ตอนที่ 24 กระเซอะกระเซิง
พอวันรุ่งขึ้น ทั้งเสวียนฮวากับผางเยว่ก็เห็นตามเส้นทางหลักนั้นด่านของทหารทางการคอยดักอยู่เต็มไปหมด
“ผางเยว่ หักม้าเข้าไปป่าก่อนเถิด หลบสายตาของทหารทางการก่อนดีกว่า” หญิงสาวบัญชา
นางได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา แต่ชายหนุ่มก็หาได้โต้แย้งเขาไม่
“ข้ารู้ ว่าเ้าหักด่านได้ไม่ยาก แต่เ้าก็รู้ไม่ใช่หรือ หากเขาแน่ใจว่าตำแหน่งของพวกเราอยู่ที่ใด คนของทางการก็ยิ่งหาตัวเราได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ทำตัวดุจเข็มในมหาสมุทรมิง่ายกว่ารึ?”
“เส้นทางน้อยเราขี่ม้ามิได้ พวกเราอาจต้องเดินฝ่าดงป่าไปดั่งคนป่า เกิดท่านหญิงได้รับอันตรายจะเป็อย่างไร”
“ข้าต้องกลัวสิ่งใดเล่า ข้ามีเ้าอยู่ด้วย และนี่มิใช่ฤดูวสันต์ อีกไม่กี่วันหิมะก็ตกแล้ว ในป่านั้นเล่าก็หารกชัฏไม่”
“แต่ข้าฝ่าด่านไปง่ายกว่ามาก”
“เ้าได้ฝ่าแน่ ผางเยว่ เก็บแรงเก็บพลังเ้าไว้ถึงยามนั้นจะดีกว่า”
“...” ชายหนุ่มเงียบ
“ข้าไม่คิดว่าเราจะหนีทางการได้ตลอดหรอกนะ ข้าเชื่อว่าอย่างไรเสียพวกขุนนางก็ต้องควานหาตัวเราเจอเข้าสักวัน หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เ้าก็ค่อยแผลงฤทธิ์ก็แล้วกัน แต่เ้าคือคนสำคัญของข้า ชีวิตเ้าเป็ของข้า เ้าจะเอาตัวเองไปเสี่ยงโดยใช่เหตุไม่ได้ การลงมือแต่ละครั้งของเ้าจะทำโดยพลการข้ามิยอมมิได้ รู้ไว้เสีย!”
ชายหนุ่มกอดนางไว้แน่น
“ผาง - เยว่” นางเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงกดต่ำพูดช้าๆ ทีละคำ
“ขอรับ”
“เ้ารู้จักจริงจังบ้างหรือไม่ นี่ข้ากำลังพูดถึงความเป็ความตายของพวกเราอยู่!”
“มันตั้งขึ้นมาเอง ข้าน้อยมิได้มีเจตนาอันมิบังควรกับท่านหญิงเลย”
หญิงสาวเบ้ปาก ส่งเสียงเดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยต้องใจเท่าใดนัก แผ่นหลังของนางััได้ถึงความ้าของเขาอีกแล้ว เป็อย่างที่นางคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ด้วย ต่อจากนี้การเดินทางไปถึงหยวินหนานสิ่งที่นางต้องเหน็ดเหนื่อยมากที่สุดนั่นก็คือต้องรองรับความกำหนัดของชายผู้นี้ต่างหาก
“เมื่อเช้าข้าก็นึกว่าเ้าจะพอใจแล้วเสียอีก” นางบ่นอุบอิบ “ข้าสู้อุตส่าห์ทำให้เ้าจนสุขสมั้แ่ก่อนรุ่งสาง นี่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้าดีเ้าก็้าอีกแล้วหรือ?”
