บทที่ 27 ญาติในเมืองหลวง
ในใจเถ้าแก่กู้คิดว่า หากโสมขายไม่ออก วันพรุ่งนี้เขาคงจะขาดทุนอย่างหนัก ดังนั้นเถ้าแก่กู้จึงให้เด็กในร้านนำรถม้าของตนมาให้หลี่เก๋อเฟยและสามีใช้
แค่รู้ที่อยู่ของหลี่เก๋อเฟยและสามี แล้วส่งคนไปเฝ้าอยู่ข้างนอกตลอด หากหนีไป เขาก็สามารถออกไปตามได้ ไม่ว่าจะแจ้งความหรือตามหาสองคนนั้น ก็เป็เื่ง่ายและสะดวก
"ดี พวกข้าขอบคุณเถ้าแก่กู้ไว้ ณ ที่นี้"
พูดจบ ซูจิ่งหยางก็คารวะเถ้าแก่กู้ตอบ
"ไม่ต้องขอบคุณ ท่านทั้งสองถือเป็ลูกค้ารายใหญ่ของข้าแล้ว อีกทั้งลูกจ้างในร้านไม่รู้จักดีชั่ว ไปทำร้ายท่านทั้งสอง ภรรยาท่านใจกว้างยังไม่ถือสา ข้าต่างหากที่ควรขอบคุณท่านทั้งสองเป็อย่างยิ่ง เชิญทางนี้ เชิญทางนี้"
เถ้าแก่กู้พูดจบก็ทำท่าเชื้อเชิญ
พาหลี่เก๋อเฟยและสามีเดินออกประตู ส่งขึ้นรถม้าด้วยตนเอง สั่งเสียคนขับรถม้าให้ดีว่าให้ขับช้า ๆ
"เช่นนั้น ข้าขอลาคุณชายซูแล้ว พรุ่งนี้พบกันใหม่"
"ได้ เถ้าแก่กู้พรุ่งนี้พบกัน"
พูดจบ ซูจิ่งหยางก็ปล่อยม่านลง คนขับรถม้าข้างนอกยังไม่รู้ว่าอย่างไร
เพราะเ้านายของตนมัวแต่คุยกับหลี่เก๋อเฟยและสามี ทั้งสามไม่มีใครบอกคนขับรถม้าเลยว่าตนควรไปที่ไหน
จริง ๆ แล้วแม้แต่ซูจิ่งหยางเองก็ใจหายใจคว่ำ เขาก็ไม่รู้ว่ารถม้าควรไปที่ไหน เพิ่งเข้าเมืองมาก็ตามหาร้านขายยาตลอด ดีที่หาเจอ แต่ก็ถูกคนในร้านเมินเฉย เวลาเกือบทั้งวันก็เลยเสียไปที่ร้านขายยาเซิ่งฟางทั้งหมด จะมีเวลาไหนไปหาที่พัก ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องค้างคืนที่นี่
ซูจิ่งหยางกำลังจะเอ่ยปากปรึกษาหลี่เก๋อเฟยว่าไปที่ไหนดี หลี่เก๋อเฟยกลับยื่นมือออกมากะทันหัน กั้นซูจิ่งหยางไม่ให้พูด
หันไปบอกที่อยู่แห่งหนึ่งกับคนขับรถม้าข้างนอก
"พวกเราไปกันเถอะ"
"ขอรับฮูหยิน นั่งดี ๆ นะขอรับ"
ซูจิ่งหยางมองดูการกระทำเหล่านี้ ก็ตกตะลึงอย่างแท้จริง
แม้แต่ซูจิ่งหยางเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ภรรยาของตนกลายเป็คนที่เก่งกาจขนาดนี้ไปแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีเื่ใดอีกที่หลี่เก๋อเฟยจะทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าในยามปกติจะดูเหมือนมึน ๆ งง ๆ อยู่บ้าง แต่ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาสำคัญ หลี่เก๋อเฟยก็มักจะหาทางออกได้เสมอ ซูจิ่งหยางในตอนนี้ถึงกับใ อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างมองดูหลี่เก๋อเฟย
