เื่ราวฟ้ากำหนดไว้แล้วไม่คาดคิดว่าวันที่เกิดาระหว่างเหล่าเทพและจอมมารเฟยฉีกับขอพรให้บิดาหายป่วยแลกกับชีวิตของตน โชคชะตากลายเป็โชคร้ายที่หลีกเลี่ยงมิได้เพราะทั้งคู่ไม่ได้อยู่ยุคเดียวกัน
ในถ้ำมืดทั้งสามนอนหมดสติอยู่พื้นหิน คิ้วบางขมวดแน่น เปลือกตาค่อยๆลืมขึ้นตรงหน้าเฟยฉีเต็มไปด้วยหินที่ถล่มลงมานางค่อยๆดันล่างตัวเองลุกขึ้นแต่ก็ต้องกลับไปนั่งที่เดิมเฟยฉีได้แต่มองไปที่ลี่หยางด้วยความเป็ห่วง ก่อนที่เฟยฉีจะหมดสติไปอีกครั้งนางเห็นร่างของบุรุษผู้นึงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางเห็นหน้าไม่ค่อยชัดภาพที่อยู่ตรงหน้าก็มืดสนิท
“ที่แท้ก็คือเ้านี้เอง เ้าโผล่มาที่นี่จนได้ ” จางหย่งกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะโน้มตัวลงไปช้อนร่างเฟยฉีขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในถ้ำ
ดวงตาปีศาจคู่นั้นมองไปที่ลี่หยางและป๋อเหวินที่กำลังนอนหมดสติอยู่ไม่สนใจแล้วหันกลับเดินไปที่ถ้ำอันมืดมิดนั่นพอเฟยฉีได้สติอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงหินที่ปูด้วยพรมขนหมีสีขาวเฟยฉีรีบลุกพรวดจากเตียงนั่นทันทีด้วยความกลัว สายตามองดูรอบๆอย่างวาดระแวง
“ที่นี่ที่ใดกัน ?ไยถึงน่ากลัวเช่นนี้ ? ” ร้อมลอบตัวเฟยฉีเต็มไปด้วยแสงเทียนสีแดงระเรื่อ
มีกระโหลกมากมายประดับอยู่ตามทางเดิน เฟยฉีกำลังกวาดตามองหาลี่หยางกับป๋อเหวินอยู่นั้นก็เห็นสตรีนางนึงสวมชุดสีขาวเดินถือถาดอาหารเข้ามาให้นาง
“ท่านหญิงเฟยฉี ท่านฟื้นแล้วหรือ ? ” เฟยฉีใรีบหันขวับไปดูที่น่าใยิ่ง แม่นางผู้นี้รู้ชื่อนางได้อย่างไรกัน
“ เ้าเป็ใคร ? ไยถึงรู้จักชื่อของข้า ? แล้วสามีของข้าอยู่ที่ใดกัน? ”
สตรีที่อยู่ตรงหน้าเฟยฉีครุ่นคิดอยู่ครู่นึง สีหน้าไม่แสดงอาการใดๆเอาแต่เงียบไม่ยอมตอบคำถามของเฟยฉีแม้แต่น้อย นางไม่รู้จะตอบเฟยฉีว่าอย่างไรดีในใจของนางมีเพียงองค์ชายลี่หยางเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“ท่านรีบกินให้หมดเถิดแล้วเดินตรงไปทางนั้น มีคนอยากจะพบท่านคนผู้นั้นจะเป็คนตอบคำถามท่านเอง ”
สายตาของสตรีผู้นั้นมองตรงไปข้างหน้าไม่ปรายตามองเฟยฉีแม้แต่น้อยนางค่อยๆวางถาดอาหารลงตรงหน้าเฟยฉี ก่อนจะเดินกลับออกไปข้างนอก
หลังจากที่เฟยฉีทานอาหารเสร็จ ก็พอที่จะมีแรงออกตามหาลี่หยางขึ้นมานางมองไปที่ทิศทางที่อยู่ตรงหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตามหาลี่หยางให้เจอ เฟยฉีเดินไปข้างหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆเดินไปได้ไม่นานเฟยฉีก็พบกับจางหย่งที่กำลังนั่งรออยู่บนเก้าอี้กระโหลกนั่นแล้ว
เฟยฉีรู้สึกคุ้นหน้าบุรุษที่อยู่ตรงหน้ายิ่งเหมือนเคยพบที่ใดมาก่อนนางชอบชุดที่จางหย่งสวมใส่ยิ่งช่างดูเหมาะกับร่างกำยำของเขาเห็นสายตาจางหย่งมองมาที่ตน เฟยฉีก็รีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“เ้าคือคุณหนูเฟยฉีใช่หรือไม่ ? ” เสียงเข้มทรงอำนาจเอ่ยถามเฟยฉีนางพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบ
“ ข้าเองแล้วท่าน ..... ” เฟยฉีลากยาวเหมือนรอคำตอบจากเขาไยนางถึงไม่รู้สึกกลัวเขาเลยแม้แต่น้อยแต่กลับคุ้นเคยแปลกๆ
“ข้าคือจางหย่ง ” ไม่ได้มีเพียงนางที่รู้สึกเช่นนั้น จางหย่งก็เช่นกันความรู้สึกเหมือนรู้จักนางมานานนับร้อยปี
“ เจียวเหมยเอาสุรามาให้ข้า ” จางหย่งหันไปออกคำสั่งกับเจียวเหมยที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังของเขา
ชื่อนี้เหมือนนางจะเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน คิ้วบางชนกันแน่นเฟยฉีพยายามนึกดูอีกครั้ง ครู่นั้นนางถึงนึกไว้ว่าชื่อเจียวเหมยสลักอยู่บนหยกของลี่หยางเฟยฉีใเล็กน้อยมองไปที่เจียวเหมยอย่างไม่เชื่อสายตาไม่คาดคิดว่าเื่จะบังเอิญเช่นนี้แต่ทั้งหมดนี้เป็เพียงเกมแห่งโชคชะตาที่ฟ้าได้กำหนดไว้แล้ว
“สามีข้าอยู่ที่ใด ?ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ? ” เฟยฉีเท้าเอวถามจางหย่งออกไปอย่างหงุดหงิดจางหย่งเดินตรงมาที่เฟยฉีอย่างช้าๆ
“ไยเ้าถึงมาปรากฎตัวในถ้ำของข้าได้ ? ข้ายังไม่ถามถึงโทษของเ้าเลยนะกิริยาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ?”
จางหย่งหยุดอยู่ตรงหน้าเฟยฉีไม่กระพริบตา ทั้งสองจ้องตากันอยู่นานเขาช่างเป็บุรุษที่หล่อเสียจริง มัวแต่จ้องหน้าเขาเฟยฉีลืมไปเลยว่าจะพูดอะไรกับจางหย่ง
“ข้ามาตามหาลู่โจวหรานน่ะ ” เฟยฉีไม่คิดที่จะปิดบัง บอกความจริงให้เขารู้ จางหย่งมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเดินเข้าไปใกล้เฟยฉีช้าๆ
“เป็อย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆด้วย เ้าคือเ้าของที่แท้จริงของลู่โจวหราน ”
“ท่านรู้จักลู่โจวหรานงั้นหรือ ? ” เฟยฉีเอ่ยถามด้วยแววตาที่มีความหวัง จางหย่งกระตุกยิ้มที่มุมปากเดินเข้าไปใกล้เฟยฉีแล้วบอกกับนางว่า
“ข้ารู้แล้วยังไง ?ข้ายังไม่มีโอกาสได้ััเลยแม้ว่าข้าจะเป็คนที่ปกป้องสิ่งนั้นก็เถอะ ”
เฟยฉีไม่เข้าใจว่าจางหย่งกำลังพร่ามอะไรอยู่เหมือนยิ่งถามไปก็ยิ่งไม่ได้เื่ เฟยฉีเลยถามถึงลี่หยางแทน
“ตอนที่ท่านพบข้า ท่านพบใครอีกหรือไม่ ? นอกจากข้าน่ะ ? ”
จางหย่งไม่พูดอะไร หันไปมองหินที่อยู่ตรงหน้าเฟยฉีเห็นจางหย่งจ้องหินนั่นไม่หยุดนางจึงหันไปมองตามจึงเห็นว่าบนหินนั้นเป็ภาพพระอาทิตย์อยู่บนเขาไท่เฉิงมองนานๆเฟยฉียิ่งคิดถึงท่านอาจารย์และเย่วเสี่ยง
“ทำไมที่หินนั่นถึงมีภาพพระอาทิตย์เสมือนจริงเช่นนั้นได้ ? ” เฟยฉีเดินไปใกล้ๆจางหย่งแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยแต่จางหย่งยังคงเงียบเหมือนเดิม
จางหย่งเงียบอยู่ครู่นึง ริมฝีปากหนายักยิ้มเล็กน้อย เป็รอยยิ้มสุดแสนจะเ็ป
“ที่แท้สิ่งนี้เรียกว่าพระอาทิตย์เองหรอกหรือ ? ข้าเกิดมาก็เห็นสิ่งนั้นอยู่บนเขาไท่เฉิงแล้ว ”
เฟยฉีมีอาการใเล็กน้อย เกิดมาใครๆก็เห็นพระอาทิตย์กันทั้งนั้นแหละเขาพูดเหมือนเขาไม่เคยัักับแสงสว่างอย่างงั้นทว่าครู่นั้นเจียวเหมยเดินถือถาดสุราเข้ามาพอดี ทุกคนคิดว่าคือสุราแต่ความเป็จริงมันคือโลหิตคนเป็ๆ เห็นเจียวเหมยรินสุราเฟยฉีก็แอบสงสัย จางหย่งยื่นจอกสุราให้นางแต่นางไม่กล้าที่จะรับมาดื่ม
“ท่านดื่มเถิด ข้าไม่ดื่มสุรา ” เจียวเหมยหยุดชะงักหันไปมองจางหย่งที่กำลังยกจอกโลหิตนั่นขึ้นดื่มทีเดียวหมดจางหย่งบอกให้เจียวเหมยเก็บจอกแล้วออกไปรอข้างนอก
“เ้าคงรู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าแล้วใช่หรือไม่ ? ” จางหย่งเอ่ยถามมือถือจอกโลหิตหมุนไปมา
“ ท่านเป็แวมไพร์เหรอ? ” ในหัวเฟยฉีในตอนนี้คิดอะไรไม่ออกนอกจากเื่นี้จางหย่งไม่เข้าใจสิ่งที่นางพึ่งเอ่ยเมื่อครู่เห็นสีหน้างงๆของจางหย่งเฟยฉีจึ่งรีบอธิบายออกไป
“ เอ่อคือ.... ข้าหมายถึงผีดูดเืน่ะ เืมนุษย์น่ะ ” จางหย่งเงียบไปครู่นึง ในหัวครุ่นคิดอะไรบางอย่างสตรีที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าสนใจยิ่ง
ไยนางถึงเป็เ้าของลู่โจวหรานได้ ? ทำไมเขาถึงต้องเกิดมาเพื่อปกป้องสิ่งนั้นด้วยเล่า ?ระหว่างนางกับเขาเกี่ยวข้องอย่างไร ?คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวจางหย่งไม่หยุด มันยากมากที่จะตอบคำถามนี้ได้
“ไยเ้าถึงตามหาลู่โจวหราน ? ” จางหย่งเลือกที่จะถามนางถึงลู่โจวหรานไม่คิดที่จะถามคำถามที่ตนสงสัย
เฟยฉีมีความลังเลอยู่เล็กน้อย สุดท้ายก็ได้เล่าให้จางหย่งฟังเื่ราวทั้งหมดขณะนั้นลี่หยางและป๋อเหวินฟื้นได้สติพอดีทั้งสองเป็กังวลอีกครั้งเมื่อเห็นนางหายไป พวกเขาเห็นเพียงคำชี้แนะเดินตามหินไปทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่นึงก่อนจะเดินตามลูกศรนั้นไปเดินไปได้สักพักก็ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนไป ยังคงเส้นทางเดิม
ทว่าครู่นั้นพวกเขาก็ได้เผลอเหยียบไปโดนอะไรบางอย่างเข้าเหมือนกิ่งไม้หักลี่หยางและป๋อเหวินหยุดเดินมองสำรวจดูรอบๆ
“แค่หินก้อนเล็กๆน่ะ ” ป๋อเหวินเอ่ยขึ้นอย่างงงๆก่อนจะเตะก้อนหินนั้นไปแต่มันกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
น่าแปลกแหะก้อนหินเล็กแค่นี้ไยถึงส่งเสียงดังเช่นนั้นเล่าก้อนกินนั่นไม่ขยับแต่กลับส่งเสียงดังไปทั่ว ทันใดนั้นลูกธนูจำนวนมากพุ่งออกมาจากทางด้านข้าง ทั้งสองรีบะโหลบกลางอากาศอย่างรวดเร็วเสียงดาบดังก้องไปทั่ว บรรยากาศตกอยู่ในความตึงเครียด
ลี่หยางไม่มีทีท่าตื่นกลัวใดๆหลบลูกธนูได้อย่างคล่องแคล่ว เขาไม่อยากจะเชื่อว่าที่แห่งนี้จะอันตรายถึงเพียงนี้เห็นได้ว่าที่แห่งนี้เป็ที่ต้องห้ามที่มิใช่ใครก็พิชิตได้กว่าจะจัดการกับธนูจำนวนมากโขนั้นได้ใช้เวลาไปนานพอสมควรเห็นว่าผ่านเขตอันตรายแล้วพวกเขาถึงได้หยุดพักมองหน้ากันไปมา
“เราต้องระวังให้มากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ ” ป๋อเหวินเอ่ยบอกกับลี่หยางด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเหมือนกำลังจะขาดน้ำ
คราที่ตามหาตัวนางเจอ ป๋อเหวินมีอะไรก็จะให้นางหมดน้ำป๋อเหวินก็ดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลี่หยางไม่พูดอะไรพยักหน้าตอบรับเบาๆเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ในใจเป็ห่วงเฟยฉีอยู่ไม่หน้อยที่นี่อันตรายถึงเพียงนี้นางกลับหายตัวไปอีกครั้งทั้งสองเดินหน้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งเห็นแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้าจึงหยุดเดิน
“ข้างหน้ามีอะไรมิรู้กำลังส่องแสงมาที่เรา ระวังตัวด้วย”
“ พ่ะย่ะค่ะ” ป๋อเหวินเดินตามอย่างระมัดระวัง พวกเขาจะต้องตามหานางโดยเร็วรีบตามหาลู่โจวหรานให้พบจะได้กลับไปใช้ชีวิตที่สงบสุขเคียงข้างคนรัก
พวกเขาเดินหน้าไปเรื่อยๆจนมาพบเข้ากับบ่อน้ำใสบ่อนึงใต้น้ำยังมีหยกสีเขียวประกายแสงวิบวับ มันสว่างวาบอยู่ครู่นึงก่อนจะดับลงทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก ป๋อเหวินคิดว่าน้ำนั้นคงไม่เป็อันตราย
จึงเดินเขาไปใกล้หวังจะดื่มมันสักหน่อย ทันทีที่มือแตะลงไปในน้ำป๋อเหวินถึงกับชักมือกลับน้ำทั้งเย็นและทำให้ปวดมากลี่หยางที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าบ่อน้ำที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่บ่อน้ำธรรมดาลี่หยางรีบลากป๋อเหวินให้ออกห่างจากบ่อน้ำนั่น
“บ่อน้ำอันตราย อย่าเข้าใกล้ !!! ” ป๋อเหวินมองไปที่บ่อน้ำไม่กระพริบตาที่ชาวบ้านพูดกันว่าองค์ชายลี่หยางฝีมือเก่งกาจเกรงว่าจะเป็เื่จริง
ทันใดนั้นสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ในบ่อน้ำก็ผุดขึ้นมา มันมีสีขาวขุ่น โครงสร้างเหมือนกับร่างกายมนุษย์แต่กลับมีดวงตาเหมือนกับปีศาจ ฟันแหลมแยกเขี้ยวอย่างน่ากลัว
“นี่คือกับดัก !!! ” ป๋อเหวินถอยไปข้างหลังหลายก้าวสัตว์ประหลาดนั่นพุ่งตรงมาที่พวกเขาสองคน
พวกมันปล่อยพิษออกมาจากปากของพวกมันเหมือนกับพิษที่อยู่ในป่านั่นลี่หยางรีบชักดาบออกมาต่อสู้กับพวกมันอย่างไม่กลัวตายพวกเขาสู้กับสัตว์ประหลาดอยู่นานจนหมดแรงทรุดเข่าลงที่พื้นมองไปข้างๆจึงเห็นทางเดินออกไป คงเป็หนทางเดียวที่พวกเขาจะออกไปจากที่นี่ได้
ทางด้านของเฟยฉี นางได้เล่าทุกอย่างให้กับจางหย่งฟังไม่ว่าจะเป็เื่ที่นางทะลุมิติมาที่นี่ เื่ท่านอาจารย์และเื่ชีวิตคู่ของนางจางหย่งไม่เข้าใจแต่ก็พอจะเดาได้