสุด

            และไม่ใช่ทุกคนเป็นพวกไก่กาที่จะยอมให้เอ็งเช่นรอบก่อน อย่าได้ประมาทไป”

             

            “อ่า.. ข้าเข้าใจ”

            ผมยังจำคำที่ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงเคยพูดไว้ตอนเรานั่งเนาปราณระหว่างเดินทางมายังเมืองนี้ได้ดี

            ในอาณาจักรปัญจมิตรแห่งนี้มีคนอยู่ถึงแปดสิบล้านคน

            และในรุ่นเดียวกับผม..

            มีคนที่มีสิทธิ์ลงแข่งขันได้เป็นล้าน แต่สุดท้ายคนที่ยืนอยู่ในสนามจริง ๆ กลับน้อยนิด เพราะพวกนั้นไม่อยากเป็นจุดสนใจ ไม่อยากเอาตัวเข้าไปปะทะกับคนจากห้าตระกูลเสาหลักตั้งแต่เนิ่น ๆ

            ส่วนคนที่กล้าลงแข่งในรุ่นมัธยุทธ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่พวกมาเอาสนุก ก็คือพวกที่มั่นใจในตัวเองเต็มร้อย

            มั่นใจว่าจะฉายแสงพอให้คนใหญ่คนโตในอาณาจักรหันมามอง

            นั่นแหละ..

            เพราะแบบนี้..

            คนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ถึงตอนนี้ ไม่มีใครธรรมดาเลยแม้แต่คนเดียว

             

            “เข้าใจก็ดีแล้ว..”

            โหวหวังพูดจบก็ตบเบา ๆ ลงบนบ่าผมแล้วจึงเดินจากไปอย่างไม่รีรอ ปล่อยให้ผมยืนอยู่กับเสียงปราณที่ยังหมุนวนรอบอก

             

            พอเวทีประลองเหลือกันอยู่แค่สามคน ฮูจินก็เริ่มเอ่ยกฎของการประลองรอบนี้อีกครั้ง

            กฎที่แทบไม่ต่างจากรอบก่อน ห้ามใช้ยาพิษ ห้ามตกเวที และสำคัญสุด.. ห้ามถึงแก่ชีวิตหรือพิการ

            ฟังดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้สู้เต็มที่ แต่ในหัวผมกลับมีคำถามว่า..

            จะมีใครเล่นนอกเกมอีกไหม

            แน่นอนว่ามันต้องระแวงอยู่แล้ว..

            รอบก่อนผมก็โดนมาทีหนึ่ง

             

            “หากพวกเจ้าทราบแล้ว ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก

            ตอนนี้อยากกล่าวอะไรต่อกันก็เชิญ”

            ฮูจินพูดขึ้นก่อนหันสายตามาทางผม..

            เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขาต้องการให้ผมเริ่มพูดก่อน

             

            ผมพยักหน้าเบา ๆ รับรู้ แล้วจึงหันไปสบตากับคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างช้า ๆ

            ความรู้สึกในอกเริ่มกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นิ่งกว่าที่เคย

            “ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา..หลิวเจี้ยน ขอได้โปรดพี่ชายไว้ไมตรีด้วย..”

             

            “พรรคคุ้มภัยตะวันออก..ฟ่งจื่อชิว”

            เจ้าคนร่างโย่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อยจนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันมาแข่งเพราะอยากสู้จริง ๆ หรือแค่โดนบังคับให้มา

            ใบหน้านั่นแทบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เหมือนคนที่ไม่คิดอะไรอยู่ในหัวสักอย่างเดียว

             

            พอพวกเราพูดแนะนำตัวกันจบ ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ผมเองก็ยังจ้องตามองอยู่

            ส่วนฮูจินก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาค่อย ๆ เหินร่างลอยขึ้นจากพื้นสนาม

            คงกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรปล่อยให้ครบตามเวลาที่ให้ก่อนหน้านี้ดี หรือประกาศเริ่มเลยเพราะตอนนี้พวกผมไม่มีท่าทีจะพูดอะไรกันแล้ว

            แล้วเขาก็เลือก..

            “หากพร้อมแล้ว การประลองในคู่ที่หนึ่ง หลิวเจี้ยนปะทะฟ่งจื่อชิว เริ่มได้!!”

             

            พอคำประกาศของฮูจินดังก้องไปทั่วสนามประลอง

            ความคิดฟุ้งซ่านที่คอยยุ่งเหยิงอยู่ในหัวของผมก็สงบลง มือกระชับกระแสธาราไว้แน่น ยังไม่ได้ขยับไปไหน

            แต่เป็นอีกฝ่ายที่เคลื่อนไหวก่อนผม

            ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของฟ่งจื่อชิว ผมก็แทบไม่ต้องคิด

            มือขวาของเขาปรากฏหอกเล่มใหญ่ขึ้นมา แล้วเจ้าตัวก็พุ่งตรงมาอย่างกับลูกศรหลุดจากคันธนู

            แน่นอนว่าผมเองก็ไม่คิดจะยืนรอ..!