ส่วนหลี่เก๋อเฟยเองก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก เห็ดหลินจือชั้นดีเช่นนั้น นางสามารถต่อรองราคาลงมาเหลือเพียงเจ็ดสิบตำลึงเท่านั้น นางช่างเป็อัจฉริยะทางการค้าจริง ๆ ถ้าไม่ได้มาทำธุรกิจในเมืองหลวงแห่งนี้ ก็คงจะเสียดายพร์ทางการค้าของนางเป็แน่
ในขณะที่หลี่เก๋อเฟย กำลังหัวเราะชอบใจอยู่ในใจ ซูจิ่งหยางก็ยังคงสงสัยเต็มไปหมด ที่อยู่ที่หลี่เก๋อเฟยเพิ่งบอกไปนั้น เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีในเรือนหอ ไม่เคยออกนอกบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยมากมาย ไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่จะมีญาติในเมืองหลวงที่สามารถไปมาหาสู่ได้ และยิ่งไม่น่าจะมีกิจการอะไรในเมืองหลวงที่ต้องให้หลี่เก๋อเฟยไปจัดการดูแล แล้วนางรู้ที่อยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไรกัน
ซูจิ่งหยางอดไม่ได้จริง ๆ หลี่เก๋อเฟยนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา หันหน้ามามองกัน ใบหน้าของเขาอยู่ตรงหน้านางชัดเจน แต่เหตุใดนางถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ซูจิ่งหยางกระแอมเบา ๆ แล้วพูดกับหลี่เก๋อเฟยว่า
"ภรรยา ภรรยา"
"อ้าว เ้าคะ มีอะไรหรือ"
หลี่เก๋อเฟยยังคงจมอยู่ในจินตนาการของตัวเอง จู่ ๆ ก็ได้ยินซูจิ่งหยางเรียกนาง นางจึงถูกซูจิ่งหยางดึงกลับมาสู่ความเป็จริง
"ภรรยาข้า ในเมืองหลวงนี้ เ้ามีญาติที่รู้จักบ้างหรือไม่" ซูจิ่งหยางยังคงถามอย่างระมัดระวัง
"ไม่มีหรอกเ้าค่ะ ข้าถูกขังอยู่แต่ในบ้าน จะไปมีญาติในเมืองหลวงได้อย่างไร"
หลี่เก๋อเฟยทำหน้างุนงง ดูเหมือนซูจิ่งหยางจะมีอะไรอยากพูด แต่กลับอ้อมค้อม หลี่เก๋อเฟยไม่อยากเดาเลยว่า ซูจิ่งหยาง้าจะทำอะไรกันแน่ วันนี้ก็นับว่าเหนื่อยมากแล้ว ต้องมาต่อสู้ด้วยปัญญากับลูกจ้างในร้าน แล้วยังต้องมาต่อรองราคากับเถ้าแก่ร้านอีก ตอนเที่ยงยังไม่ได้กินข้าวเลย ถึงแม้หลี่เก๋อเฟยจะมีรูปร่างแบบนี้ ต่อให้ตอนเที่ยงจะกินขนมไปมากแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานความหิวได้ ตอนนี้ท้องก็ร้องโครกคราก
"ในเมื่อเ้าไม่มีญาติอะไรในเมืองหลวง แล้วที่อยู่ที่เ้าให้ไปนั้นเป็ของใคร พวกเราจะไปที่ไหนกัน ขอภรรยาช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าสักหน่อยเถอะ"
หลี่เก๋อเฟยรู้สึกเส้นเืที่ขมับกระตุก สามีของนางเป็โรคความจำเสื่อมหรืออย่างไร เช้านี้ หลินหวั่นเฉินเพิ่งให้ที่อยู่มา ยังกำชับซูจิ่งหยางกับนางอย่างหนักแน่นว่า หากมีเื่อะไรในเมืองหลวง ก็ให้ไปหานางได้ ตอนนี้ก็แค่้าที่พักสักแห่ง ถ้าไม่ไปหาหลินหวั่นเฉิน แล้วจะไปหาใครได้อีกล่ะ
"เป็ธรรมดาที่จะต้องไปยังที่อยู่ของพี่สาวหลิน ท่านกับข้ามาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจจะค้างคืน จึงไม่ได้หาที่พักไว้ ตอนเช้าพี่สาวหลินให้ที่อยู่มาที่หนึ่ง น่าจะเป็ที่ที่นางพักอยู่ พวกเราอาจจะไปพึ่งพาที่นั่นได้"
หลี่เก๋อเฟยแม้จะมีสีหน้าดำคล้ำ ในใจรู้สึกอึดอัด แต่เมื่อมองดูสามีของนาง ใบหน้าที่หล่อเหลานี้ แม้ในตอนที่พูด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดอ้อมค้อมไปบ้าง
"โอ้ ภรรยาคิดรอบคอบจริง ๆ จิ่งหยางชื่นชมยิ่งนัก"
พูดจบซูจิ่งหยางก็คำนับให้หลี่เก๋อเฟย หลี่เก๋อเฟยยื่นมือทั้งสองข้างประคองตัวซูจิ่งหยาง โดยหวังว่าซูจิ่งหยางไม่จำเป็ต้องเกรงใจเช่นนี้
รถม้าที่สั่นตลอดเวลา กลับเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในตอนนี้อย่างกะทันหัน
สองคนในรถไม่ทันตั้งตัว เดิมทีก็นั่งใกล้กันอยู่แล้ว ตอนนี้เพราะกำลังคุยกันอยู่ ใบหน้าของทั้งสองจึงหันเข้าหากัน เพราะรถม้าหยุดลงกะทันหัน จึงเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ปากของทั้งสองคนจึงจูบกันแบบนี้
ซูจิ่งหยางและหลี่เก๋อเฟยต่างเบิกตากว้างพร้อมกัน ทั้งสองคนต่างตะลึงงัน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ถ้าพูดกันตามตรง ทั้งสองเป็สามีภรรยากันแล้ว เื่พวกนี้ย่อมเป็เื่ปกติ แต่จนถึงตอนนี้ ฐานะสามีภรรยาของทั้งสองก็เป็แค่ชื่อ ยังไม่ได้ร่วมหอ จึงไม่เคยจูบปากกันมาก่อน
ใบหน้าของซูจิ่งหยางแดงขึ้นมาในทันที เดิมทีเป็บัณฑิตหนุ่มหน้าขาว ตอนนี้ใบหน้ามีเืฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้คนที่เห็นรู้สึกสงสารเด็กหนุ่มคนนี้อยู่บ้าง
ส่วนใบหน้าของหลี่เก๋อเฟยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ แต่ในใจกวางน้อยะโตุบ ๆ หัวใจเต้นเร็วจนแทบจะะโออกมาจากลำคอแล้ว
ทั้งสองคนที่ตะลึงงันกันเช่นนี้สักพัก จนกระทั่งคนขับรถม้าพบว่ารถหยุดแล้ว คนในรถก็ยังไม่ออกมา จึงค่อย ๆ ใช้มือเปิดม่านขึ้น เห็นสองคนบนรถทั้งจูบทั้งกอด
[ติ๊ง! ประสบความสำเร็จในการเย้าแหย่สามีของตนเอง ได้รับคะแนนสะสม 10 แต้ม]
[แสดงความรักต่อกัน ทักษะเต็มร้อย ได้รับคะแนนสะสม 20 แต้ม นายหญิงขอแสดงความยินดีด้วย ท่านยังมีคะแนนสะสมในระบบอีกมากที่ยังไม่ได้แลก ข้างหน้ามีเหรียญทองจำนวนมากรออยู่]
คนขับรถม้าเห็นภาพเช่นนี้ ดวงตาพลันเบิกกว้าง ในใจด่าว่า ‘นี่มันผิดธรรมเนียม ขัดต่อศีลธรรม! แต่ก็รู้สึกอายอยู่บ้าง จึงรีบปล่อยม่านลงมาอีกครั้ง’