ผางเยว่รู้สึกผิดขึ้นมา แต่ความกำหนัดนั้นก็ยังมีอยู่ ชายหนุ่มไม่เคยเป็เ้าของเสวียนฮวาถึงเพียงนี้มาก่อน เขาไม่ต้องซ่อนแอบความ้าของเขา ยามมอบความรักใส่นางก็ไม่ต้องค่อยเป็ค่อยไปเช่นที่ตำหนักในอีกแล้ว แถมเมื่อตอนเข้าหมู่บ้าน ใครต่อใครก็เข้าใจว่าท่านหญิงคือฮูหยินของเขา
ที่สำคัญ เมื่อท่านหญิงสุขสม ก็เรียกเขาว่าเป็คนรัก เป็สามี เขาอยากได้ยินคำนั้นหลายๆ ครั้ง
ดังนั้น ด้วยความกระหายและความคะนองที่เขามีนั้น ก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ผางเยว่เลยเถิดไปมาก
ชายหนุ่มสั่งให้ไป๋อี้หยุด แล้วเขาก็ะโลงจากหลังม้า ทวนศึกที่สะพายแล่งข้างหลังนั้นก็เปลี่ยนเอามาถือพาดไหล่ ยื่นมืออีกข้างมาจับบังเหียนแล้วจูงม้าของตนเดินต่อไป
“ผางเยว่ เ้าลงไปเดินทำไม?” เสวียนฮวาร้องถาม
“ข้าคิดว่ายามนี้ข้าควรเดินดีกว่าขอรับ มิเช่นนั้น...ท่านหญิงก็จะไม่พอใจข้าน้อยอีก”
เสวียนฮวาเห็นแต่แผ่นหลังหนาและกว้างของเขาเท่านั้น แม้นจะไม่เห็นสีหน้าแต่น้ำเสียงเขานั้นก็เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจ เขายังคงเดินตรงจูงเ้าไป๋อี้ที่มีนางนั่งอยู่บนข้างหลังดุจคนรับใช้
“เ้าโกรธข้าหรือ”
“หามิได้ ท่านหญิง”
เสวียนฮวายิ้ม “โกรธสิ โกรธแน่ๆ เ้างอนข้า”
“มิใช่เลย ข้าน้อยมิได้โกรธท่าน แต่ข้าน้อยไม่อยากทำให้ท่านหญิงไม่สบายใจ”
“ตรงไหนหรือ ที่ข้าบอกว่าไม่สบายใจ”
“เมื่อครู่ท่านหญิงดุข้าน้อย”
“ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเองนี่”
เขาหันหลังกลับมามองหน้าหญิงคนรัก
“ขึ้นมาซี่ แล้วทำกับข้าแบบเมื่อวาน บนหลังม้าน่ะ” ดวงตานางระยิบระยับ เป็ไปด้วยแววแห่งความซุกซน
ชายหนุ่มตาลุกวาว เขารีบกุลีกุจอะโขึ้นบนหลังเ้าไป๋อี้อีกครั้ง ทวนศึกกลับไปสะพายแล่งอย่างคล่องแคล่ว มือแกร่งของเขากอดร่างบางทว่าอวบอัดในสัดส่วนที่พึงประสงค์อย่างหื่นกระหาย
เสวียนฮวากลอกตามองบน ชายผู้นี้เขามีวรยุทธลึกล้ำก็จริง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็เด็กหนุ่มอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็เด็กน้อยมิใช่หรือ เขาถึงบ้าบิ่นพอที่จะมาเป็ชู้กับนางเมื่อครั้งยังเป็ฮองเฮา กล้าดีถึงขนาดสวมหมวกเขียวให้เ้าฮ่องเต้ชั่วนั่น และเสี่ยงชีวิตพานางหนีออกจากวังหลวง เปลือกนอกเขาคือชายรูปงามร่างใหญ่ก็จริง แต่เนื้อแท้เขาคือเด็กชายดีๆ นี่เอง
เพราะเขายังเยาว์ เขาถึงกระหายนางและทำเพื่อนางถึงปานนี้
เพราะเขายังเยาว์ เขาถึงมีความใคร่ต่อนางมากมายดุจแม่น้ำเหลืองไหลหลาก
พอคิดตรงนี้ หญิงสาวก็หน้าเหยเก พ่นลมครวญออกมาอย่างแ่เบาเมื่อความอึดอัดบังเกิดขึ้น ทางน้อยไม่มีคนเดินผ่านไปมา คนสัญจรกันที่เส้นทางหลังกันหมด แต่สมมติว่ามีคนผ่านมาเห็นจริงๆ ก็ยังมีผ้าคลุมห่อกายไว้กันขวยอยู่ ถ้าเขาสงสัยและรู้ความจริงว่าเขากำลังทำอะไรนางบนหลังม้า....ก็ช่างมันปะไรเล่า
เหมยเหมยที่อยู่ในอ้อมกอดนางก็ส่งเสียงเมี้ยวออกมา เงยหน้าขึ้นมาจ้องเสวียนฮวาดุจจะไต่ถามสงสัยว่านางเป็อะไร
“ข้าสำลักความสุขจะแย่แล้ว!” เสวียนฮวาเอ่ยเสียงดัง
ถึงนางไม่บอกผางเยว่ก็น่าจะรู้ดี และเ้าไป๋อี้ก็วิ่งเหยาะๆ แบกนายทั้งสองของมันมุ่งหน้าสู่หยวินหนานที่เป็ปลายทางสุดท้าย...
“องค์ฮ่องเต้ยังไม่ตรัสกับเ้าเลยรึ?” หลี่ต้งถามหลี่กุ้ยเฟยผู้เป็บุตรสาว
หญิงสาวพยักหน้าตอบ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกดดัน “ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วท่านพ่อ เหมือนเื่นังผู้นั้นพระองค์จะโยนความผิดให้ข้า”
“เพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งวันเท่านั้น พระองค์อาจยุ่งกับราชกิจอยู่” ชายชราลูบเครายาวของตนเองไปแล้วก็ครุ่นคิด
“ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเ้าเฒ่าเสวียนเจานั่นจะสารพัดพิษถึงเพียงนี้ มันส่งคนของมันมาอยู่ในวังหลวงด้วย เหตุไฉนเื่นี้ไม่มีใครระแคะระคายมาก่อนเลย!” หลี่กุ้ยเฟยจิกเล็บแน่น ความฝันที่นางจะเป็ฮองเฮาแทนคนผู้นั้นก็มลายวับไปกับตา “เช่นนี้ก็เท่ากับจางกุ้ยเฟยก็หยิบชิ้นปลามันไปทั้งที่นังผู้นั้นไม่ลงมือทำอะไรเลย!”
“เอาทีละอย่างก่อน...” หลี่ต้งเอ่ยขึ้น “เ้าต้องหาทางเอาพระทัยฮ่องเต้ให้กลับมาเหมือนเดิมให้ได้ นี่คืออย่างแรก”
หญิงสาวพยักหน้า แม้นในใจนางจะร้องว่า – ข้าก็คิดทำอยู่ทุกวันนี่ไง! – แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกไป
“ถ้าจงอี้ตามตัวเ้าสองคนนั้นเจอ สถานการณ์เราก็น่าจะดีขึ้น ข้าก็ไม่ได้ปล่อยให้จงอี้ทำผู้เดียว ตัวข้าก็ทุ่มเททั้งคนและเงินลงไปด้วยมากมายเช่นกัน”
เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรชัดๆ – หลี่กุ้ยเฟยแย้ง จากไคฟงไปถึงหยวินหนาน แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ผู้ที่ช่วยนางก็มีฝีมือเก่งกล้าถึงเพียงนั้น ม้าขาวตัวนั้นก็แสนวิเศษนัก ได้ยินพวกนางกำนัลและขันทีเล่าลือกันอึงคะนึงถึงฝีมือและฝีเท้าอันพิสดารล้ำลึกของพวกมันแล้วก็เจ็บใจไม่หาย
“ข้าเกลียดมันนักท่านพ่อ ข้านึกว่าจะเอาชีวิตมันได้แท้ๆ แล้วเชียว ข้าสู้อุตส่าห์ซื้อคนของมันด้วยเงินมากมาย เสนอแผนให้พระองค์ ข้าไม่คาดคิดเลยว่ามันจะหนีรอดออกไปได้! ป่านนี้นังนั่นคงหัวเราะเยาะพวกเราอยู่เป็แน่!”
“มันก็ไม่สบายนักหรอก เ้าลองตรองดูเถิด ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอย่างนั้น นอนกลางดินกินกลางทรายไปตลอดทาง มีแต่สะดุ้งกลัวว่าจะถูกคนของทางการจับได้ ข้าว่า นางคงมีสภาพอยู่มิสู้ตาย”
หลี่ต้งรู้นิสัยบุตรสาวตัวเองดีว่านางนั้นเป็คนช่างอิจฉาริษยานัก ก็พยายามพูดจาปลอบโยนบุตรสาวด้วยวาจาให้ร้ายเสวียนฮวาผู้เป็ศัตรู
“โอย ซี้ดสสส เ้ายังไม่หมดฤทธิ์อีกหรือ” หญิงสาวครวญครางสูดปากตัดพ้อชายคนรักที่เขาเพิ่งสำเร็จกิจ แต่นางยังััได้ถึงความปรารถนาของเขาอยู่
ผางเยว่ไม่ตอบอะไร มือหนึ่งกอดนายหญิงแน่น อีกมือก็กำบังเหียนบังคับม้า หนทางในป่าก็เริ่มแคบเข้าแต่เ้าไป๋อี้ยังคงเหยาะย่างได้อยู่
“เสร็จครานี้ข้ายอมให้เท่านี้นะ หลังเที่ยงวันค่อยว่ากันอีกที อู๊ยยยยส ผางเยว่เ้าขา”
เสวียนฮวาก็พูดไป ตัวนางเองนั่นแหละรู้ดีอยู่แก่ใจที่สุด ว่าหากเขา้ามีหรือที่นางจะปฏิเสธลง!