            กระแสธาราที่อยู่ในมือมันตอบสนองแทบจะพร้อมกันกับหัวใจที่เต้นแรง..!

            ผมพุ่งเข้าหาเขาทันที ราวกับน้ำเชี่ยวปะทะศิลา

             

            ไอ้หมอนั่นใช้หอก.. อาวุธระยะกลางที่แทงได้ไกลกว่าดาบกระบี่ทั่วไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมต้องระวังให้ดี

            พอผมวิ่งเข้าไปถึงระยะการโจมตีของหอก มันก็ซัดคมหอกมาเป็นชุดไม่มีพักเลย

            หอกยาวเมตรกว่าแทงกระหน่ำใส่หน้าผมราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

            แต่ละการแทงที่ฟาดออกมาน่ะเหรอ?

            ผมหลบได้หมด..

            ซึ่งทั้งหมดก็ต้องขอบคุณโหวหวัง ก็ไอ้หมอนั่นก็ใช้อาวุธระยะกลางเหมือนกัน ผมเลยจับจังหวะของพวกใช้หอกกับกระบองได้ดีกว่าเมื่อก่อน

            การหลบได้หมดทุกการออกอาวุธของฟ่งจื่อชิวจึงไม่ได้ยากสำหรับผม

             

            แล้วจากการซ้อมกับโหวหวังมา..

            มันทำให้ผมรู้ข้อใหญ่ข้อหนึ่ง..

            คือคนใช้อาวุธระยะกลาง จะแพ้ทางการเข้าประชิด ถ้าหลุดระยะเมื่อไหร่ พวกนี้ก็ลำบากทันทีเพราะความเก้งก้างของอาวุธ

            ผมเลยเริ่มขยับเท้า ลากกระบี่ปัดหอกของมันไปพลาง ๆ มองหาช่องเข้าโจมตี

            แค่ไม่กี่ก้าว..

            ผมก็เห็นแล้ว ช่องว่างเล็ก ๆ ที่มันเผลอเปิดไว้ ผมก็ไม่รอช้า ตวัดกระบี่ฟาดไปที่ลำตัวมันทันทีด้วยความแรงระดับหนึ่ง

            ใช่!

            ผมตั้งใจให้มันยกหอกมาบัง เพราะนั่นแหละคือกับดักที่ผมปูไว้

            ภาพในหัวของผมตอนนั้นจินตนาการและคิดตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายล่วงหน้าไว้หลายก้าวในจังหวะนั้น

            ซึ่งผมก็คิดหาวิธีโต้ตอบและสวนกลับเผื่อเอาไว้แล้ว

            ทว่า..

            ยังไม่ทันที่ผมจะตวัดกระบี่ฟาดซ้ำลงไป ร่างของฟ่งจื่อชิวกลับปลิวกระเด็นออกไปไกลหลายเมตรจนร่วงตกเวทีประลองราวกับใบไม้โดนพายุพัด ทั้ง ๆ ที่ถูกกระบี่ของผมฝาดใส่ไปแค่ทีเดียวเท่านั้น

            ทำเอาผมที่ตั้งท่าเตรียมออกกระบี่ซัดใส่มุมอับอีกรอบถึงกับอ้าปากเหว่อ

             

            “ฟ่งจื่อชิวตกสนามประลอง หลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขาเป็นฝ่ายชนะ!!”

            ฮูจินประกาศออกมาด้วยเสียงดังที่ผสมปราณเข้าไป

             

            ผมยืนนิ่งค้างอยู่บนเวทีประลอง เหงื่อยังไม่ทันไหลสักหยด กระบี่ในมือก็เพิ่งฟาดออกไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

            และที่แย่คือ..

            มันเป็นแค่การฟันล่อเป้าเสียด้วยซ้ำ..! ยังไม่ได้ลงมือจริง ๆ เลย

            จะให้เชื่อว่าฟ่งจื่อชิวตกเวทีเพราะกระบี่หลอกนั่น?

            ใครมันจะไปเชื่อกันล่ะ!

             

            ฟ่งจื่อชิวลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าเหยเกอย่างเห็นได้ชัด

            ก่อนที่สายตาของมันจะปรายมาทางผม เหมือนจะแฝงความหมายบางอย่าง แล้วเขาก็หมุนตัวไปยังอัฒจันทร์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

            ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อมไปยังพื้นที่ของตระกูลตง..

            ผมรู้สึกหนาววาบขึ้นมาทันที!

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน